(ตอน 5)
ในท่ามกลางกระแสสูงของสงครามปฏิวัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนคือ การล้มลงของรัฐบาลนิยมตะวันตก ทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และลาวในปี 2518 นั้น มีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรดาปีกซ้ายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย
ว่าที่จริงแล้ว เรื่องราวแห่งชัยชนะของสงครามปฏิวัติในอดีต ไม่ว่าจะเป็นในจีน หรือในคิวบานั้น เป็นเรื่องที่ห่างไกลจากคนในยุคสงครามเวียดนามอย่างมาก ในสภาวะเช่นนี้ เราจึงเห็นถึงการถอนตัวของสหรัฐออกจากสนามรบในเวียดนาม เห็นการสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวา หรือในภาพรวมคือ เราเห็น “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ประเทศล้มตามกันในการเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับการอพยพของผู้คนเป็นจำนวนมากจากอินโดจีน
นับจากชัยชนะของ “การปฏิวัติอินโดจีน” ในปี 2518 ไปแล้ว ภาพของผู้อพยพและค่ายผู้อพยพเป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงความรู้สึกของผู้คนต่อการปฏิวัติสังคมนิยมอินโดจีน ผู้คนเป็นจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้เชื่อ และศรัทธาในแนวปฏิบัติของรัฐบาลสังคมนิยม กลับพร้อมที่จะยอมเสี่ยงชีวิตเดินทางออกนอกประเทศ
ดังนั้น ภาพดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียง “ฝันร้าย” ของปัญหาความมั่นคงไทย เพราะภาพดังกล่าวได้กลายเป็น “ฝันร้ายที่เป็นจริง” แล้ว ทั้งยังเห็นได้ชัดถึงค่ายผู้อพยพที่เกิดตามแนวชายแดนในหลายจังหวัด ภาพเหล่านี้เป็นสัญญาณโดยตรง ส่งต่อถึงชนชั้นนำ และผู้มีอำนาจ ตลอดรวมถึงบรรดากลุ่มการเมืองปีกขวาของไทยว่า ไทยจะต้องไม่ล้มตามไปด้วย
ดังนั้น หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนแล้ว ปีกการเมืองฝ่ายขวาไทยที่อาจจะต้องเรียกในภาพรวมว่า “ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ” (anti-revolutionary movement) จึงดูจะมีเอกภาพทางความคิดอย่างชัดเจนในการแสดงออกคือ การไม่ยอมรับแนวคิดของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายในสังคมไทย ที่มีขบวนนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นแกนกลางของการเคลื่อนไหว
นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าที่เปิดการเชื่อมต่อกับขบวนการชาวนากับขบวนการกรรมกร ก็มีทิศทางที่ชัดเจนในการเปิดพื้นที่ในการทำ “กิจกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งในด้านหนึ่งของการนำเสนอกิจกรรมรูปแบบใหม่ในมหาวิทยาลัยคือ ความพยายามในการดึงเอานิสิตนักศึกษาออกจาก “กิจกรรมสายลมแสงแดด” เนื่องจากเรื่องนี้เป็นกิจกรรมพื้นฐานของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยยุคนั้น
ในอีกด้านหนึ่งคือ การพานิสิตนักศึกษาออกสู่ “โลกนอกรั้วมหาวิทยาลัย” เพื่อหวังให้ลูกหลานชนชั้นกลางในมหาวิทยาลัยได้เห็นชีวิตที่เป็นจริงในสังคมไทย และคนเหล่านี้ มักจะถูกบ่มเพาะในเวลาต่อมาให้กลายเป็น “นักกิจกรรมมหาวิทยาลัย” ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของงานมวลชนในมหาวิทยาลัยด้วย
อีกทั้ง การสร้างนักกิจกรรมผ่านงานเช่นนี้ จะทำให้ขบวนนิสิตนักศึกษาขยายตัวได้ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ จนอาจกล่าวได้ว่า หลังจากราวกลางปี 2518 ไปแล้ว ขบวนในจุฬาฯ มีนิสิตเข้าร่วมเป็น “ผู้ปฏิบัติงาน” เป็นจำนวนมาก อันนำไปสู่ชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคนักศึกษาในจุฬาฯ คือ “พรรคจุฬาประชาชน” (ในยุคปัจจุบันของประธานาธิบดีทรัมป์ ผมจะบอกว่า พรรคชื่อนี้คือ “พรรคประชานิยม” ฝ่ายขวา ไม่ใช่พรรคปีกซ้าย)
ดังนั้น การสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมจึงเป็นภาพของความพยายามในการสร้างการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบของกิจกรรมเก่า ไปสู่กิจกรรมใหม่ในมหาวิทยาลัย หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการปิดฉาก “ยุคสายลมแสงแดด” ที่รองรับความเฟื่องฟูใน “ยุคโซตัส” (SOTUS) ที่เป็นดังฐานดั้งเดิมของ “การจัดระเบียบทางสังคม” ของชีวิตในมหาวิทยาลัย … จนวันนี้ ผมยังคุยทับว่า ผมร้องเพลงเชียร์คณะไม่เพี้ยนแบบนิสิตรุ่นหลัง (555)
กิจกรรมยุคใหม่จึงเป็นเรื่องทางสังคม ศูนย์กลางของกิจกรรมกลายเป็นเรื่องของชาวนา กรรมกร และสิ่งเหล่านี้ ยังถูกประกอบสร้างให้เป็นเรื่องราวของการ “เอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น” อันเป็นเสมือนการสร้างภาพของสังคมไทยให้เรารับรู้ผ่านตัวแบบของสังคมจีน เช่น การกล่าวถึงชนชั้นเจ้าที่ดิน หรือชนชั้นนายทุน เป็นต้น
ในด้านหนึ่ง ภาพเช่นนี้ดูจะไม่เป็นสังคมไทยเท่าใดนัก เพราะตัวแบบที่นำมาเป็น “กรอบความคิด” ให้แก่พวกเราในการมองปัญหา เป็นเหตุการณ์ในสังคมจีนเสียมากกว่า ที่กล่าวเช่นนี้ มิใช่กล่าวเพื่อปกป้องว่า สังคมไทยไม่มีการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น หากแต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายซ้ายไทยตกอยู่ใน “กระแสจีน” และถือเอาทิศทางของจีน เป็นเข็มมุ่งหลัก
การรับเอาชุดความคิดทางการเมืองแบบจีนเข้ามาเป็นทิศทางหลักเช่นนี้ จึงมิได้หมายความว่า พวกเราได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ หรือมีนัยเป็น “สมาชิกพรรค” ไปแล้ว หากแต่การตอบรับความคิดทางการเมือง บ่งบอกถึงความชื่นชอบในทางอุดมการณ์ เพราะอย่างน้อยเราอยากเห็นความเท่าเทียม และยุติการเอาเปรียบ เป็นต้น
ฉะนั้น หากจะกล่าว ก็คงต้องยอมรับว่า ขบวนการนิสิตนักศึกษาเป็น “พวกเอียงซ้าย” (Left-leaning) ที่มีนัยถึงการ “เอียงไปทางสังคมนิยม” ในมิติทางอุดมการณ์ และอยากเห็นสังคมดีขึ้นสำหรับคนชั้นล่าง ซึ่งทัศนะเช่นนี้ นำพากิจกรรมนักศึกษาไปสู่ความเป็น “3 ประสาน” (นักศึกษา-ชาวนา-กรรมกร) และทั้งยังยกระดับงานไปสู่ “การต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา” ในอีกส่วน ซึ่งกิจกรรมเช่นนี้ถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคาม” จากกลุ่มการเมืองปีกขวาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวหลังจากการแตกของอินโดจีนแล้ว จึงถูกมองด้วย “แว่นความมั่นคง” แบบเข้มข้น เพราะอินโดจีนแตกแล้ว ไทยจะต้องไม่แตกตาม ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า โดมิโนต้องถูกหยุดให้ได้ที่กรุงเทพฯ
ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่กิจกรรมของนักศึกษาจะต้องหยุดแล้ว ก่อนที่ไทยจะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” มิฉะนั้น จะทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนไทยออกจากประเทศไม่ต่างจากภาพของพี่น้องจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพราะผลจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดในบ้านตัวเอง
ในที่สุด สถานการณ์ทางการเมืองหลังเมษายน 2518 ก็พัฒนายกระดับมาอย่างต่อเนื่อง จนเสมือนการรอเวลาของการตัดสินใจสุดท้าย … แล้วจุดสุดท้ายก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 !
