bg-single

50 ปี 6 ตุลา | ไทยหลังไซง่อนแตก ! | สุรชาติ บำรุงสุข

14.09.2026

(ตอน 5)

ในท่ามกลางกระแสสูงของสงครามปฏิวัติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่หลายคนไม่เคยคาดคิดมาก่อนคือ การล้มลงของรัฐบาลนิยมตะวันตก ทั้งในเวียดนาม กัมพูชา และลาวในปี 2518 นั้น มีอิทธิพลอย่างมากต่อบรรดาปีกซ้ายในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในไทย

ว่าที่จริงแล้ว เรื่องราวแห่งชัยชนะของสงครามปฏิวัติในอดีต ไม่ว่าจะเป็นในจีน หรือในคิวบานั้น เป็นเรื่องที่ห่างไกลจากคนในยุคสงครามเวียดนามอย่างมาก ในสภาวะเช่นนี้ เราจึงเห็นถึงการถอนตัวของสหรัฐออกจากสนามรบในเวียดนาม เห็นการสิ้นสุดของรัฐบาลฝ่ายขวา หรือในภาพรวมคือ เราเห็น “ทฤษฎีโดมิโน” ที่ประเทศล้มตามกันในการเป็นคอมมิวนิสต์ พร้อมกับการอพยพของผู้คนเป็นจำนวนมากจากอินโดจีน

นับจากชัยชนะของ “การปฏิวัติอินโดจีน” ในปี 2518 ไปแล้ว ภาพของผู้อพยพและค่ายผู้อพยพเป็นคำตอบที่ชัดเจนถึงความรู้สึกของผู้คนต่อการปฏิวัติสังคมนิยมอินโดจีน ผู้คนเป็นจำนวนมากเหล่านี้ ไม่ได้เชื่อ และศรัทธาในแนวปฏิบัติของรัฐบาลสังคมนิยม กลับพร้อมที่จะยอมเสี่ยงชีวิตเดินทางออกนอกประเทศ

ดังนั้น ภาพดังกล่าวจึงไม่ใช่เพียง “ฝันร้าย” ของปัญหาความมั่นคงไทย เพราะภาพดังกล่าวได้กลายเป็น “ฝันร้ายที่เป็นจริง” แล้ว ทั้งยังเห็นได้ชัดถึงค่ายผู้อพยพที่เกิดตามแนวชายแดนในหลายจังหวัด ภาพเหล่านี้เป็นสัญญาณโดยตรง ส่งต่อถึงชนชั้นนำ และผู้มีอำนาจ ตลอดรวมถึงบรรดากลุ่มการเมืองปีกขวาของไทยว่า ไทยจะต้องไม่ล้มตามไปด้วย

ดังนั้น หลังจากการล่มสลายของรัฐบาลฝ่ายขวาในอินโดจีนแล้ว ปีกการเมืองฝ่ายขวาไทยที่อาจจะต้องเรียกในภาพรวมว่า “ขบวนการต่อต้านการปฏิวัติ” (anti-revolutionary movement) จึงดูจะมีเอกภาพทางความคิดอย่างชัดเจนในการแสดงออกคือ การไม่ยอมรับแนวคิดของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายในสังคมไทย ที่มีขบวนนักเรียน นิสิต นักศึกษาเป็นแกนกลางของการเคลื่อนไหว

นอกจากนี้ การเคลื่อนไหวของกลุ่มนักศึกษาฝ่ายก้าวหน้าที่เปิดการเชื่อมต่อกับขบวนการชาวนากับขบวนการกรรมกร ก็มีทิศทางที่ชัดเจนในการเปิดพื้นที่ในการทำ “กิจกรรมเพื่อสังคม” ซึ่งในด้านหนึ่งของการนำเสนอกิจกรรมรูปแบบใหม่ในมหาวิทยาลัยคือ ความพยายามในการดึงเอานิสิตนักศึกษาออกจาก “กิจกรรมสายลมแสงแดด” เนื่องจากเรื่องนี้เป็นกิจกรรมพื้นฐานของนิสิตนักศึกษาในมหาวิทยาลัยยุคนั้น

ในอีกด้านหนึ่งคือ การพานิสิตนักศึกษาออกสู่ “โลกนอกรั้วมหาวิทยาลัย” เพื่อหวังให้ลูกหลานชนชั้นกลางในมหาวิทยาลัยได้เห็นชีวิตที่เป็นจริงในสังคมไทย และคนเหล่านี้ มักจะถูกบ่มเพาะในเวลาต่อมาให้กลายเป็น “นักกิจกรรมมหาวิทยาลัย” ซึ่งจะเป็นพื้นฐานของงานมวลชนในมหาวิทยาลัยด้วย

อีกทั้ง การสร้างนักกิจกรรมผ่านงานเช่นนี้ จะทำให้ขบวนนิสิตนักศึกษาขยายตัวได้ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ จนอาจกล่าวได้ว่า หลังจากราวกลางปี 2518 ไปแล้ว ขบวนในจุฬาฯ มีนิสิตเข้าร่วมเป็น “ผู้ปฏิบัติงาน” เป็นจำนวนมาก อันนำไปสู่ชัยชนะการเลือกตั้งของพรรคนักศึกษาในจุฬาฯ คือ “พรรคจุฬาประชาชน” (ในยุคปัจจุบันของประธานาธิบดีทรัมป์ ผมจะบอกว่า พรรคชื่อนี้คือ “พรรคประชานิยม” ฝ่ายขวา ไม่ใช่พรรคปีกซ้าย)

ดังนั้น การสร้างกิจกรรมเพื่อสังคมจึงเป็นภาพของความพยายามในการสร้างการเปลี่ยนผ่านจากรูปแบบของกิจกรรมเก่า ไปสู่กิจกรรมใหม่ในมหาวิทยาลัย หรืออาจเรียกได้ว่า เป็นการปิดฉาก “ยุคสายลมแสงแดด” ที่รองรับความเฟื่องฟูใน “ยุคโซตัส” (SOTUS) ที่เป็นดังฐานดั้งเดิมของ “การจัดระเบียบทางสังคม” ของชีวิตในมหาวิทยาลัย … จนวันนี้ ผมยังคุยทับว่า ผมร้องเพลงเชียร์คณะไม่เพี้ยนแบบนิสิตรุ่นหลัง (555)

กิจกรรมยุคใหม่จึงเป็นเรื่องทางสังคม ศูนย์กลางของกิจกรรมกลายเป็นเรื่องของชาวนา กรรมกร และสิ่งเหล่านี้ ยังถูกประกอบสร้างให้เป็นเรื่องราวของการ “เอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น” อันเป็นเสมือนการสร้างภาพของสังคมไทยให้เรารับรู้ผ่านตัวแบบของสังคมจีน เช่น การกล่าวถึงชนชั้นเจ้าที่ดิน หรือชนชั้นนายทุน เป็นต้น

ในด้านหนึ่ง ภาพเช่นนี้ดูจะไม่เป็นสังคมไทยเท่าใดนัก เพราะตัวแบบที่นำมาเป็น “กรอบความคิด” ให้แก่พวกเราในการมองปัญหา เป็นเหตุการณ์ในสังคมจีนเสียมากกว่า ที่กล่าวเช่นนี้ มิใช่กล่าวเพื่อปกป้องว่า สังคมไทยไม่มีการเอารัดเอาเปรียบทางชนชั้น หากแต่เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า ฝ่ายซ้ายไทยตกอยู่ใน “กระแสจีน” และถือเอาทิศทางของจีน เป็นเข็มมุ่งหลัก

การรับเอาชุดความคิดทางการเมืองแบบจีนเข้ามาเป็นทิศทางหลักเช่นนี้ จึงมิได้หมายความว่า พวกเราได้กลายเป็นคอมมิวนิสต์ หรือมีนัยเป็น “สมาชิกพรรค” ไปแล้ว หากแต่การตอบรับความคิดทางการเมือง บ่งบอกถึงความชื่นชอบในทางอุดมการณ์ เพราะอย่างน้อยเราอยากเห็นความเท่าเทียม และยุติการเอาเปรียบ เป็นต้น

ฉะนั้น หากจะกล่าว ก็คงต้องยอมรับว่า ขบวนการนิสิตนักศึกษาเป็น “พวกเอียงซ้าย” (Left-leaning) ที่มีนัยถึงการ “เอียงไปทางสังคมนิยม” ในมิติทางอุดมการณ์ และอยากเห็นสังคมดีขึ้นสำหรับคนชั้นล่าง ซึ่งทัศนะเช่นนี้ นำพากิจกรรมนักศึกษาไปสู่ความเป็น “3 ประสาน” (นักศึกษา-ชาวนา-กรรมกร) และทั้งยังยกระดับงานไปสู่ “การต่อต้านจักรวรรดินิยมอเมริกา” ในอีกส่วน ซึ่งกิจกรรมเช่นนี้ถูกมองว่าเป็น “ภัยคุกคาม” จากกลุ่มการเมืองปีกขวาอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กิจกรรมในลักษณะดังกล่าวหลังจากการแตกของอินโดจีนแล้ว จึงถูกมองด้วย “แว่นความมั่นคง” แบบเข้มข้น เพราะอินโดจีนแตกแล้ว ไทยจะต้องไม่แตกตาม ทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่า โดมิโนต้องถูกหยุดให้ได้ที่กรุงเทพฯ

ดังนั้น จึงถึงเวลาแล้วที่กิจกรรมของนักศึกษาจะต้องหยุดแล้ว ก่อนที่ไทยจะเป็น “โดมิโนตัวที่ 4” มิฉะนั้น จะทำให้เกิดการอพยพครั้งใหญ่ของคนไทยออกจากประเทศไม่ต่างจากภาพของพี่น้องจากเวียดนาม ลาว และกัมพูชา เพราะผลจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองเกิดในบ้านตัวเอง

ในที่สุด สถานการณ์ทางการเมืองหลังเมษายน 2518 ก็พัฒนายกระดับมาอย่างต่อเนื่อง จนเสมือนการรอเวลาของการตัดสินใจสุดท้าย … แล้วจุดสุดท้ายก็เกิดขึ้นอย่างไม่คาดคิดในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 !



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

50 ปี 6 ตุลา | ไทยหลังไซง่อนแตก ! | สุรชาติ บำรุงสุข
6 เดือน อเมริกายิงจรวดถล่ม เด็กนักเรียนประถมอิหร่านตาย 168 คน ยังไร้ความรับผิดชอบใดๆ
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (21)
มหากาพย์ ‘ทางด่วนพระราม 2’ สร้างแล้วสร้างอีก จบจริงหรือยัง?
กรรณิการ์ ปู่จินะ สมาพันธ์คนไร้บ้านฯ ย้อนฉากจำขึ้นใจ จัดระเบียบวันนี้ ‘เหมือนย้อนยุค 20 ปี’
‘ปิยบุตร’ วิเคราะห์การเมืองไทย จาก ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ สู่ ‘รัฐอำนาจนิยมแบบถาวร’
ศึกเมืองนนท์ เดิมพันมากกว่าเก้าอี้นายก อบจ. ‘ผึ้งหลวง’ ต้องพิสูจน์ว่ามรดกเดิมยังอยู่ ‘สีส้ม’ ต้องพิสูจน์คะแนนพรรคเป็นคะแนนคน
พันธมิตรชนชั้นนำ กับการเมืองที่ ‘ไร้ยางอาย’
ความอ่อนไหว ในแผงแกร่ง ตท.26 หลัง ‘บิ๊กปู’ เซอร์ไพรส์ กว่า ‘บิ๊กใหญ่’ จะ ‘ไฟนอล’ ‘บิ๊กกอล์ฟ’ ในอ้อมอก ตท.26 ทัพ 1 ซีรีส์ 3 เริ่ม ทัพฟ้า ชัด ‘เสธ.แจ๊ค’ จ่อ
E-DUANG | จับตา เลือกตั้ง นนทบุรี และ บอร์ด ประกันสังคม
ภูเขาสถิตของผีบรรพชน (1) : ผีด้ำบรรพชนไทอาหม สถิตอยู่ที่ดอยผี คือเนินดินของผีด้ำ
เมื่อสามีอุด ชู้จึงงัด : สงครามจุกอุดแห่งวิวัฒนาการ