
ทะลุกรอบ | ป๋วย อุ่นใจ
ยูริคูโลซอรัส หนูพิสดารสามหู
เรือนร่างของน้องเปลือยเปล่า ผิวหนังที่ดูนวลเนียนแทบจะไม่มีขน แต่ทว่า ยับย่นดูบางใสจนแทบจะมองทะลุเข้าไปเห็นเส้นเลือดข้างในได้
น้องนั่งอยู่บนจานเพาะเชื้อขนาดเล็ก ดวงตากลมโตที่ใสราวกับลูกแก้วสีแดงดูมีแววประหวั่นพรั่นพรึง มีทีท่าดูเหมือนระแวงภัย
ดูเผินๆ น้องก็คือหนูทดลองนู้ด (nude mice) ตัวหนึ่ง แต่ที่พิลึกพิลั่นก็คือน้องมีหูอยู่สามหู
และที่สำคัญคือ หูใบที่สามของน้องนั้นชัดเจนว่าไม่ใช่หูหนู แต่กลับเป็นหูมนุษย์ที่ติดอยู่บนตัวหนู
และถ้าดูจากมุมข้าง ใบหูที่ใหญ่โตมโหฬารผิดรูปทำให้น้องดูไม่ค่อยเหมือนหนู แต่แอบเหมือนไดโนเสาร์มากกว่า
“ผมและน้องชายก็เลยเรียกมันว่า ยูริคูโลซอรัส (Euriculosaurus)” เจย์ (Jay) หรือโจเซฟ วาแคนติ (Joseph Vacanti) หัวหน้าแผนกกุมารศัลยศาสตร์จากโรงพยาบาลแมสซาชูเสตส์เจเนอรัล (Massachusetts General Hospital) และหัวหน้าห้องทดลองวิศวกรรมเนื้อเยื่อและการสร้างอวัยวะ (Laboratory of Tissue Engineering and organ fabrication) มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard University) กล่าว
ยูริคูโล มาจากคำว่า ออริเคิล (auricle) ซึ่งแปลว่าใบหู และถ้าแปลแบบตรงตัว ยูริคูโลซอรัส ก็น่าจะแปลว่า “ไดโนหู”

ภาพหนูวาแคนติ (Credit : Joseph Vacanti, the Laboratory for Tissue Engineering and Organ Fabrication, Massachusetts General Hospital)
เจย์เล่าว่าในตอนที่เขาเป็นแพทย์เรสสิเดนซ์ในช่วงปลายยุค 70s เขามีโอกาสได้เข้าไปฝึกวิจัยในห้องทดลองของยูดาห์ ฟอล์กแมน (Judah Folkman) ศัลยแพทย์ผู้บุกเบิกงานวิจัยด้านการสร้างเส้นเลือดใหม่ (Angiogenesis) ที่โรงพยาบาลเด็ก (Children hospital) ในบอสตัน และได้พบกับโรเบิร์ต หรือบ๊อบ แลงเกอร์ (Robert S. Langer) นักวิจัยหลังปริญญาเอกคนหนึ่งของยูดาห์
(ในปัจจุบัน บ๊อบเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ประสบความสำเร็จและทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของโลก เขาได้รับการยกย่องเป็นบิดาของวงการวิศวกรรมเนื้อเยื่อ มีเปเปอร์ตีพิมพ์มากกว่า 1,500 เรื่อง และเป็นผู้ร่วมก่อตั้งสตาร์ตอัพดีปเทคมากมาย รวมถึงบริษัทวัคซีนโมเดอร์นาด้วย)
เจย์และบ๊อบเริ่มที่จะสนิทกันในแล็บของยูดาห์และเริ่มคุยกันเรื่องงานวิจัยที่ทั้งคู่อยากจะทำ และเจย์ก็ตื่นเต้น เขาและบ๊อบสนใจในเรื่องเดียวกัน พวกเขาอยากที่พัฒนากระบวนการทางวิศวกรรมเพื่อเอามาใช้ในการสร้างอวัยวะอะไหล่สำหรับการปลูกถ่ายอวัยวะ
เทรนด์ใหญ่เกี่ยวกับการเพาะเลี้ยงอวัยวะในตอนนั้นคือการเพาะเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง แต่เจย์มองว่าการเลี้ยงเซลล์ผิวหนัง อาจจะไม่ใช่ทางที่ใช่สำหรับการสร้างอวัยวะจริงๆ ในหลอดทดลอง เขาอยากเลี้ยงอวัยวะแบบที่เป็นอวัยวะจริงๆ จับต้องได้เป็นก้อนๆ
“ถ้าเราเลี้ยงชิ้นผิวหนังได้ บางทีเราก็อาจจะสร้างอวัยวะทั้งก้อนขึ้นมาได้เช่นกัน” เจย์กระทุ้ง เขาและบ๊อบเห็นพ้องต้องกันว่าสิ่งที่พวกเขาต้องการก็คือวัสดุโพลิเมอร์สังเคราะห์ที่ไม่เป็นพิษต่อร่างกายและร่างกายสามารถย่อยสลายได้อย่างช้าๆ เมื่อได้วัสดุแล้วพวกเขาสามารถปั๊มแบบอวัยวะที่ต้องการออกมาได้เป็นสามมิติ ใส่เซลล์เข้าไป แล้วปลูกถ่ายเข้าไปในร่างกายของสัตว์ (และมนุษย์) เมื่อเวลาผ่านไป เส้นเลือดก็จะค่อยๆ สร้างและแทรกซึมเข้าไป ส่วนโพลิเมอร์ก็จะย่อยสลายหมดหายไปไม่ต่างจากไหมละลายที่ใช้เย็บแผลในปัจจุบัน
ไอเดียนี้เด็ดแต่ยังมีปัญหาอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ ไม่ว่าจะทำอย่างไร ขนาดของอวัยวะที่เพาะเลี้ยงได้นั้นยังไงก็ออกมาเล็กกระจิ๋วหลิว ทั้งนี้เพราะเซลล์จำเป็นที่จะต้องอยู่ใกล้กับบริเวณที่มีอาหารและออกซิเจน
“ในใจของผมครุ่นคิดอยู่ตลอดว่าจะทำยังไงให้เซลล์ข้างในคิดว่ามันอยู่บนผิว ใกล้ทั้งออกซิเจนและสารอาหาร” เจกล่าว
แต่จนแล้วจนรอด ก็ยังคิดไม่ตกสักทีว่าขนส่งสารอาหารและออกซิเจนเข้าไปให้เซลล์ที่อยู่ภายในก้อนยังไง เพราะถ้าเซลล์ภายในไม่รอด อวัยวะทั้งก้อนก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี

ภาพสเตลอาร์ก กับผลงานหูบนแขนของเขา (credit : http://stelarc.org)
และแล้ว วันหนึ่งในปี 1986 ในขณะที่เขากำลังนั่งดูลูกๆ เล่นกันอยู่บนสะพานที่ทอดยาวลงไปในทะเลในแหลมเคปคอด (Cape cod) สายตาของเขาก็เหลือบไปเห็นทุ่นสาหร่ายที่ลอยตามน้ำมา และนั่นคือวินาทีแห่งการปิ๊งปั๊งไอเดียของเจย์ที่ภาษาฝรั่งมักจะชอบเรียกว่ายูเรก้าโมเมนต์ (Eureka moment)
สาหร่ายแก้ปัญหาการขนส่งสารแบบเดียวกันนี้โดยแตกแขนงกิ่งก้านสาขาให้เล็กลง ยิบย่อยเพื่อช่วยในการขนส่งสารอาหารและอากาศไปยังส่วนต่างๆ ให้ทั่วถึง และนั่นคือสิ่งที่เราต้องการ
“ผมดีใจมาก ผมวิ่งกลับ หยิบเหรียญไดม์ออกมาแล้วกดโทร.หาบ๊อบ” เจย์เล่า เขารีบเล่าไอเดียที่ได้แรงบันดาลใจมาจากทุ่นสาหร่ายลอยน้ำให้บ๊อบฟังด้วยความตื่นเต้น
เจย์ไฟติดอย่างแรง เขาอยากทำงานให้ไวที่สุด หลังจากที่กลับมาถึงแล็บ เขาและทีมก็เริ่มตะลุยงานกันแทบจะในทันที ไม่ช้าไม่นาน ไอเดียของเจย์ก็เริ่มผลิดอกออกผล ทีมของเจย์และบ๊อบสามารถสร้างเซลล์จากอวัยวะที่ซับซ้อนขึ้นได้ อาทิ เซลล์ตับ เซลล์ตับอ่อน และเซลล์ลำไส้
“เจย์มองเห็นภาพอนาคตได้ทะลุปรุโปร่งว่างานวิจัยควรเดินหน้าไปทางไหน” บ๊อบกล่าว ความก้าวหน้าครั้งนี้ถือเป็นหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการวิศวกรรมเนื้อเยื่อ
“สร้างกระดูกได้มั้ย?” ชัค (Chuck) หรือชาร์ล วาแคนติ (Charles Vacanti) น้องชายของเจย์ที่มักจะมาแฮงก์เอาต์อยู่ด้วยกันกับเจย์และบ๊อบถาม ชัคเป็นอาจารย์แพทย์ในสาขาวิสัญญีวิทยาที่โรงพยาบาลเด็ก (Children Hospital) ในบอสตัน แม้จะเป็นหมอวางยา แต่งานวิจัยที่ชัคสนใจจริงๆ กลับเป็นเรื่องของการออกแบบอวัยวะอะไหล่เพื่อการผ่าตัดตกแต่งหรือทดแทน
“ได้สิ” เจย์ตอบสั้นๆ
ชัคเริ่มที่จะแวะเวียนมาที่ห้องทดลองของเจย์บ่อยขึ้นในยามเย็นและเริ่มฝึกแยกเซลล์กระดูกอ่อนที่เรียกว่าคอนโดรไซต์ในแล็บของเจย์ และพอเริ่มใส่เซลล์ลงไปในชิ้นโพลิเมอร์ ชัคก็ดีใจจนแทบกรีดร้อง “เซลล์ตับไม่ค่อยยอมเกาะกับโพลิเมอร์ แต่เซลล์กระดูกอ่อนคอนโดรไซต์กลับยึดเกาะโครงร่างได้อย่างน่าอัศจรรย์”
คราวนี้ ชัคเกิดยูเรก้าโมเมนต์ขึ้นมาบ้าง… ในร่างกายคน มีหลายอวัยวะที่มีกระดูกอ่อนเป็นโครงสร้างสำคัญ อาทิ จมูก ใบหู ข้อเข่าและข้อมือ
แล้วถ้าเราสร้างอวัยวะอะไหล่สำหรับผู้ป่วยที่ต้องการอวัยวะพวกนี้ล่ะ ผู้ป่วยที่เกิดมาพร้อมใบหูที่ผิดรูป หรือประสบอุบัติเหตุที่อยากทำศัลยกรรมตกแต่งเพื่อให้สามารถเข้าสังคมได้อย่างไม่ขัดเขิน
ชัคเริ่มเห็นประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงกระดูกอ่อน
ชัคเริ่มที่จะหล่อพิมพ์ใบหูขึ้นมาจากใบหูของเด็กน้อยอายุสามปี หนึ่งในอาสาสมัครของเขา โดยใช้ปูนปลาสเตอร์ผสมกับอัลจิเนต แล้วขึ้นรูปโครงร่างใบหูด้วยโพลิเมอร์สังเคราะห์ที่ย่อยสลายได้
พอได้โครงร่างใบหูเรียบร้อยแล้ว ก็ฉีดเซลล์กระดูกอ่อนคอนโดรไซต์ของวัวเข้าไปในโครงร่าง และให้เวลาเซลล์เลือกช่อง เลือกโพรงที่เหมาะสมและแทรกตัวเข้าไปอาศัยให้เรียบร้อย แล้วนำไปทำนุบำรุงต่อในอาหารเพาะเลี้ยงอีกราวหนึ่งสัปดาห์ เพื่อให้พวกมันเริ่มสร้างโปรตีนของกระดูกอ่อนออกมา
เท่านี้ใบหูเทียมสังเคราะห์จากการเพาะเลี้ยง ก็พร้อมใช้…
เพื่อทดสอบ ชัคและทีมนำใบหูสังเคราะห์ที่เขาสร้างขึ้นมา ไปฝังเข้าไปในหลังของหนูทดลองนู้ด เพื่อทดสอบว่าใบหูเทียมนี้จะรอดหรือจะร่วงถ้าจะเอาไปใช้จริงในสิ่งมีชีวิต
เพื่อให้คงรูป หลังการผ่าตัด พวกเขาดามใบหูที่ปลูกเอาไว้ให้อยู่คงตำแหน่งราวๆ หนึ่งเดือน ก่อนที่จะเอาออก ผลที่ได้เป็นที่น่าพึงพอใจ แม้จะเอาที่ดามหูออกแล้ว หูที่สามที่ใส่ลงไปก็ยังอยู่คงรูปเป็นใบหูที่สวยงามเหมือนใบหูจริง ไม่บิดเบี้ยวผิดทรง
และเพื่อดูผลระยะยาว พวกเขาปล่อยใบหูนั้นไว้บนตัวหนูเป็นเวลาสามเดือน ก่อนที่จะผ่าตัดเอาใบหูที่ปลูกถ่ายลงไปออกมาตรวจสอบสัณฐานและโครงสร้างว่ามีอะไรเปลี่ยนไปบ้าง มีการผุกร่อนยังไงบ้างมั้ย
ปรากฏว่าผลออกมานั้นดีกว่าที่คิด เพราะสิ่งที่พวกเขาพบคือหนูทดลองเองนั้นได้เริ่มที่จะสร้างเซลล์กระดูกอ่อนขึ้นมาห่อหุ้มโครงร่างของหูที่ปลูกถ่ายลงไปเองด้วย ซึ่งหมายความว่าใบหูนี้ ถ้าปล่อยอยู่บนตัวหนูนานๆ เข้าโดยไม่เอาออก ท้ายที่สุด มันอาจจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของร่างกายหนูไปได้อย่างสมบูรณ์
นั่นหมายความว่าเทคโนโลยีนี้ น่าจะเอามาใช้ประโยชน์ได้กับผู้ป่วยจริง ในทางวิศวกรรมเนื้อเยื่อ ถือได้ว่าหนูยูริคูโลซอรัส หรือไดโนหู ฝีมือของชัคและเจย์นี้คือหนึ่งในหมุดหมายสำคัญของวงการศัลยกรรมตกแต่ง
ทว่า เรื่องกลับตาลปัตร ในช่วงปี 1997 หลังจากที่เปเปอร์หนูสามหูเพิ่งออกไปไม่นาน สำนักข่าวบีบีซีก็ติดต่อมาที่เจย์และบ๊อบ พวกเขามีแผนอยากทำสกู๊ปข่าววิทยาศาสตร์ด้านวิศวกรรมเนื้อเยื่อ เจย์ก็เลยแนะนำให้ลองไปคุยกับชัค และในแล็บของชัค ทีมนักข่าวก็แทบจะอ้าปากค้างเมื่อได้เห็นหนูไดโนหูตัวเป็นๆ พร้อมคำโฆษณาสารพัดสรรพคุณอีกร้อยแปดจากชัค
หลังจากที่บีบีซีเผยแพร่เรื่องราวของหนูยูริคูโลซอรัสออกไป ภาพของน้องหนูสามหูก็กลายเป็นไวรัลที่ดังทะลุอินเตอร์เน็ต น้องปรากฏอยู่ในเว็บบอร์ดยอดนิยมแทบทุกที่และในฟอร์เวิร์ดเมลที่แทบทุกคนที่ใช้อินเตอร์เน็ตต้องเคยผ่านตา
ทว่า ชื่อไดโนหู ยูริคูโลซอรัสที่พวกชัคกับเจย์เรียกกันอย่างวิลิศมาหรานั้นไม่มีใครใช้ หนูสามหูเป็นที่รู้จักกันในชื่อใหม่ที่สื่อบัญญัติให้แบบทื่อๆ ว่า หนูหู (earmouse) หรือ หนูวาแคนติ (Vacanti mouse) ตามชื่อคนสร้าง
แต่การถูกเปลี่ยนชื่อนั้นยังถือว่าเบา เพราะที่น่าตกใจที่สุดก็คือ จากไดโนหู ฮีโร่หูหนูที่เป็นเสมือนตัวแทนของความหวังที่จะมีชีวิตอันปกติสุขในสังคมสำหรับคนป่วยที่ต้องการการศัลยกรรมตกแต่ง
หนูหูกลายเป็นประเด็นถกเถียงในเรื่องชีวจริยธรรมและการดัดแปลงพันธุกรรม
เรื่องนี้เลยเถิดไปจนถึงขนาดที่ว่าในวันที่ 11 ตุลาคม 1999 มีการซื้อโฆษณาแบบเต็มหน้าในหนังสือพิมพ์นิวยอร์กไทม์ส จั่วหัวไว้แบบให้คิดว่า “Who Plays God in the 21st Century? (ใครเล่นบทพระเจ้าในศตวรรษที่ 21?)”
เพื่อตั้งคำถามและกระตุ้นให้สังคมออกมาต่อต้านเทคโนโลยีพันธุวิศวกรรมและไตร่ตรองกันอีกทีในเรื่องของชีวจริยธรรมกับงานวิจัย
แน่นอนว่าในโฆษณานี้ น้องก็เป็นหนึ่งในประเด็นถกถามหลัก “ตอนนี้ มีครึ่งหนู ครึ่งคน แล้วต่อไปจะสร้างตัวอะไรกันขึ้นมาอีก?”
ภาพของหนูหู ปรากฏหราอยู่กลางหน้า คำบรรยายภาพที่บอกว่า “นี่คือภาพจริงของหนูดัดแปลงพันธุกรรม ที่มีหูของมนุษย์อยู่บนหลัง” ที่เผยแพร่ออกมาโดยกลุ่มต่อต้านพันธุวิศวกรรม ทำให้สังคมเริ่มกังวลเกี่ยวกับผลกระทบของเทคโนโลยีชีวภาพที่จะมีกับสังคมมนุษย์
การประโคมข่าวโคมลอย (Hoax) ประสบความสำเร็จอย่างดีเลิศ วลีแนวต่อต้านเทคโนโลยีแบบสุดโต่งปะทุขึ้นมามากมาย เช่น “ตอนนี้ เซ็นทอร์ (Centaur) ยังไม่มีจริง แต่ถ้าปล่อยให้เทคโนโลยีนี้ได้พัฒนาไปเรื่อยๆ อนาคตก็ไม่แน่ แล้วถึงตอนนั้น เราจะควบคุมเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร” หรือ “ถ้าเรายอมรับในเรื่องนี้ แล้วสักวันมีบริษัทเอกชนที่บ้าพอไปตัดต่อพันธุกรรมของสัตว์อะไรสักตัวที่มีกำลังวังชามากๆ อย่างกอริลลาใส่เข้ามาในมนุษย์ แล้วเอามาใช้เป็นแรงงานทาสจะเกิดอะไรขึ้นในสังคม?”
เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นเผ็ดร้อนที่กระจัดกระจายอยู่โลกออนไลน์อยู่อย่างยาวนาน หลายประเด็นยิงเข้าเป้าเรื่องจริยธรรมกับพันธุวิศวกรรมได้อย่างน่าสนใจมากกกกก และควรต้องเอามาถกกันต่อให้ได้ข้อสรุป
แต่เดี๋ยวววววววว…หยุดพักความเกรี้ยวกราดสักแป๊บบบบ แล้วลองย้อนกลับมาดูความเป็นจริง หนูหู หรือยูริคูโลซอรัส ไม่ได้เป็นหนูตัดต่อพันธุกรรม น้องเป็นหนูทดลองนู้ดธรรมดานี่แหละ ไม่ได้มีพันธุกรรมอะไรของคนเลยแม้สักนิด
น้องแค่เป็นหนูที่ได้รับการปลูกถ่ายอวัยวะ (ใบหู) สังเคราะห์ แค่เพื่อทดสอบไอเดียว่าใบหูเทียมที่นักวิทยาศาสตร์เพาะเลี้ยงขึ้นมานั้น ถ้าเอาไปปลูกถ่ายจะใช้ได้จริงหรือเปล่าเท่านั้น อย่างมากก็มีเซลล์วัวที่เอาไปปลูกโครงร่างในตอนค้น ติดไปด้วยนิดหน่อย
ซึ่งที่จริง หลังการปลูกถ่าย เซลล์วัวพวกนี้ก็น่าจะค่อยๆ ล้มหายตายจากกันไป ไม่น่ามีหลงเหลืออยู่รอดในร่างกายของหนู ซึ่งพอครบสามเดือน พอผ่าเอาใบหูที่ปลูกถ่ายนั้นออกไป หนูทดลองนู้ดที่เคยดำรงตำแหน่งหนูหูในสังคมอุดมดราม่า ก็จะกลับเป็นหนูทดลองนู้ดปกติไม่ได้มีส่วนใดที่ต่างจากหนูทดลองตัวอื่นๆ
อย่างมากก็อาจจะมีแผลเป็นจากรอยผ่าตัดตรงบริเวณที่เคยมีใบหูใบที่สามแปะอยู่ก็แค่นั้น
และข่าวทั้งหมดที่ออกมาเกี่ยวกับพันธุวิศวกรรมของหนูหูคือ “ปลอม” ล้วนๆ
จากผลงานของพวกเขา เจย์ บ๊อบและชัคได้รางวัลมากมาย แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะทำแล้วประสบความสำเร็จเสมอ เจย์เคยพูดไว้ในการบรรยายของเขาที่โรงเรียนแพทย์มหาวิทยาลัยอิลลินอยด์ ที่เมืองพีออเรีย (University of Illinois College of Medicine Peoria) ว่าหลังจากหนูหูของพวกเขาออกสู่สังคม วงการวิศวกรรมเนื้อเยื่อก็ไม่ได้หยุดอยู่กับที่ ความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้นในวงการมีอยู่ตลอด
ดังนั้น ความหวังที่จะแก้ปัญหาในด้านศัลยกรรมตกแต่งและความขาดแคลนอวัยวะที่ใช้ได้สำหรับการปลูกถ่ายนั้นยังมีเสมอ แต่ที่สำคัญ ถ้าอยากสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ได้ ใจต้องไม่บาง
“คุณต้องมุ่งมั่นและทำงานให้มากพอที่คุณจะประสบความสำเร็จให้ได้ ถึงแม้ถ้าดูตัวเลขตามสถิติแล้ว โอกาสที่คุณจะสำเร็จนั้นจะมีอยู่แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น แต่เมื่อมันจะน่าตื่นเต้นอย่างที่สุดเมื่อความสำเร็จนั้นมาเยือน” เจย์กล่าว
จริงๆ จบแค่นี้ก็ดูเหมือนจะสวยแล้ว… แต่เรื่องราวของหนูสามหู ยูริคูโลซอรัสนั้นยังไม่จบแค่นี้ เพราะภาพลักษณ์สุดพิลึกของน้องดันไปสร้างแรงบันดาลใจให้เสตลิออส อาร์คาดิอัส (Stelios Arcadious) หรือสเตลอาร์ก (StelArc) ศิลปินแนวเหนือมนุษย์ชาวออสเตรเลีย ผู้สร้างผลงานแปลกๆ เอาไว้มากมาย เช่น ภาพพิมพ์ผิวหนังตัวเองขนาดมหึมา (Stretch skin installation) พารา-ไซต์ การทดลองไซบอร์ก (Para-Site, The Cyborg Experiment) อยากที่จะสร้างผลงานศิลปะหูบนแขน (Ear on Arm)
โดยการฝังใบหูที่สามลงไปบนแขนซ้ายของเขาขึ้นมา
ทว่า ด้วยเหตุผลทางด้านจริยธรรม ไม่ว่าจะตระเวนไปที่ไหน ก็ไม่มีหมอสักคนที่จะยอมผ่าตัดให้เขา สเตลอาร์กใช้ความเพียรพยายามถึงสิบปีกว่าที่จะได้พบศัลยแพทย์ที่ยอมผ่าตัดเติมใบหูลงบนแขนให้เขาในปี 2006 และที่ล้ำไปกว่านั้นก็คือเขาได้ใส่ไมโครโฟนบลูทูธลงไปในหูที่สามของเขาด้วยและบรอดคาสต์ออนไลน์ ให้ทุกคนสามารถที่จะเข้ามาฟังได้ว่าหูที่สามที่บนแขนของเขาได้ยินเสียงอะไรบ้าง…
ขอซูฮกให้ความทะลุกรอบของเขา สเตลอาร์กประสบความสำเร็จอย่างสูงและได้รับการกล่าวขวัญถึงในวงกว้าง จนถึงปัจจุบัน แม้จะอายุกว่าหกรอบแล้ว สเตลอาร์กยังแข็งแรงและยังคงเดินสายโชว์ผลงานนิทรรศการศิลปะแนวเหนือมนุษย์ของเขาอยู่อย่างต่อเนื่องในหลายประเทศ
สำหรับผม สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดทั้งในตัวของเจย์ ชัค บ๊อบ และสเตลอาร์ก ก็คือแนวคิดทะลุกรอบ ความตื่นเต้น และมุ่งมั่นในสิ่งที่อยากทำ เพราะท้ายที่สุดแล้ว ถ้าแค่คิด แค่พูด แต่ไม่เคยที่จะลงมือทำให้ลุล่วง ก็ไม่มีทางที่จะได้ลิ้มรสแห่งความสำเร็จอันหอมหวานได้…
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
