bg-single

คนมองหนัง : ไปดูหนังมหากาพย์อินเดีย เรื่อง “บาฮูบาลี”

14.09.2016

เพิ่งมีโอกาสได้ชมหนังมหากาพย์จากอินเดียเรื่อง “บาฮูบาลี” ภาคแรก (Bahubali : The Beginning) ที่โรงภาพยนตร์พารากอน ซีนีเพล็กซ์ ในเทศกาล Indian Film Festival of Thailand 2016

หลังจากได้ยินชื่อเสียงของหนังเรื่องนี้มานาน ทั้งในแง่การเป็นภาพยนตร์ที่ใช้ทุนสร้างมากที่สุดของประวัติศาสตร์บอลลีวู้ด (1,755 ล้านบาท)

แถมหนังยังทำรายได้ทั่วโลกไปมากถึง 2,900 ล้านบาท

นอกจากนั้น “บาฮูบาลี” ยังได้รับเสียงชื่นชม ในด้านการมีเนื้อหาอันเข้มข้น ตลอดจนการมีงานสร้างที่ยิ่งใหญ่ตระการตา

อันที่จริง คอหนังชาวไทยบางท่านคงมีโอกาสได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ผ่านช่องทางสะดวกสบายใกล้ตัวอื่นๆ (เช่น ช่องทางในโลกออนไลน์) กันมาบ้างแล้ว (เพราะหนังเริ่มออกฉายตั้งแต่ ค.ศ.2015)

ทว่า คงมีไม่เยอะนักที่จะได้ดูหนัง (และซึมซับบรรยากาศบางอย่าง) ในโรงภาพยนตร์

ส่วนใหญ่ของผู้ชมภาพยนตร์เรื่อง “บาฮูบาลี” ในเทศกาลหนนี้ คือชาวอินเดียและคนไทยเชื้อสายอินเดีย นี่อาจเป็นบรรยากาศที่คนดูหนังทั่วไปไม่คุ้นชิน

แต่ผู้ที่มีประสบการณ์ตีตั๋วเข้าไปชมหนังอินเดียเรื่องอื่นๆ ซึ่งเข้าฉายแบบจำกัดโรงหรือเข้าฉายในบางเทศกาลมาก่อน คงพอจะคุ้นเคยกับบรรยากาศเช่นนี้อยู่บ้าง

และด้วยความที่หนังมีความยาวถึง 2 ชั่วโมง 39 นาที จึงต้องมีการพักเบรกกลางเรื่อง ซึ่งนี่ก็เป็นอีกประสบการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นไม่บ่อยนักกับพฤติกรรมการชมภาพยนตร์ในยุคหลังๆ

 

ก่อนหน้าจะได้ดูหนัง เคยมีมิตรสหายในโซเชียลมีเดียท่านหนึ่งเขียนสเตตัสชื่นชมถึง “บาฮูบาลี” เอาไว้ทำนองว่า นี่คือระดับพัฒนาการที่ “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย” ยังก้าวไปไม่ถึง

อย่างไรก็ดี เมื่อดูหนังจบ ผมกลับอยากเปรียบเทียบ “บาฮูบาลี” กับหนัง “องค์บาก” ภาค 2 และ 3 มากกว่า

เนื่องจาก “บาฮูบาลี” ไม่ได้เล่าเรื่องราวผ่านการแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ หรือการปรากฏขึ้นของอำนาจเทวสิทธิ์เหมือน “ละครจักรๆ วงศ์ๆ ไทย”

หากเล่าเรื่องราวกึ่งตำนานปรัมปรากึ่งประวัติศาสตร์ ที่พูดถึงการต่อสู้แย่งชิงอำนาจในหมู่มนุษย์ผู้มีสองมือสองเท้าปกติธรรมดา (หรืออย่างมากที่สุด ก็คือมนุษย์ผู้มีสถานะประดุจสมมุติเทพ) ซึ่งชี้ชวนให้นึกถึง “องค์บาก” สองภาคหลัง

หนังเปิดเรื่องด้วยชะตากรรมระหกระเหินของทารกเพศชายผู้หนึ่ง ซึ่งถูกไล่ล่าโดยกองกำลังของอาณาจักรอะไรสักอย่าง สตรีวัยกลางคนผู้พาทารกหลบหนีตัดสินใจพลีชีพกลางสายน้ำ ส่วนทารกน้อยผู้รอดชีวิตก็ได้รับการช่วยเหลือจากผู้คนในชุมชนเชิงเขา

เด็กน้อยค่อยๆ เติบใหญ่เป็นชายหนุ่ม เขาประกอบวีรกรรมบางอย่างที่หาญกล้าผิดแผกไปจากบรรดาบุรุษร่วมชุมชน ยิ่งกว่านั้น ตั้งแต่เล็กจนโต เขายังมีความปรารถนาที่จะปีนขึ้นไปบนยอดเขาสูง ซึ่งสำหรับผู้คนส่วนใหญ่ในชุมชนเชิงเขา นั่นคือความเพ้อฝัน อันไม่มีทางเป็นไปได้

ผิดกับความเชื่อในจิตใจส่วนลึกของชายหนุ่ม ที่คล้ายจะตระหนักว่ามีอะไรบางอย่างรอคอยเขาอยู่เบื้องบน

ในที่สุด ชายหนุ่มก็ปีนขึ้นสู่ยอดเขาได้สำเร็จ (โดยเหตุการณ์ถูกเล่าออกมาในเชิง “สัจนิยมมหัศจรรย์” นิดๆ) จากนั้น เขาจึงเข้าไปพัวพันกับ “กองโจร” ที่ซ่องสุมกำลังเพื่อแย่งชิงอำนาจในอาณาจักรใหญ่ ก่อนจะพบว่าตนเองเป็นทายาทของ “ราชาบาฮูบาลี” อดีตกษัตริย์ผู้มีปรีชาสามารถ ซึ่งถูกลอบปลงพระชนม์และโค่นล้มลงจากราชบัลลังก์

หนังภาคแรกปิดฉากตรงการเฉลยว่า ขุนศึกผู้เก่งกล้าและจงรักภักดีต่อ “ราชาบาฮูบาลี” นั่นแหละ ที่เป็นผู้ลงมือสังหารพระองค์ (โดยยังมิได้เปิดเผยว่าอะไรคือเหตุผลของการกระทำดังกล่าว)

บทสรุปเบื้องต้นแบบนี้มีสอดคล้องต้องตรงกันอย่างบังเอิญกับตอนจบของ “องค์บาก 2” ที่ “เชอนัง” (สรพงศ์ ชาตรี) หัวหน้าชุมโจร ซึ่งเลี้ยงดู “เทียน” พระเอกของเรื่องมาตั้งแต่เล็ก เปิดเผยว่าตนเองคือผู้ลงมือฆ่าบิดาแท้ๆ ของเทียน

 

ระหว่างดูหนัง ผมไม่คิดว่า “บาฮูบาลี” มีงานสร้างหรืองานเทคนิคพิเศษทางด้านภาพที่น่าตื่นตะลึงมากมายนัก

องค์ประกอบเหล่านี้ในหนังมีมาตรฐานที่ดี อาจจะเป็นลำดับต้นๆ ของเอเชีย แต่ก็ยังไม่ถึงขั้นดีเลิศจนล้ำหน้าภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์ของฮอลลีวู้ด

(ทว่า ฉากรบพุ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีความดุเดือดและน่าจดจำมากๆ ทีเดียว)

ที่สนุกสนานน่าติดตามจริงๆ กลับเป็นเนื้อเรื่องอันเข้มข้นนั่นแหละ

ประเด็นหนึ่งที่โดดเด่นมากๆ ทั้งในโครงเรื่อง พล็อตหลัก และพล็อตรองของ “บาฮูบาลี” ก็คือ บทบาทของผู้หญิง

ตลอดทั้งเรื่อง เราจะได้พบเห็นตัวละครสตรีหลายรายที่ดำรงตนเป็น “ศูนย์กลาง” ของอำนาจ หรือเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในเกมการแย่งชิงอำนาจไม่แพ้เหล่าบุรุษ

 

เริ่มจากตัวละครราชินีผู้ปกครองอาณาจักร ซึ่งส่งมอบอำนาจให้แก่ “ราชาบาฮูบาลี” ที่เป็นหลาน

หนังให้ภาพว่าพระนางเป็นทั้งชนชั้นนำผู้มีกลเม็ดเด็ดพรายลึกล้ำในทางการเมือง และเป็นผู้ยึดถือหลักการปกครองบ้านเมืองอันเที่ยงธรรม

ถ้าเข้าใจไม่ผิด พระนางน่าจะเป็นสตรีที่ยอมพลีชีพกลางสายน้ำ เพื่อช่วยเหลือเด็กทารกตอนต้นเรื่องให้รอดชีวิต แล้วกลับมาล้างแค้นแทนบิดามารดา

ตัวละครน่าสนใจอีกราย ก็คือ ตัวละครมเหสีของ “อดีตกษัตริย์บาฮูบาลี” ผู้เป็นแม่ของพระเอก

เริ่มแรก เธอมีสถานะเป็นเหยื่อผู้ถูกกระทำอย่างโหดร้ายทารุณ แต่แล้วหนังก็ค่อยๆ เผยให้เห็นถึง “เพลิงแค้น” และ “ศักยภาพทางการเมือง” บางประการ ที่ถูกถ่ายทอดออกมาทางสีหน้า-แววตาของสตรีผู้นี้

เป็นไปได้ว่า ตัวละครคนนี้จะมีบทบาทสำคัญในการสร้างปมความขัดแย้งหลักของหนังภาคสอง

ตัวละครอีกรายที่น่าสนใจไม่น้อย ก็คือ แม่บุญธรรมผู้ชุบเลี้ยงพระเอกขึ้นมา ซึ่งมีสถานะเป็นคล้ายๆ ผู้นำชุมชนของหมู่บ้านเชิงเขา จนชายจำนวนมากต้องอยู่ภายใต้อำนาจ/คำสั่งการของเธอ

ขณะที่นางเอกของหนังเรื่องนี้ก็เป็นมือสังหารฝีมือดีประจำชุมโจรบนยอดเขา ซึ่งมีความสามารถเหนือผู้ชายคนอื่นๆ ยกเว้นพระเอก ซึ่งได้คืนความเป็น “มนุษย์” และ “ความเป็นผู้หญิง (ในแบบหนึ่ง)” ให้แก่เธอ

ภาพยนตร์ “บาฮูบาลี” ภาคจบ จะออกฉายในปีหน้า (ค.ศ.2017) น่าติดตามว่าปมปัญหาต่างๆ ของหนังมหากาพย์จากอินเดียเรื่องนี้ จะคลี่คลายไปสู่บทสรุปแบบใด?



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ปลื้มเธอ
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย