หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ
ทางดินราบเรียบลัดเลาะไปตามป่าเต็งรัง ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาที่ต้นไม้เปลี่ยนสีใบในฤดูแล้งก่อนจะทิ้งใบให้ร่วงหล่นลงพื้น
เส้นทางถูกขนาบด้วยสีเหลือง สีแดง ว่าตามจริง นี่เป็นช่วงเวลายากลำบากของต้นไม้ ซึ่งอยู่ในช่วงเวลาต้องปรับตัวไปตามฤดูกาล ในสายตาของคนนี่เป็นความงดงาม
ใบไม้ส่วนหนึ่งร่วงลงพื้น ปกคลุมผิวดิน ราวกับทางปูลาดด้วยสีเหลือง สีแดง และปลิวขึ้นไล่ตามหลังเมื่อผมพาเจ้านิคผ่านไป
“นี่ใช่ความฝันของคุณไหม” ดร.เดวิด สมิธ ผู้ชายอาวุโสที่นั่งข้างๆ ถาม เขาหมายถึง สิ่งที่เรากำลังทำ เส้นทางที่กำลังผ่าน ผมหันมองหน้าเขา แววตาสีฟ้าฉายแววจริงจัง
“ไม่ใช่หรอกครับ” ผมส่ายหน้า “ความฝันของผมคือ อยากเลี้ยงวัวนม”
“คุณล่ะครับ” ผมถาม
ชายอาวุโสส่ายหน้าช้าๆ
“ไม่ใช่เหมือนกัน ผมอยากเป็นนักเดินเรือ ท่องไปทั่วมหาสมุทร” ผู้เชี่ยวชาญเรื่องเสือโคร่งหนึ่งในไม่กี่คนของโลกตอบ
ความฝันเราต่างกัน ที่ใกล้เคียงคือ เราต่างอยู่ในงานที่ไม่ใช่ความฝันมาเนิ่นนานแล้ว
เส้นทางในป่า “ที่ชอบ” ก็คล้ายกับวิถีชีวิต คือ ช่วงเวลาดีๆ จะอยู่กับเราไม่นาน
แค่เพียงฝนแรก เส้นทางซึ่งได้รับการปรับปรุง กระทั่งราบเรียบก็เปลี่ยนไป ที่จริงมันไม่ได้เปลี่ยนไปหรอก แค่กลับมาเป็นเช่นเดิม หล่มลึก เนินชันลื่นไถล
บางเส้นทางเป็นอย่างที่เรามักพูดกันขำๆ ว่า ชวนใครขึ้นรถ จะถูกปฏิเสธด้วยเหตุผล “กำลังรีบ” เพราะหากขึ้นมาแล้ว จะต้องร่วมหัวจมท้าย ไปด้วยกันกว่าจะถึงจุดหมายจะใช้เวลามากกว่าเดินด้วยเท้า
หล่มบนทาง และเนินลื่นไถลนั้นไม่ใช่สิ่งใหม่ บนเส้นทางที่เราใช้ประจำ หลายหล่ม ดูเหมือนจะผ่านพ้นไปไม่ได้ แต่เราก็รู้ว่าไม่มีอะไรนัก
บางหล่ม เรายอมจำนน ใช้วินซ์ช่วยลาก โดยไม่ลงไปดิ้นให้เสียเวลา
ขณะบางหล่ม ก็ขอลองสักหน่อย และบางหล่มที่ดูเหมือนจะไม่มีอะไร นั่นแหละ ที่เรามักจะลงไปติด และใช้เวลานานกว่าจะผ่านพ้น
มีหลายสิ่งที่มาพร้อมกับงานที่ผมทำ บทเรียนจากการสัญจรบนเส้นทางในป่า คือ สิ่งดีที่สุดสิ่งหนึ่ง รถกับคนเป็นหนึ่งเดียว
เรียนรู้ว่าเมื่อใดต้องผ่อนคันเร่ง และเมื่อไหร่ที่ผ่อนคันเร่งไม่ได้
ข้อสำคัญบนเส้นทางนี้ บอกให้ผมรู้ว่า ไม่สามารถไปได้โดยลำพัง เพื่อนร่วมทางสำคัญ
เรียนรู้ที่จะถอย เพื่อไปต่อ ติดอยู่ในหล่มในวันที่วินซ์พัง หาทางขึ้นจากหล่มให้ได้ หลายครั้งต้องใช้วิธีแบบบ้านๆ ที่คนในป่าส่งต่อความรู้นี้มาคือ วิธีที่เรียกว่า กระดี่ หาไม้มางัดล้อให้ลอย นำหินมาหนุน ค่อยๆ ขยับไปทีละนิด หากลงไปติดอยู่ในหล่มที่คิดว่าไม่มีอะไร คือความผิดพลาด ขึ้นจากหล่มได้แล้ว สิ่งที่ทำคือเดินทางต่อ ทิ้งหล่มที่คล้ายจะไม่มีอะไรไว้เบื้องหลัง
เส้นทางในป่าไม่ไกลหรอก แต่ผมใช้เวลาอยู่กับเส้นทางเช่นนี้ยาวนาน หล่มเป็นบทเรียน ระยะทางไม่ไกล แต่คล้ายกับว่า ระยะทาง “ข้างใน” ไปได้ไกล
ผมเคยเข้าใจว่าการทำงานถ่ายภาพสัตว์ป่า รวมทั้งเป็นช่างภาพสัตว์ป่า คือการมีกล้องมีเลนส์ทางยาวโฟกัสสูงๆ แล้วออกเดินทางเข้าป่า
แต่ในความเป็นจริง มันมีขบวนการก่อนหน้าที่จะได้กดชัตเตอร์มากมาย นอกจากการเฝ้ารออยู่ในซุ้มบังไพร พูดได้ว่าเวลาส่วนใหญ่ของผมอยู่หลังพวงมาลัย
การเดินทางเข้าไปยังพื้นที่ทำงาน ไม่ว่าจะเป็นป่าดิบชื้น ป่าเต็งรัง ทุ่งหญ้ากว้าง หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ มักเริ่มต้นจากถนนที่ไม่ได้สะดวกสบาย
บางเส้นทางเป็นดินแดง บางเส้นทางเต็มไปด้วยหลุมโคลน บางครั้งเป็นทางหินที่ทำให้รถกระเด้งกระดอน
การขับรถในป่านั้นต่างจากการขับรถในเมือง ในป่าความเข้าใจเส้นทางสำคัญกว่าความเร็ว
ประสบการณ์ช่วยให้รู้ว่าหล่มแบบไหนควรผ่าน หล่มแบบไหนควรหลีกเลี่ยง ต้องอ่านร่องล้อ อ่านความลาดชัน อ่านสภาพดิน และบางครั้งต้องอ่านท้องฟ้า เพื่อคาดเดาว่าฝนที่กำลังจะตกจะเปลี่ยนเส้นทางข้างหน้าให้กลายเป็นอุปสรรคอย่างไร

ใช้เวลาเดินทางในป่ามาก ผมพบว่าชีวิตก็ไม่ต่างจากการขับรถบนทางกันดาร
ก่อนหน้านั้นผมไม่ได้ฝันว่าจะต้องใช้ชีวิตอยู่กับการขับรถข้ามลำห้วย ฝ่าดินโคลน หรือซ่อมรถกลางป่าห่างไกลผู้คน
ทำงานในป่าไม่ได้อยู่ในความฝันตั้งแต่แรก เรื่องธรรมดาของชีวิตแหละ ไม่ใช่ทุกคนจะได้ทำงานในฝัน ไม่ใช่ทุกคนจะได้เดินบนเส้นทางที่วาดไว้ตั้งแต่วัยเยาว์ แต่หลายคนกลับค้นพบความหมายของชีวิต จากสิ่งที่ตนเองลงมือทำอย่างจริงจัง
ดูเหมือนว่าความรักจะเกิดขึ้นหลังจากการลงมือทำ ไม่ใช่ก่อนเริ่มต้น
ติดหล่ม คือส่วนหนึ่งที่มากับงานที่ผมทำ มีวันที่ต้องยอมถอยกลับ แม้จุดหมายจะอยู่ไม่ไกล เมื่อเวลาผ่านไป เรื่องเหล่านั้นกลายเป็นบทเรียน ทำให้รู้ว่าบางทีการฝืนเดินหน้าต่อไม่ใช่คำตอบ หยุดคิด ถอยหนึ่งก้าว หรือการเลือกเส้นทางใหม่ทำทางเบี่ยง อาจเป็นวิธีที่ดีกว่า
ป่าสอนเรื่องนี้อยู่เสมอ อย่างสายน้ำ ที่ไหลอ้อมไปตามทางที่เป็นไปได้และสุดท้ายก็เดินทางถึงทะเล ทุกสิ่งคือครู ทั้งสัตว์ป่า ต้นไม้ สายน้ำ เส้นทางหล่มโคลน ลื่นไถล ติดอยู่ในหล่ม นี่แหละคือช่วงแห่งการเรียนรู้ อาจเหมือนที่พูดๆ กัน ทะเลราบเรียบ ไม่สร้างนักเดินเรือที่เก่ง
อยู่ในคืนที่ต้องนอนฟังเสียงฝนตกบนหลังคารถ ไม่ก็ผูกเปลกับรถด้านหนึ่ง อีกด้านผูกกับต้นไม้ เดินแบกอะไหล่รถออกไปซ่อมในเมือง เป็นวิถีปกติ ในเช้าวันใหม่แสงแดดส่องผ่านไอหมอก ต้องหาวิธีนำรถขึ้นจากหล่มให้ได้ การเดินทางยังคงดำเนินต่อ มองย้อนกลับไป ผมพบว่าสิ่งที่มีค่าที่สุดไม่ใช่ภาพถ่ายที่ได้ ภาพสัตว์ป่าเป็นแค่ผลพลอยได้ สิ่งที่ได้ และป่าต้องการสอนจริงๆ คือเป็นบทเรียนที่สะสมอยู่ระหว่างทาง เรื่องง่ายๆ ที่ทุกคนรู้ แต่หลงลืม หรือมองข้ามไป
เส้นทางกันดารพาผมไปพบสัตว์ป่า พาไปรู้จักตัวเอง ทำให้รู้ว่าถนนที่ขรุขระหล่มลึก เป็นถนนที่สอนวิชาชีวิตได้ดีที่สุด
วันหนึ่งในแคมป์
ผมกับ ดร.เดวิด ที่ทุกคนเรียกเขาว่า เดฟ หรือปู่เดฟ นั่งคุยกันข้างกองไฟ
เราคุยกันทุกเรื่องตั้งแต่เรื่องใต้สมุทรถึงเรื่องจักรวาล เรื่องภาพยนตร์ เรื่องเพลง การเมือง สารพัดเรื่อง
เห็นด้วยกันบ้าง ขัดแย้งบ้าง แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราเห็นตรงกัน
เราต่างไม่ได้อยู่บนเส้นทางที่ “ฝัน”
เหตุผลอันทำให้เราอยู่ และเป็น สิ่งที่เราทำมาเนิ่นนาน คือ ความรัก
รัก ในสิ่งที่ทำ ดูเหมือนว่ามันจะทำให้เรา “เป็น” ในสิ่งที่ทำ และอยู่ใน ที่ชอบ ได้ดีกว่า
แม้ว่าจะสัญจรอยู่บน “ถนนที่ไม่ได้อยู่ในฝัน”
