โบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในพิพิธภัณฑ์สาธารณ์ : ข้อสังเกตว่าด้วยการสร้างสมดุลทางความหมาย (จบ)

ผมมีข้อเสนอเบื้องต้น 3 ประการ (เท่าที่นึกได้ ณ ขณะนี้) ต่อการสร้างสมดุลที่เหมาะสมต่อปรากฏการณ์โบราณวัตถุศักดิ์สิทธิ์ในพิพิธภัณฑ์สาธารณ์
โดยที่ด้านหนึ่งไม่เข้าไปขัดขวางหรือทำลายการศึกษาหาความรู้จากโบราณวัตถุและโบราณสถานตามหลักวิชาการ ในขณะที่อีกด้านหนึ่งก็สามารถรักษาสถานะของการเป็นรูปเคารพและพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อทางศาสนาเอาไว้ได้
ประการแรก
การออกแบบพื้นที่การจัดแสดง
ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต้องเข้าใจบทบาทหน้าที่หลักของพิพิธภัณฑ์และสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ว่าต่างกันอย่างสิ้นเชิง ในขณะที่สถานที่ศักดิ์สิทธิ์มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ศรัทธา” ให้เกิดขึ้น ผ่านการปฏิบัติบูชารูปเคารพภายใต้บรรยกาศที่ขรึมขลัง
แต่พิพิธภัณฑ์มีเป้าหมายเพื่อสร้าง “ความรู้” และ “ความเข้าใจ” ต่อโบราณวัตถุ (และโบราณสถาน) ในแง่มุมต่างๆ ทั้งทางประวัติศาสตร์ สุนทรียภาพ ฝีมือช่าง วัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ผ่านการศึกษา เพ่งมอง สำรวจ ตรวจสอบ ถ่ายภาพ สแกน ไปจนถึงเก็บตัวอย่างวัสดุไปวิเคราะห์ในห้องแลป ภายใต้บรรยากาศของพื้นที่ที่ส่องสว่าง โจ่งแจ้ง ไร้ซอกมุมอันลึกลับ แม้พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่จำนวนมากจะออกแบบพื้นที่ให้ดูมืดสลัวคล้ายสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่ตัวโบราณวัตถุจะต้องถูกส่องสว่างอย่างชัดเจนเพื่อให้ผู้ชมได้มองเห็นอย่างหมดจดเกือบทุกแง่มุม
ดังนั้น ภายใต้บริบทแบบสังคมไทยที่อะไรๆ ก็พร้อมจะกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ได้โดยง่าย การป้องกันไม่ให้โบราณวัตถุแปรสภาพเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ผ่านการออกแบบสภาพแวดล้อมในการจัดแสดงโบราณวัตถุจึงเป็นสิ่งที่ภัณฑารักษ์ของไทยจำเป็นต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษ
บรรดาโบราณวัตถุที่เคยเป็นรูปเคารพเดิมในบริบทจารีต ควรอย่างยิ่งที่จะต้องออกแบบการจัดแสดงในแบบเฉพาะ ที่ไม่เอื้อให้เกิดบรรยากาศของการเปลี่ยนกลายทางความหมายไปสู่รูปเคารพ
ตัวอย่างเช่น ไม่ควรจัดแสดงโบราณวัตถุประเภทนี้ในตำแหน่งที่สูงเกินไป ฐานตั้งควรต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้โดยที่ไม่สร้างความลำบากเกินไปต่อการยืนชมโบราณวัตถุ และควรจัดแสดงในพื้นที่ที่ผู้ชมสามารถเดินชมโบราณวัตถุได้รอบตัว ในระยะที่ใกล้ชิดมากเป็นพิเศษ ที่สำคัญ ไม่ควรออกแบบแสงไฟในการจัดแสดงให้ดูสลัวมากเกินไป
การออกแบบฐานติดตั้งที่สูงไปจะเป็นการง่ายที่ทำให้วัตถุดูเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ส่วนการเดินชมได้รอบชิ้นงาน เป็นการออกแบบที่ทำให้โบราณวัตถุกลายเป็นสิ่งที่สามารถจ้องดูและสำรวจแบบวัตถุสาธารณ์ แต่ถ้าจัดแสดงในแบบที่ดูได้ด้านหน้าด้านเดียว (หลังชิดผนัง) จะดูคล้ายกับรูปเคารพทางศาสนา ส่วนแสงสลัวที่มากเกินไปจะชวนให้คิดถึงบรรยกาศภายในโบสถ์วิหาร เป็นต้น
หากเป็นไปได้ ไม่ควรจัดแสดงโบราณวัตถุที่เคยเป็นรูปเคารพเดิม ในตำแหน่งประธานของพื้นที่ห้องจัดแสดง เช่น ปลายสุดของห้องหรือกึ่งกลางห้อง ซึ่งจะเป็นตำแหน่งสำคัญที่ทำให้ผู้เข้าชมรู้สึกได้ว่าโบราณวัตถุชิ้นนั้นๆ มีความพิเศษ คล้ายพระประธานภายในพระอุโบสถ
ประการที่สอง
ระเบียบปฏิบัติในการเข้าชมโบราณวัตถุสถาน
ในปัจจุบัน พิพิธภัณฑ์ส่วนใหญ่อนุญาตให้ผู้เข้าชมสามารถถ่ายภาพโบราณวัตถุได้เกือบทุกแห่งแล้ว แต่น่าแปลกที่ยังคงมีพิพิธภัณฑ์บางแห่ง แม้จะอนุญาตให้ถ่ายภาพได้ แต่กลับไม่อนุญาตให้มีการถ่ายภาพของผู้เข้าชมร่วมกับโบราณวัตถุ โดยเฉพาะการถ่ายภาพแบบเซลฟี่
แน่นอน ข้อห้ามนี้เป็นเหตุผลเชิงความเหมาะสมและกาลเทศะที่ผู้ห้ามห้ามบนฐานคิดว่าโบราณวัตถุชิ้นนั้นเคยเป็นรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ (อาจจะห้ามไปโดยไม่รู้ตัว โดยเป็นปฏิกิริยาตอบสนองตามธรรมชาติของผู้มีศรัทธาทางศาสนา) ดังนั้น ผู้เข้าชมควรจัดระเบียบร่างกายและกิริยาที่เหมาะสมในการชมโดยอ้างอิงกิริยาที่เหมาะสมตามอย่างเมื่อเวลาเราเข้าไปในสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
อย่างไรก็ตาม ข้อห้ามดังกล่าว หากคิดให้ดีอย่างจริงจัง เป็นเรื่องที่ไร้เหตุผลโดยสิ้นเชิง (การถ่ายภาพเซลฟี่ไม่ได้ส่งผลทำให้โบราณวัตถุเสียหายใดๆ เลย) การห้ามดังกล่าวมีแต่จะเอื้อให้โบราณวัตถุเปลี่ยนความหมายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์เร็วขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียมากกว่า
ในส่วนโบราณสถาน เป็นอีกพื้นที่ที่สำคัญที่ผมอยากชวนให้ผู้เกี่ยวข้องลองทบทวนข้อห้ามเรื่องการเดินขึ้นไปบนโบราณสถานในบางจุดบางตำแหน่งที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน
ผมมีความเห็นว่า ข้อกำหนดที่มีอยู่ เป็นระเบียบที่เกิดขึ้นอย่างผสมปนเปกันระหว่าง
หนึ่ง เหตุผลเรื่องการป้องกันโบราณสถานเสียหายจากการถูกปีนป่ายในจุดที่เปราะบางง่ายต่อการแตกหักพังทลาย
สอง ความกังวลเรื่องความปลอดภัยของผู้เข้าชมที่อาจไม่ระวังและเดินขึ้นไปในจุดที่เสี่ยงต่อการผลัดตกลงมาจากโบราณสถาน
และสาม ความคิดในมิติของศรัทธาทางศาสนาที่รู้สึกว่าไม่ควรปล่อยให้ผู้ชมเดินขึ้นไปในบางจุดที่เคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์มาก่อน
ในสองเหตุผลแรกเป็นสิ่งที่ยังควรรักษาไว้เพราะเป็นการป้องกันอันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นทั้งต่อตัวโบราณสถานและตัวผู้เข้าชม
แต่เหตุผลข้อสามควรทบทวนและยกเลิกในบางจุด เพราะในบางตำแหน่งเป็นจุดที่เหมาะสมต่อการสำรวจและทำความเข้าใจโบราณสถานในทางวิชาการ ทั้งในแง่ของเทคนิควิธีการก่อสร้าง รูปแบบสถาปัตยกรรม และประวัติศาสตร์
แน่นอน แม้จะเคยเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ แต่สถานะ ณ ปัจจุบันคือโบราณสถานเพื่อการศึกษาหาความรู้และท่องเที่ยว ดังนั้น หากมีการห้ามเดินเข้าไปสำรวจหรือถ่ายภาพในจุดสำคัญ ย่อมเท่ากับเป็นการขัดขวางการแสวงหาความรู้ (แม้โดยไม่ตั้งใจ) เช่นกรณีตัวอย่างที่ได้กล่าวไปเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา
ประการที่สาม
การกำหนดช่วงเวลาที่แยกขาดชัดเจนระหว่างเวลาของการเป็นโบราณวัตถุ กับ เวลาของการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ในกรณีโบราณวัตถุที่ได้กลายมาเป็นวัตถุที่มีสองความหมายไปเรียบร้อยแล้ว (โบราณวัตถุแบบสาธารณ์และรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์) เช่น กรณีประติมากรรมพระคเณศจากชวาตะวันออก ทางออกที่เหมาะสมคืออะไร
การสร้างเส้นแบ่งที่ชัดเจนระหว่างช่วงเวลาของการเป็นพระคเณศในเทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์ กับการเป็นประติมากรรมศิลปะชวาตะวันออกในราวพุทธศตวรรษที่ 15-16 ในแบบสาธารณ์ คือคำตอบที่ดีที่สุด
จากความสำเร็จของการจัดงาน “มหาคณปติบูชา” ที่ผ่านมา รวมถึงศรัทธาที่มีต่อพระคเณศองค์นี้ที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ คงเป็นการยากแล้วที่ในปีต่อไปจะไม่มีการจัดงานนี้ขึ้นอีกครั้ง ที่สำคัญคือ การห้ามจัดงานสักการะบูชาคงเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง และเป็นการปิดกั้นศรัทธาของผู้คนมากจนเกินไป
อย่างไรก็ตาม เราก็ไม่ควรปล่อยให้มีการสักการบูชาประติมากรรมชิ้นนี้ในฐานะของรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์ตลอดเวลา
เพราะแม้ว่าในปัจจุบัน การปล่อยให้สักการะแบบวัตถุศักดิ์สิทธิ์และเข้าชมแบบโบราณสถานสาธารณ์จะยังสามารถอยู่ร่วมกันได้ แต่ในระยะยาว หากปล่อยให้สภาวะของการเป็นรูปเคารพศักดิ์สิทธิ์เพิ่มมากขึ้นจนเกินไป (ซึ่งต้องเพิ่มขึ้นแน่ หากขาดการควบคุม) จากตัวอย่างหลายกรณีในอดีต น่าเชื่อว่า ปริมณฑลศักดิ์สิทธิ์จะก้าวล่วงและแทรกแซงปริมณฑลแบบสาธารณ์ จนทำให้การเข้าชมประติมากรรมชิ้นนี้ในแบบสาธารณ์ถูกคุกคาม
การเดินชมเพ่งมองระยะประชิด การถ่ายภาพแบบเจาะลงไปที่ตัวองค์พระคเณศ การยืนใกล้มากจนอาจกลายเป็นการยืนค้ำไม่เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ทั้งหมดนี้อาจอาจจะกลายเป็นกิริยาอาการที่ไม่เหมาะสมและถูกห้ามในอนาคต หากปล่อยให้ประติมากรรมชิ้นนี้ศักดิ์สิทธิ์มากเกินไป
ดังนั้น ข้อเสนอของผมคือ ในช่วงเวลาปกตินอกเหนือไปจากเทศกาล “มหาคณปติบูชา” พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ควรพิจารณาควบคุมการปฏิบัติบูชาประติมากรรมพระคเณศให้อยู่ภายใต้ขอบเขตที่เหมาะสมและจำกัดตามแบบที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบัน คือ ยอมแค่ให้มีการกราบไหว้โดยไม่มีพวงมาลัยหรือสิ่งของถวายใดๆ ทั้งสิ้น
ไม่ควรผ่อนปรนการสักการบูชาให้เพิ่มมากขึ้นโดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะเป็นการนั่งสมาธิหรือสวดคาถาบูชาใดๆ (ไม่แน่ใจว่าภายหลังงาน “มหาคณปติบูชา” มีการผ่อนปรนการสักการบูชาที่มากขึ้นไปเรียบร้อยแล้วหรือไม่)
การห้ามทั้งหมดนี้ มิใช่เป็นการห้ามศรัทธา แต่เป็นการห้ามเพื่อรักษาสมดุลและรักษาสถานะของการเป็นโบราณวัตถุสาธารณ์เพื่อการศึกษาหาความรู้เอาไว้
การเขียนประเด็นนี้ที่ยืดยาวมาหลายตอน บางคนอาจมองว่าเป็นประเด็นเล็กน้อยที่ไม่มีสาระสำคัญ
แต่ในมุมมองของผม ภายใต้บริบทของสังคมไทยปัจจุบัน ความพยายามที่จะรักษาพื้นที่สาธารณ์แบบทางโลกเอาไว้ไม่ให้ถูกยึดครองโดยพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ในระดับที่มากจนเกินไป คือ ภารกิจที่จำเป็นมาก
ลองหันไปดูพื้นที่สาธารณะรอบตัวเราดูสิครับ ในรอบสิบปีที่ผ่านมา ถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่ห้ามการใช้งาน จำกัดเสรีภาพ และขัดขวางการแสวงหาความรู้ ไปมากเท่าไรแล้ว
ดังนั้น พิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นพื้นที่แห่งการเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสังคม จึงสมควรอย่างยิ่งที่เราทุกคนจะต้องออกมาปกป้องและเฝ้าระวังไม่ให้ถูกเปลี่ยนจนกลายไปเป็นเทวาลัยอันศักดิ์สิทธิ์อย่างถาวรในอนาคต
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
