เปิดอกภูมิธรรม ทำอย่างไรให้ ‘เพื่อไทย’ กลับมาครองใจประชาชนอีกครั้ง

“การเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็ตาม เป็นการเปลี่ยนแปลงที่ต้องใช้เวลาและมีกระบวนการสร้างความรู้สึกร่วมของสังคมการเพื่อให้ได้ข้อสรุป มันจึงจะสามารถแก้ไขได้” ภูมิธรรม เวชชชัย รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ในฐานะ “คีย์แมน” คนสำคัญของพรรค เปิดใจ-เล่าถึงความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองไทยในรอบหลายทศวรรษ กับมติชนสุดสัปดาห์
“ภูมิธรรม” มอง “หนทางในวันข้างหน้า” ว่า “เป็นเรื่องธรรมดาที่ต้องเผชิญปัญหา แต่ไม่ใช่ปัญหา-อุปสรรคที่จะทําให้คณะรัฐมนตรีหรือคนที่ได้รับฉันทามติมอบหมายจากพี่น้องประชาชนต้องย่อท้อหรือยอมจํานน ผมคิดว่าคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ควรจะต้องเข้าใจสิ่งเหล่านี้
“ต้องยอมรับว่าปัญหาหลายๆ เรื่องในประวัติศาสตร์ของโลกและประวัติศาสตร์ของประเทศไทย จะเห็นได้ว่า ‘บางเรื่อง’ ถกเถียงกันอยู่ยาวนานเป็น ‘ทศวรรษ’ หรือเป็น ‘ศตวรรษ’ มันถึงแก้ไขได้ เพราะฉะนั้น นี่คือความเป็นจริงที่จะต้องเผชิญ เพียงแต่ว่าเราต้องแสดงให้เห็นว่า ‘เราเข้าใจปัญหา’ และ ‘เรามุ่งมั่นอย่างไม่รู้จักย่อท้อ’ เพื่อจะแก้ปัญหานั้นให้เกิดสำเร็จ”
สำหรับกระบวนการทางสังคมและการพัฒนาที่จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงนั้น มันต้องการ “การสร้างความเข้าใจของคนในสังคม” ให้กว้างขวางที่สุด” อย่างมากที่สุด แล้วก็ยอมรับมองเห็นจุดร่วมที่จะเดินหน้าด้วยกันให้มากที่สุด
เพราะฉะนั้น หน้าที่ของรัฐบาลใหม่ ที่มีหน้าที่จะทําให้ความต้องการของพี่น้องประชาชนในขอบเขตที่หลากหลายทั้งวิชาชีพและอื่นๆ ทั่วทั้งประเทศได้เข้าใจปัญหาให้ตรงกันแล้วก็ทําให้ความหลากหลายเหล่านั้นมีจุดที่ร่วมกันให้มากที่สุดเพื่อจะค่อยๆ นําไปสู่การเปลี่ยนแปลง
“ผมว่าตรงนี้คือจุดที่สําคัญ แต่หากจะเอาแต่ความปรารถนาและความต้องการของตนเป็นหลัก การที่จะหาทางออกของสังคมจะยาก ผมคิดว่าวันนี้ต้องเปิดใจให้กว้างทําใจให้ใหญ่เพื่อที่จะหาทางออกของสังคมร่วมกัน และเข้าใจว่าสังคมและโลกใบนี้ การเปลี่ยนแปลงมันต้องใช้เวลา ถึงจะแก้ปัญหาได้”
ดังนั้น เป็นหน้าที่ของรัฐบาลใหม่ที่การทํางานทุกอย่างก็ต้องอิงกฎระเบียบกฎหมายที่อนุญาตให้ทําได้ ในกรอบของรัฐธรรมนูญ ส่วนจะสามารถเปลี่ยนแปลงแก้ไขหรือจะใช้เงื่อนไขของกฎระเบียบต่างๆ นั้นไปทําให้มันเกิดเรื่องที่ดีๆ ให้ดีขึ้นได้ เป็นหลักคิดและศิลปะของคนเป็นผู้นําทั้งนายกฯ และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะ
: ย้อนมองการต่อสู้กว่า 5 ทศวรรษ เราเข้าใกล้เส้นชัย โดยเฉพาะจากสิ่งที่วัยหนุ่มสาวเคยเรียกร้องหรือยัง?
การใกล้เข้าสู่เส้นชัยแล้วแต่ว่าจะพูดในมิติไหนนะครับ
แต่ว่าถ้าพูดจากจุดเริ่มต้นที่ผมเป็นนักศึกษาตั้งแต่ปี 2514-2515 ซึ่งเคยเกิดกระบวนการทางสังคมใหญ่หลายครั้งไม่ว่าจะเป็น 14 ตุลา 6 ตุลา ไม่ว่าจะเป็นพฤษภา 35 หรือไม่ว่าจะเป็นขบวนการคนเสื้อแดง เราเห็นการเติบโตของคนในสังคมอย่างน้อยที่สุดในยุคสมัยรัฐธรรมนูญ 2540 ที่คุณทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีภายใต้พรรคไทยรักไทย
อย่างน้อยที่สุดเราก็เห็นได้ว่ามีการเกิดชนชั้นกลางใหม่ขึ้นมาในฐานที่กว้างมากเกิดขึ้นทั้งในชนบทและในสังคมเมือง ไม่ใช่เป็นกระจุกตัวอยู่อย่างในอดีต ฐานสามเหลี่ยมจากที่กว้างตอนนี้แคบลงแล้วก็ตรงชนชั้นกลางมันขยายใหญ่ขึ้น ตรงนี้สําคัญมากเพราะว่าเป็นพื้นฐานที่จะรองรับระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย เพราะคนชั้นกลางมากขึ้น มีองค์ความรู้การศึกษามากขึ้น มีโอกาสและมีช่องทางทางชีวิตที่จะหาหนทางในการดํารงชีวิตได้มากขึ้น แล้วก็มีสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกความเห็นมากขึ้น สังคมสามารถระดมคนในสังคมส่วนใหญ่ได้มากขึ้น
ถ้าถามในประเด็นนี้จากจุดนั้นมาจนถึงจุดนี้ในหลายทศวรรษผ่านมา ผมว่ามันดีขึ้นเยอะ อีกทั้งเป็นฐานสําคัญที่จะนําไปสู่การทําให้สังคมนี้ยุติธรรมขึ้นและมีความเป็นประชาธิปไตยได้มากขึ้น
แต่ว่าต้องยอมรับนะเวลาของการเปลี่ยนแปลงในประวัติศาสตร์ที่เรากําลังมองกลับไป 50 ปีนี้มันคือจุดเล็กๆ ในเส้นทางประวัติศาสตร์ของโลก ผมเคยรู้สึกว่าตอนสมัยผม ช่วง 14 ตุลา-6 ตุลา ผมเคยรู้สึกว่ามันมีวิธีในการที่จะเปลี่ยนแปลงให้รวดเร็วแล้วผมเคยเลือกเส้นทางนั้น ขณะนั้นตอนที่ผมเป็นคนวัยหนุ่มวัยสาวผมคิดว่าสัก 5 ปีจากความตื่นตัวของประชาชนที่มีขอบเขตทั่วประเทศแบบ 14 ตุลานี้มันน่าจะเปลี่ยนแปลงอะไรได้
ความฝันในเรื่องนี้ของผมจากวันนั้นมาจนถึงวันเนี้ย 50 กว่าปี ผมยังคิดว่า “มันก็มาได้แค่นี้”
: เพื่อไทยปรับทัพใหญ่อย่างไร ให้กลับมาครองใจประชาชนอีกครั้ง
พรรคเพื่อไทยมีจุดแข็งที่ทํางานใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ผมว่าเราเป็นพรรคที่ไม่น้อยหน้าใครในเรื่องที่คนของเราอยู่ใกล้ชิดพื้นที่ ใกล้ชิดพี่น้องประชาชน ทํางานกับประชาชนต่อเนื่อง สามารถพิสูจน์ให้พี่น้องประชาชนเห็นว่าเราเป็นพรรคการเมืองที่เราพูดสัญญากับพี่น้องประชาชนแล้วเราทําได้ตามที่พูด หรือบางครั้งทําได้มากกว่าที่เคยพูด
อันนี้เป็นบทพิสูจน์ผลงานของเรา ที่มีมาต่อเนื่อง
ส่วนสิ่งที่เรารู้มองเห็นแต่เรายังปรับตัวได้ไม่ทันกาล หรือมากเพียงพอก็คือการก้าวให้ทันโลกที่เปลี่ยนแปลงที่กําลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว วันนี้โลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก การเปลี่ยนแปลงในประเทศมีเรื่องเทคโนโลยีการสื่อสารต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะ เพราะฉะนั้น จะได้เห็นว่าพรรคเพื่อไทยเรายังปรับตัวตรงนี้ได้ไม่ทันเท่าที่ควร
มันสะท้อนออกจากการเลือกตั้งที่เรายืนอยู่กับความจริง อีกทั้งการที่เราถูกวิพากษ์วิจารณ์บางเรื่องจริง หลายเรื่องเป็นเรื่องการกล่าวหา หลายเรื่องเป็นเรื่องของการสร้างวจีกรรมมโนกรรมให้เกิดขึ้นแล้วคนมองไม่ดี ซึ่งเรายังใช้โอกาสที่จะทําความเข้าใจหรือชี้แจงได้ไม่มาก เพราะฉะนั้น มันจึงนํามาซึ่งความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งครั้งนี้
หลายเรื่องเราตกอยู่ภายใต้วาทกรรม เช่น การบอกว่าเราจะอยู่กับ 2 ลุง ซึ่งจริงๆ แล้วเรื่องนี้มันไม่ใช่ข้อเท็จจริง แต่ว่าเรารักษามารยาทของการทํางานการเมือง อย่างน้อยที่สุดเราไม่ได้จะสร้างให้มันเกิดความขัดแย้งในสังคม ซึ่งเราก็ตกอยู่ภายใต้วาทกรรมว่าเรายืนอยู่ข้าง 2 ลุง เขาก็ใช้ตรงนั้นแผ่ขยายได้รวดเร็วมาก
งานเราหลายเรื่อง เรายังใช้วิธีแบบเดิม การสื่อสารแบบเดิม การพยายามเคาะประตูเข้าไปหาพี่น้องประชาชนอย่างมาก เราก็พบข้อจํากัด เช่น ในเมืองเราทําในตึกแถวได้ เราทําในชุมชนได้ แต่เราไม่สามารถเข้าไปในบ้านจัดสรรซึ่งเป็นบ้านมีรั้วได้ หรือเราไม่สามารถเข้าไปในคอนโดฯ ต่างๆ ซึ่งมีคนรุ่นใหม่อยู่เยอะ
แต่ว่าพรรคที่สามารถจัดทําเรื่องนี้ได้ เขาสามารถยิงได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วสามารถเข้าถึงคนกลุ่มเหล่านี้ โดยไม่ต้องรอไปหาถึงในบ้าน ไม่ว่าเวลาไหนเขาเปิดดูได้ สามารถรับรู้รับทราบถึงจุดยืนหรือถึงวิธีการนําเสนอ แสดงออกที่แตกต่างกับคนอื่นได้เร็วขึ้นและชัดเจนขึ้น
เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็เป็นจุดอ่อน
แต่เรามีจุดแข็งที่เรามีคนหลายรุ่น มีคนรุ่นใหม่ที่มีความตั้งใจแล้วก็มีความฝันที่อยากจะเห็นความเปลี่ยนแปลงใหม่ๆ มีคนรุ่นกลางซึ่งเติบโตมาเป็นตัวเชื่อมของคนสองรุ่น มีคนรุ่นอาวุโสซึ่งผ่านประสบการณ์ทางการเมือง ผ่านประสบการณ์ชีวิตมามาก สิ่งที่เป็นสิ่งสําคัญร่วมกันของพรรคเพื่อไทยก็คือว่าเรามีอุดมการณ์ที่ยึดมั่นเอาประชาชนเป็นศูนย์กลาง หัวใจเราอยู่กับประชาชนตรงนี้เป็นจุดดีแต่ถ้าเราปรับ
เอาจุดแข็งของเราทั้งหมดมาเรียงร้อยกันแล้วปรับตัวให้เท่าทันกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป ผมคิดว่าเราจะกลับมาครองใจพี่น้องประชาชนได้อีกครั้งหนึ่ง
ตอนนี้พรรคเพื่อไทยมีการปรับขบวนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่จะทําให้เราสามารถเท่าทันกับโลก
จะเห็นได้ว่าขณะนี้เราตั้งคณะเปลี่ยนผ่านขึ้นมา 1 ชุด แล้วก็กําลังจะเปลี่ยนระบบการทํางานในพรรคโดยระดมคนรุ่นใหม่เข้ามาอยู่ในระดับที่จะทํางานในระดับปฏิบัติการให้มากขึ้น
แล้วก็คนรุ่นผู้ใหญ่ที่มีประสบการณ์ก็ไปทําหน้าที่บางด้านที่จําเป็นที่ต้องใช้คนมีประสบการณ์ เป็นที่ปรึกษาคอยเป็นพี่เลี้ยง
ผมเชื่อว่าพรรคเพื่อไทยจะกลับมาครองใจประชาชนได้เหมือนเดิมอีกครั้งหนึ่งภายใต้ข้อที่เป็นจุดแข็งของเราในหลายๆ เรื่อง
ชมคลิป
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
