ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ
โทษประหารชีวิต
: ข้อถกเถียงทางปรัชญา (จบ)
หลังจากเราได้นำเสนอเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตไปแล้ว ฉบับนี้เราจะมาพิจารณาข้อโต้แย้งของฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตดูบ้าง ซึ่งฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตจะมีจุดมุ่งหมายสำคัญคือการแสดงให้เห็นว่า แม้จะยอมรับว่าการฆาตกรรมเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการประหารชีวิตจะเป็นบทลงโทษที่ชอบธรรมโดยอัตโนมัติ
เหตุผลของฝ่ายนี้คืออะไร และความคิดดังกล่าวนั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร
ข้อโต้แย้งประการแรก ซึ่งถือเป็นรากฐานของแนวคิดฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิต นั่นก็คือเรื่องศักดิ์ศรีและคุณค่าของชีวิตมนุษย์ (human dignity) กล่าวคือ แม้บุคคลจะก่ออาชญากรรมร้ายแรงเพียงใด เขาก็ยังคงเป็นมนุษย์ผู้มีศักดิ์ศรีในฐานะบุคคล การลงโทษที่จงใจทำลายชีวิตของเขาจึงถูกมองว่าเป็นการปฏิเสธคุณค่าพื้นฐานดังกล่าว
ในทัศนะของฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิต จะเห็นว่ารัฐไม่ควรตอบโต้การฆ่าด้วยการฆ่า เพราะการกระทำเช่นนั้นทำให้รัฐใช้วิธีการเดียวกับที่ตนเองประณาม แม้วัตถุประสงค์ของรัฐจะต่างจากเจตนาของตัวฆาตกรเองก็ตาม แต่ผลลัพธ์ก็คือการจงใจพรากชีวิตมนุษย์เช่นเดียวกัน ดังนั้น หากรัฐต้องการส่งเสริมการเคารพต่อชีวิตมนุษย์ วิธีการที่สอดคล้องกับหลักการดังกล่าวก็คือการปฏิเสธการฆ่าในทุกรูปแบบ รวมทั้งการประหารชีวิตด้วย
ประเด็นนี้นำไปสู่ข้อโต้แย้งที่สำคัญอีกประการหนึ่ง คือคุณค่าของสิทธิ์ในการมีชีวิต (right to life) ฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตไม่ได้ปฏิเสธว่าฆาตกรนั้นได้ละเมิดสิทธิ์ของเหยื่อ แต่ก็ได้ตั้งคำถามว่า การที่บุคคลละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่นนั้น เพียงพอแล้วหรือไม่ที่จะทำให้เขาสูญเสียสิทธิ์ขั้นพื้นฐานของตนเองทั้งหมด หากยอมรับหลักการเช่นนี้ ก็อาจเปิดทางให้รัฐใช้อำนาจพรากสิทธิ์อื่นๆ ได้กว้างขวางกว่าที่ควรจะเป็น
พอจแมน (Louis Pojman) อธิบายเพิ่มเติมว่าข้อโต้แย้งนี้ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อปกป้องอาชญากร หากแต่เพื่อจะจำกัดอำนาจของรัฐ เพราะในสังคมประชาธิปไตย อำนาจของรัฐจำเป็นต้องถูกจำกัดด้วยหลักสิทธิมนุษยชน มิฉะนั้นรัฐเองก็อาจกลายเป็นผู้ละเมิดสิทธิ์เสียเอง
ข้อโต้แย้งที่สอง คือความผิดพลาดของกระบวนการยุติธรรม (judicial error) ฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตชี้ให้เห็นว่า ไม่มีระบบกฎหมายใดที่สมบูรณ์แบบ ไม่ว่ากระบวนการพิจารณาคดีจะรัดกุมเพียงใด ก็ยังอาจเกิดความผิดพลาดได้เสมอ ทั้งจากการสืบสวนที่บกพร่อง การให้การของพยานที่คลาดเคลื่อน หลักฐานที่ผิดพลาด หรือแม้แต่ความลำเอียงของคณะลูกขุนและผู้พิพากษา
จุดที่ทำให้ข้อโต้แย้งนี้มีน้ำหนักมาก คือ ความตายไม่อาจย้อนกลับได้ หากผู้บริสุทธิ์ถูกจำคุก ภายหลังยังสามารถได้รับการปล่อยตัว การชดเชย หรือการกู้คืนชื่อเสียงได้ในระดับหนึ่ง
แต่หากเขาถูกประหารชีวิตไปแล้ว ไม่มีมาตรการใดสามารถแก้ไขความผิดพลาดนั้นได้อีก ความเสียหายจึงเป็นความเสียหายที่เด็ดขาดและถาวร
จะเห็นได้ว่า ประเด็นนี้แตกต่างจากข้อถกเถียงเรื่องความยุติธรรมโดยตรง เพราะไม่ได้ตั้งคำถามว่าฆาตกรสมควรถูกประหารหรือไม่ หากแต่ตั้งคำถามว่า เรามั่นใจได้อย่างไรว่าผู้ที่ถูกประหารคือฆาตกรตัวจริง
เมื่อกระบวนการยุติธรรมเป็นกิจกรรมของมนุษย์ ความผิดพลาดจึงไม่อาจถูกขจัดออกไปได้อย่างสมบูรณ์
ข้อโต้แย้งที่สาม คือการบังคับใช้โทษประหารชีวิตอย่างไม่เสมอภาค (unequal application of the death penalty) กล่าวคือ แม้กฎหมายจะเขียนไว้อย่างเป็นกลาง แต่ในทางปฏิบัติ การตัดสินลงโทษประหารชีวิตมักได้รับอิทธิพลจากปัจจัยที่ไม่เกี่ยวข้องกับตัวอาชญากรรม เช่น ฐานะทางเศรษฐกิจ เชื้อชาติ คุณภาพของทนายความ หรือแม้แต่รัฐหรือประเทศที่เกิดคดี ฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตจึงตั้งคำถามว่า หากโทษประหารเป็นบทลงโทษสูงสุด ระบบที่ใช้เป็นบทลงโทษเช่นนี้ควรต้องมีมาตรฐานแห่งความยุติธรรมที่สูงที่สุดเช่นกัน แต่หากการใช้โทษประหารกลับได้รับอิทธิพลจากปัจจัยภายนอกเหล่านี้ ความชอบธรรมของโทษก็ย่อมถูกสั่นคลอน
อีกข้อโต้แย้งหนึ่ง ก็คือการยับยั้งอาชญากรรมตามที่นักทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยมเสนอไว้อาจไม่มีประสิทธิภาพอย่างที่อ้าง เพราะฝ่ายคัดค้านเห็นว่า งานวิจัยเกี่ยวกับผลของโทษประหารต่ออัตราการฆาตกรรมให้ผลที่ไม่เป็นเอกฉันท์ บางการศึกษาพบความสัมพันธ์ในทางสนับสนุน ขณะที่การศึกษาอีกจำนวนมากไม่พบความแตกต่างระหว่างรัฐที่มีกับไม่มีโทษประหาร นั่นหมายความว่า ข้ออ้างเรื่องการยับยั้งอาชญากรรมไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่ได้รับการพิสูจน์อย่างเด็ดขาด หากแต่เป็นข้ออ้างเชิงประจักษ์ที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียง ด้วยเหตุนี้ จึงยากที่จะใช้เหตุผลดังกล่าวเป็นฐานเพียงอย่างเดียวสำหรับการสนับสนุนบทลงโทษที่รุนแรงที่สุดของรัฐ
กล่าวอีกอย่างก็คือ โทษประหารชีวิตไม่ได้มีผลต่อการยับยั้งอาชญากรรมตามที่ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตได้อ้างไว้
ฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตยังเสนอต่อไปอีกว่า ฆาตกรรมจำนวนมากมิได้เกิดจากการคำนวณต้นทุนและผลประโยชน์อย่างมีเหตุผล หากเกิดจากอารมณ์รุนแรง ความหึงหวง ความมึนเมาจากการดื่มสุราหรือยาเสพติด หรือภาวะทางจิตใจที่ผิดปกติ ในสถานการณ์เช่นนี้ ผู้กระทำผิดแทบไม่ได้หยุดคิดว่าบทลงโทษสูงสุดคืออะไร ดังนั้น การเพิ่มความรุนแรงของโทษจึงอาจไม่ได้ทำให้จำนวนอาชญากรรมลดลงอย่างที่ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตคาดหวัง
ประเด็นสุดท้ายและสำคัญอย่างยิ่งสำหรับผู้ที่คัดค้านโทษประหารชีวิตก็คือ ศักยภาพของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงตนเอง ซึ่งสัมพันธ์กับทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation Theory) ฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตเห็นว่า ตราบใดที่บุคคลยังมีชีวิต เขายังมีโอกาสสำนึกผิด ชดใช้ต่อสังคม และเปลี่ยนแปลงตนเอง การประหารชีวิตทำลายโอกาสดังกล่าวโดยสิ้นเชิง โทษประหารชีวิตจึงถูกมองว่าเป็นบทลงโทษที่ปฏิเสธความเป็นไปได้ของการไถ่บาปและการฟื้นฟู ซึ่งตรงนี้อาจจะตรงกับแนวคิดทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม (Utilitarian Theory) ในประเด็น “การทำให้ผู้กระทำผิดกลับตัวเป็นพลเมืองที่ดี” (reformation) แต่จะขัดแย้งกับพวกที่สนับสนุนโทษประหารชีวิตแบบประโยชน์นิยม
ข้อเสนอของพอจแมนแสดงให้เห็นว่า ข้อโต้แย้งทั้งหมดของฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตไม่ได้มุ่งปฏิเสธการลงโทษ หากแต่ตั้งคำถามต่อความจำเป็นของโทษประหารโดยเฉพาะ กล่าวคือ หากการจำคุกตลอดชีวิตสามารถปกป้องสังคมและลงโทษผู้กระทำผิดได้เช่นเดียวกัน เหตุใดรัฐจึงต้องเลือกมาตรการที่ไม่อาจแก้ไขย้อนหลังได้ และมีผลเป็นการจงใจพรากชีวิตมนุษย์
จากที่กล่าวมาทั้งหมด จะเห็นได้ว่า ข้อถกเถียงทางปรัชญาในประเด็นโทษประหารชีวิตนั้นอาจจะแตกต่างหรืออาจจะคาบเกี่ยวกับการโต้แย้งกันทางนิติศาสตร์ อาชญาวิทยา จิตวิทยา หรือแม้กระทั่งสังคมวิทยา แต่หน้าที่เฉพาะอย่างหนึ่งของปรัชญาคือเชื้อเชิญให้คนในสังคมหันกลับมาทบทวนและตั้งคำถามว่า แท้จริงแล้ว การลงโทษคืออะไร มีจุดประสงค์เพื่อสิ่งใดกันแน่
สุดท้ายเราต้องการอยู่ในสังคมแบบไหน
บางทีถ้าคำตอบต่อคำถามเหล่านี้ชัดเจนมากขึ้น ข้อถกเถียงเรื่องโทษประหารชีวิตในสังคมไทยอาจจะมีข้อยุติร่วมกันและมีแนวทางออกมาชัดเจนมากกว่าที่เป็นอยู่ก็เป็นได้
