แนวคิดแบบจารีตนิยมและอนุรักษนิยม แก้ปัญหาสังคมได้น้อย หรือไม่ได้ ซึ่งเห็นต่อหน้ามากมาย และเป็นปัญหาอย่างเดียวกันนับร้อยนับพันปีมาแล้ว แต่ปริมาณและรายละเอียดต่างกัน
โดยเฉพาะเรื่องศาสนาพุทธในสังคมไทยที่เป็น “ศาสนาไทย” (คือไม่แหมือนพุทธในพระไตรปิฎก) การแก้ไขปัญหามักวนเวียนที่เดิมด้วยการรำพึงรำพันอย่างเดิม เพราะไม่ต้องการแตะต้องโครงสร้างเดิมที่สนองการเมืองการปกครองผดุงอำนาจชนชั้นนำ ด้วยความเชื่อเรื่อง “ผู้มีบุญ” ในเถรวาทแบบลังกาที่ปรุงตามแนวคิดลุ่มน้ำเจ้าพระยา
แต่ล่าสุดอ่านแนวคิดของ อ. สุรพศ ทวีศักดิ์ (ในมติชนรายวัน) ทำให้ “ตาสว่าง” เรื่องแยกศาสนาจากรัฐ จึงขอคัดมาแบ่งปันอีก ดังนี้
นายสุรพศ ทวีศักดิ์
นักวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา
ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันไม่ควรมองว่าเป็นเพียงเรื่องความประพฤติส่วนบุคคลของพระสงฆ์บางรูปเท่านั้น แต่เป็นผลลัพธ์โดยตรงจากความล้มเหลวของโครงสร้างการปกครองสงฆ์ ระบบสมณศักดิ์ และวัฒนธรรมการทำบุญของสังคมไทยที่คลาดเคลื่อนไปจากแก่นแท้ของพระพุทธศาสนา สามารถจำแนกต้นเหตุของวิกฤตพุทธศาสนาในไทยออกเป็น 3 มิติหลัก
1. พฤติกรรมส่วนบุคคล เมื่อศาสนาตกเป็นเครื่องมือแสวงหาผลประโยชน์ ปัญหาเบื้องต้นที่เห็นได้ชัดที่สุด คือ การที่พระสงฆ์บางกลุ่มใช้การบวชเป็นเครื่องมือบังหน้า เพื่อแสวงหายศ ศักดิ์ อำนาจ และผลประโยชน์ทางทรัพย์สินเงินทอง พระผู้ใหญ่หลายรูปมีบัญชีเงินฝากส่วนตัวสะสมสูงถึงระดับร้อยล้านบาท เกิดพฤติกรรมซุกซ่อนสีกา และการทุจริตทรัพย์สินของวัด พฤติกรรมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า ผู้บวชไม่ได้เข้ามาเพื่อศึกษาพระธรรมและขัดเกลาตนเองตามหลักพุทธศาสนา แต่กลับใช้สถานะภิกษุเป็นช่องทางแสวงหาทรัพย์สินในคราบผ้าเหลือง
2. โครงสร้างศาสนจักรของรัฐและระบบศักดินาพระ สาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดพระสงฆ์ที่มีพฤติกรรมเช่นนี้เรื่อยๆ คือ ระบบการปกครองสงฆ์ที่ไม่แยกออกจากรัฐ ศาสนาพุทธในไทยมีลักษณะเป็นศาสนจักรของรัฐ ที่เต็มไปด้วยระบบสมณศักดิ์ และเงินนิตยภัต (เงินอุดหนุนพระสงฆ์จากงบประมาณแผ่นดิน) ที่ส่งเสริมให้พระสงฆ์มุ่งหาตำแหน่งและชื่อเสียง มากกว่าการปฏิบัติตามพระธรรมวินัย นอกจากนี้ ยังขาดกลไกและประสิทธิภาพในการตรวจสอบหรือควบคุมกำกับดูแลพระสงฆ์อย่างแท้จริง และ
3. วัฒนธรรมบุญ พุทธพาณิชย์และการขาดความโปร่งใสทางการเงิน พุทธศาสนิกชนจำนวนมาก เน้นการทำบุญด้วย “เงิน” เพื่อหวังผลตอบแทนทางโชคลาภ ความรวย และความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เกิดเป็นค่านิยมพุทธพาณิชย์และการสร้างวัตถุมงคล สังคมมักอนุโมทนาสาธุเมื่อเห็นยอดเงินบริจาคกองโตไหลเข้าวัด แต่กลับไม่มีระบบตรวจสอบเงินเหล่านั้น ไม่มีการทำบัญชีรายรับ-รายจ่ายที่โปร่งใส เปิดเผย และตรวจสอบได้เหมือนกับองค์กรเอกชนหรือบริษัทห้างร้านต่างๆ
ทั้งนี้ ข้อเสนอแนะจากการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า สู่การปฏิรูปเชิงโครงสร้าง
1. มาตรการเฉพาะหน้า เปลี่ยนข่าวฉาวให้เป็นโอกาสกวาดบ้าน ชาวพุทธและสื่อมวลชนต้องช่วยกันตรวจสอบ สังคมไม่ควรตกใจหรือสิ้นหวังกับข่าวฉาวในวงการสงฆ์ แต่ควรมองว่าการเปิดโปงคดีต่างๆ เป็นเรื่องดีในการจับโจรในคราบผ้าเหลืองออกจากพระพุทธศาสนา รวมถึงการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง เจ้าหน้าที่ตำรวจและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบังคับใช้กฎหมายกับพระสงฆ์ที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาด โดยไม่ปล่อยให้ใช้สถานะทางศาสนาเป็นเกราะป้องกัน
2. มาตรการระยะยาว การปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างแท้จริง แยกศาสนาออกจากรัฐให้องค์กรศาสนาพุทธบริหารจัดการตนเองในรูปแบบเอกชน รัฐไม่เข้าไปโอบอุ้มหรือให้อำนาจพิเศษแก่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งและยกเลิกระบบสมณศักดิ์ ถอนระบบยศพระออก เพื่อลดการแข่งขันหาอำนาจ และคืนความเรียบง่ายตามหลักพระธรรมวินัย และ
3. สร้างระบบบัญชีและภาษีที่ตรวจสอบได้ กำหนดให้วัดและพระสงฆ์ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินและรายได้ต่อสาธารณะ และมีการจัดเก็บภาษีอย่างถูกต้อง
วิกฤตพุทธศาสนาในประเทศไทยวันนี้ เดินทางมาถึงจุดที่ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการขอร้องเรื่องจริยธรรม หรือการลงโทษพระสงฆ์เป็นรายบุคคลอีกต่อไป การถอดบทเรียนจากเหตุการณ์ซ้ำซากนำไปสู่คำตอบเดียว คือ การผ่าตัดโครงสร้างครั้งใหญ่ ด้วยการแยกศาสนาออกจากรัฐ การยกเลิกระบบยศศักดิ์ และการสร้างระบบบริหารจัดการการเงินที่โปร่งใส เพื่อคืนพระพุทธศาสนาให้เป็นเรื่องของการขัดเกลาจิตใจและการปฏิบัติธรรมอย่างแท้จริง
หมายเหตุ : จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจบุกจับกุมอดีตหลวงพ่อโชติ หรือพระ วชิรญาณ วิ. (อติโชติ ธมฺมวโร) อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จ. พระนครศรีอยุธยา และสีกาเอ๋ สีกาคนสนิท ซึ่งกระทำความผิดทั้งการเสพเมถุน และยักยอกเงินทำบุญไปเป็นทรัพย์สินส่วนตัว โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดเงินและทรัพย์สินทั้งคู่ได้รวมมูลค่ากว่า 720 ล้านบาท นับเป็นคดีสะเทือนใจชาวพุทธและคนไทยทั้งประเทศ โดยนักวิชาการด้านศาสนา และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา มีความเห็นต่อคดีที่เกิดขึ้นถึงสาเหตุ แนวทางป้องกัน แก้ปัญหา และปกป้องพระพุทธศาสนา
(ที่มา : มติชน (ตจว.) ฉบับวันอังคารที่ 15 กันยายน 2569 หน้า 2)
