ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์

ผมออกจากงานประจำมาทำตัวเป็น “ฟรีแลนซ์” ตอนอายุ 50 ครับ

“โจ้” ธนา เธียรอัจฉริยะ เคยแนะนำผมกับน้องๆ ว่าเป็น “ฟรีแลนซ์” ที่อายุมากที่สุด 555

ยังจำได้ว่าช่วงวันแรกๆ ที่ลาออกมามีความสุขมาก

เหมือนได้ลาพักร้อนแบบยาวๆ

อยู่กับบ้าน

กิน-นอน-เล่นไอแพด ฯลฯ

แต่ผ่านไปประมาณ 2 สัปดาห์ ผมชักเริ่มรู้สึกโหวงๆ เพราะต้องคิดทุกวันว่าวันนี้จะทำอะไร

เป็นชีวิตที่ต้องวางแผนล่วงหน้าเอง

จากเดิมตอนที่ทำงานประจำ เรามีเป้าหมายชัดเจนว่าไป “มติชน”

พอถึงสำนักงานก็นั่งโต๊ะประจำและเริ่มทำงาน

แต่พอออกมาเป็น “ฟรีแลนซ์” เราต้องวางแผนชีวิตใหม่หมด

จะนัดคนก็ต้องคิดว่านัดเจอที่ไหนดี เพราะไม่มีออฟฟิศประจำ

จะเขียนต้นฉบับที่ไหน

ที่บ้านหรือที่ร้านกาแฟ

ผมใช้เวลาทำงานที่บ้านมากขึ้น

จากเดิม “บ้าน” เป็นแค่ที่พัก ใช้พักผ่อนเป็นหลัก ทำงานเป็นรอง

แต่ตอนนี้เริ่มใช้บ้านเป็นที่ทำงานมากขึ้น

ต้องใช้เวลาปรับตัวหลายเดือนทีเดียว

กว่าจะคุ้นชินกับวิถีใหม่

จากประสบการณ์ส่วนตัว ผมจึงเตือนเพื่อนๆ หรือน้องๆ ที่กำลังเกษียณ หรือออกจากงานประจำทุกคนว่าต้องทดลองอยู่กับบ้านก่อนจะเกษียณ

เพราะอยู่บ้านในวันหยุดตอนทำงาน

กับทำงานอยู่ที่บ้าน หรือใช้เวลาช่วงเกษียณอยู่บ้านเป็นหลัก

…ไม่เหมือนกัน

ยิ่งถ้าภรรยาเคยเป็น “เจ้าถิ่น” ในบ้าน พอเรามาทำงานที่บ้าน เราต้องปรับตัวกับ “เจ้าถิ่น” ให้ได้

แม้เราจะเคยเป็น “เสือ” ตอนทำงานประจำ

แต่พอเข้ามาในบ้าน ก็ต้องหมอบตัวต่ำ หูแนบพื้น หางตก ไม่สบตา

ให้รู้บ้างว่าใครเป็น “เจ้าถิ่น” อยู่

ดังนั้น การอยู่ร่วมกันของ “เสือ 2 ตัว” จึงต้องมี “ระยะห่าง” ที่เหมาะสม

รักกันมานาน

แต่เป็น “ความรัก” ที่ไม่ได้เจอกันทุกเวลาทุกวัน

เราจะต้องมีพื้นที่ส่วนตัวของแต่ละคน เพื่อรักษาบรรยากาศในบ้านไม่ให้เกิดการปะทะกันกับ “เจ้าถิ่นเดิม”

ดังนั้น ก่อนเกษียณผมจึงเสนอให้ทุกคนทดลองใช้ชีวิตอยู่บ้านช่วงวันหยุดยาว หรือหยุดพักร้อนยาว

เพื่อทดลองอยู่บ้านจริงๆ

…อย่าประมาทเป็นอันขาด

ไม่เช่นนั้น เมื่อถึงเวลาจริง เราจะเครียด

จะหนีไปออฟฟิศก็ไม่ได้ เพราะเกษียณแล้ว

คำแนะนำอีกเรื่องหนึ่ง คือ ถ้ามีเงินเก็บพอสมควร ให้ปรับปรุงบ้านก่อนเกษียณเพื่อเพิ่มพื้นที่ให้เหมาะกับการทำงานของคน 2 คน

รีบทำตอนที่ยังมีเงินเดือนประจำ

เพราะถ้าเกษียณแล้ว ไม่ได้ทำงานอะไร ไม่มีเงินเดือนประจำ ต้องใช้แต่เงินเก็บ

เราจะไม่กล้าใช้เงินก้อนใหญ่ในการปรับปรุงบ้าน

เรื่องปรับปรุงบ้านเป็นเรื่องจำเป็นในกรณีที่มีเงินพอสมควรนะครับ

เพราะจะช่วยลดปัญหาการปะทะกันในบ้านให้น้อยลง

“เสือ 2 ตัว” จะได้มีอาณาเขตของตัวเอง

คนที่เกษียณช่วงนี้โชคดี เพราะเคยผ่านช่วงโควิดที่ต้องทำงานอยู่ที่บ้านมาแล้ว

ถือเป็นการทดลองงานครั้งใหญ่มาแล้วครั้งหนึ่ง

พอไม่ได้ทำงานประจำ ผมจึงค้นพบช่วง “ไพรม์ไทม์” ของชีวิตที่แตกต่างจากตอนทำงานประจำ

ไม่ต้องออกจากบ้านช่วงการจราจรคับคั่ง

ไปช้อปปิ้ง ไปดูหนังในช่วงกลางวันวันธรรมดา

ขนาดออกกำลังกายผมยังเดินออกกำลังในศูนย์การค้าใหญ่ๆ เลยครับ

เพราะเขาบอกว่าควรจะเดินออกกำลังกายให้ได้วันละ 30 นาที

ตามปกติผมจะเดินบนลู่ในบ้าน หรือสวนสาธารณะในหมู่บ้าน

แต่เดินในบ้านก็ไม่สนุก วิวซ้ำๆ

ออกไปเดินที่สวนสาธารณะ ถ้าเจอช่วง PM 2.5 หนักๆ ก็เดินกลางแจ้งไม่ได้

แต่ในศูนย์การค้าใหญ่ๆ ตอนบ่ายวันธรรมดา คนว่างมาก

แอร์ก็เย็น

ยิ่งช่วงหน้าร้อน ยิ่งตอบโจทย์

ผมเดินออกกำลังกายในห้างเป็นประจำเลยครับ

แต่ไม่ถึงขั้นวิ่งออกกำลังกายนะครับ

เพราะถ้าทำแบบนั้น คนคงคิดว่าเป็นโจรปล้นร้านทอง

อาจโดนใครยื่นขาขัด หรือแท็กเกิลได้

ผมใช้วิธีการเดินเร็วครับ แต่ไม่ถึงขั้นเร็วผิดปกติ

เร็วประมาณว่าถ้าใครเห็นก็คงนึกว่านัดเพื่อนไว้แล้วมาช้า

ต้องเดินเร็วหน่อย

ตั้งนาฬิกาเหมือนตอนออกกำลังกายเลยครับ

สยามพารากอน ฟิวเจอร์พาร์ค รังสิต เซียร์ ฯลฯ คือ โรงยิมประจำตัวของผม

หรือเวลาที่มีนัดข้างนอกแล้วต้องปิดต้นฉบับหรือเตรียมงานบรรยาย

ก่อนหน้านี้ผมจะอาศัยร้านกาแฟเป็นหลัก เพราะนั่งนานได้

ร้านสตาร์บัคส์ จะใช้บ่อยที่สุด

แต่พอใช้บ่อยๆ ก็เริ่มรู้สึกว่าโต๊ะและที่นั่งไม่เหมาะกับการนั่งทำงานนานๆ

บางทีก็หาที่นั่งยาก

เข้าห้องน้ำก็ไม่สะดวก เพราะต้องเดินไปเข้าห้องน้ำของศูนย์การค้า

ช่วงหลังผมค้นพบสถานที่ทำงานนอกสถานที่ใหม่แล้วครับ

คือ “คอฟฟี่ช็อป” ในโรงแรมใหญ่ๆ

ใกล้ที่ไหนก็แวะที่นั่นเลย

สั่ง “อเมริกาโน่” 1 แก้ว ขนม 1 ชิ้น

แล้วปักหลักยาวเลย

ถ้านานมากก็อาจสั่งชาเพิ่มอีกที่

โต๊ะและที่นั่งสบาย คนน้อย

ห้องน้ำก็สะดวก ทิ้งกระเป๋าหรือไอแพดไว้ที่โต๊ะได้

ส่วนค่าใช้จ่ายๆ พอๆ กับสตาร์บัคส์เลยครับ

บางทีผมมีนัดก็นัดเจอที่โรงแรมเลย

คุยจบ ผมก็เขียนงานต่อ

10 ปีกว่าที่ผมใช้ชีวิตแบบ “ฟรีแลนซ์” ทำให้ผมเห็น “ช่องว่าง” บางอย่าง

เรามี “ทรัพยากร” ที่เป็น “พื้นที่” ที่คนอื่นไม่ได้ใช้ประโยชน์ในบาง “ช่วงเวลา”

ในขณะที่เรามี “ทรัพยากร” ที่เป็น “คน” ที่มี “เวลา” ว่างไม่ตรงกับคนส่วนใหญ่

ถ้าสามารถเอา “พื้นที่-คน-เวลา” มาชนกันก็จะเกิดชุมชนใหม่ขึ้นมา

สมมุติว่า “พื้นที่ว่าง-คนว่าง-เวลาว่าง” คือ เส้น 3 เส้น

หากเราลากเส้นมาชนกันก็อาจจะกลายเป็น” 3 เหลี่ยมธุรกิจ” รูปแบบใหม่ก็ได้

ไอเดียเรื่อง Sunday Lunch & Live ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง แจ้งวัฒนะก็เกิดจากวิธีคิดนี้ครับ

โรงเบียร์ฯ วันหยุดตอนกลางวัน

คนที่ไม่อยากไปผับตอนกลางคืน

ทั้งคนและพื้นที่มี “เวลา” ที่ว่างตรงกัน

มันก็เลยเกิดชุมชนธุรกิจรูปแบบใหม่ขึ้นมา

วิธีคิดนี้เอาไปใช้กับเรื่องอื่นๆ ได้เหมือนกัน

น่าเอาไปคิดต่อจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันที่ฝันเป็นจริง
ประชาชนขนทรายเข้าวัด
พักร้อน
Lonely Castle in the Mirror : บทบาทของครูและแม่เรื่องบูลลี่
‘คอนเสิร์ตที่ (ไม่) พึงปรารถนา’
คุยกับทูต เอลชิน บาชีรอฟ อาเซอร์ไบจาน เสน่ห์สองทวีป สู่ดาวรุ่งฤดูหนาว (1)
E-DUANG | เป้าหมาย iLaw ยิ่งชีพ เป้าหมาย #สั่งฟ้องสว.
“ขื่น”ในความ”ยินดี” | สถานีคิดเลขที่12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
เหรียญรูปเหมือน 2477 สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ วัดสุปัฏนาราม จ.อุบลฯ
แก้ท่วมซ้ำซาก ‘น่าน’
‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย