bg-single

ข้อเสนอถึงรัฐบาลไทย! ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมา

04.04.2024

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

 

ข้อเสนอถึงรัฐบาลไทย!

ปัญหาสงครามกลางเมืองเมียนมา

 

“การต่อสู้ทางการเมืองในแต่ละประเทศมีผลกระทบต่อทุกสิ่งทุกอย่างในการยุติสงคราม”

Fred Charles Ikle

Every War Must End (1971)

 

สถานการณ์สงครามกลางเมืองในเมียนมาดูจะทวีความรุนแรงมากขึ้นมาเป็นลำดับ โดยเฉพาะนับจากการรุกใหญ่ของฝ่ายต่อต้านรัฐบาลในวันที่ 27 ตุลาคม 2566 (ยุทธการ 1027)

และยิ่งจากหลังปีใหม่แล้ว ฐานที่ตั้งของกองทัพฝ่ายรัฐบาลทหารถูกตีแตกหลายจุด พร้อมกันนี้หลายเมืองที่เคยอยู่ในความควบคุมของฝ่ายรัฐบาลก็ตกอยู่ในมือของฝ่ายต่อต้านฯ ประกอบกับฝ่ายต่อต้านก็เปิดการรุกทางทหารอย่างต่อเนื่อง จนเห็นถึงการถดถอยทางทหารของฝ่ายรัฐบาล จนเป็นเสมือนกับการล้มลงของ “เมียนมาโดมิโน”

แต่สถานการณ์สงครามเป็นสิ่งที่คาดเดาได้ยากเสมอ และไม่ชัดเจนว่าอาการ “เมียนมาโดมิโน” จะเดินไปถึงจุดสุดท้ายในรูปแบบใดหรือในเวลาใด แต่สิ่งที่อาจคาดคะเนได้อย่างแน่นอนเมื่อฤดูร้อนได้มาถึงอย่างเป็นทางการแล้ว เงื่อนไขของความแห้งแล้งของอากาศจะมีความเหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับเปิดการรบใหญ่ ดังนั้น จึงเป็นไปได้อย่างมากว่า สงครามพร้อมที่จะยกระดับขึ้นในช่วงข้างหน้า

ในสภาวะของ “เมียนมาโดมิโน” เช่นที่กำลังเกิดขึ้นดังที่ปรากฏเป็นข่าวนั้น สิ่งที่เกิดตามมาคือ การประกาศระดมพลด้วยการออกกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่

การประกาศเช่นนี้ย่อมถูกตีความได้ว่า เป็นสัญญาณถึงความขาดแคลนกำลังพลในกองทัพ แต่ในทางกลับกัน การทำเช่นนี้จะเป็นปัจจัยที่ทำให้คนหนุ่มสาวพยายามที่จะหนีออกจากพม่ามายังประเทศไทยมากขึ้นด้วย

(ปัญหานี้อาจเทียบเคียงได้กับการประกาศการระดมพลของผู้นำรัสเซียในสงครามยูเครน ที่ทำให้คนหนุ่มสาวที่มีคุณภาพจำนวนมากตัดสินใจออกจากประเทศ)

 

ข้อพิจารณาถึงรัฐบาลไทย

ในภาวะเช่นนี้ หลายฝ่ายอยากเห็น “บทบาทเชิงบวก” ของรัฐบาลไทย ที่จะเข้ามาเป็นผู้ที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์สงครามให้ทุเลาลง หรือดีที่สุดในเชิงอุดมคติคือ ไทยจะช่วยผลักดันให้สงครามไปสู่จุดสุดท้าย ซึ่งในการดำเนินการเช่นนี้ มีประเด็นต่างๆ ที่อาจต้องนำมาเป็นข้อพิจารณาสำหรับรัฐบาลกรุงเทพฯ ดังนี้

1) รัฐบาลต้องยอมรับเป็นหลักการในเบื้องต้นว่า วิกฤตสงครามกลางเมืองเมียนครั้งนี้มามีผลกระทบใหญ่ต่อประเทศไทย ถ้าไม่ยอมรับหลักการนี้แล้ว ประเด็นที่เหลือทั้งหมดจะไม่มีนัยที่ต้องพิจารณา เพราะหากรัฐบาลยังเชื่อในแบบเดิมว่า สงครามกลางเมืองเมียนมาเป็นเรื่องปกติ และไทย “ไม่ควรตระหนก” กับปัญหา และอีกไม่นานปัญหาก็จะสงบไปเช่นสงครามในอดีต

2) ที่ตั้งทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทย ทำให้ไทยหลีกเลี่ยงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นไม่ได้ ดังนั้น ไทยควรต้องเข้าไปมีบทบาท “เชิงบวกอย่างสร้างสรรค์” ในการแก้ไขปัญหา เพื่อเสริมสร้าง “เกียรติภูมิงานการทูตไทย” ที่ตกต่ำมานาน และจะเป็นโอกาสของการสร้าง “ภาพลักษณ์ใหม่” ของนโยบายต่างประเทศของรัฐบาลพลเรือนไทยที่มาจากการเลือกตั้ง อย่างน้อยการสร้างนโยบายที่มีทิศทางเชิงบวก โดยไม่สนับสนุนรัฐบาลรัฐประหารอย่างชัดเจน จะเป็นปัจจัยที่ทำให้ไทยไม่ต้องตกเป็น “จำเลยร่วม” กับรัฐบาลทหารเมียนมาเช่นใน 3 ปีที่ผ่านมา

เพราะต้องยอมรับความจริงว่า หลังจากรัฐประหาร 1 กุมภาพันธ์ 2564 แล้ว รัฐบาลไทยกลายเป็น “หลังพิง” ที่สำคัญให้แก่รัฐบาลทหาร

3) รัฐบาลไทยควรใช้โอกาสนี้สร้างบทบาทเชิงบวกจากวิกฤตเมียนมา ด้วยการทำหน้าที่เป็น “peace broker” เพื่อเปิด “เวทีสันติภาพเมียนมา” (Myanmar Peace Forum) ที่กรุงเทพฯ และการสร้างเวทีสันติภาพนี้ต้องการความชัดเจนด้วยการกำหนดทิศทาง “ยุทธศาสตร์ไทย” ต่อการแก้ปัญหาเมียนมา

4) การดำเนินการเช่นนี้ รัฐบาลไทยจะต้องดำเนิน “การทูต 3 ขา” ที่ชักชวน 3 ตัวแสดงหลักในสงครามนี้คือ SAC (รัฐบาลทหารเมียนมา) NUG (รัฐบาลประชาธิปไตยพลัดถิ่น) EAOs (องค์กรติดอาวุธของชนกลุ่มน้อย) ให้เข้าสู่กระบวนการพูดคุยสันติภาพ เช่นที่ไทยเคยทำสำเร็จมาแล้วในกรณีเขมร 3 ฝ่ายในอดีต มิใช่การเริ่มต้นตั้งข้อกำหนดว่าการกระทำเช่นนั้นคือการแทรกแซงกิจการภายในของเพื่อนบ้าน แต่ต้องคิดว่าวันนี้เพื่อนบ้านมี “วิกฤตใหญ่” และจำเป็นต้องเข้าช่วยเหลือ เพื่อลดผลกระทบต่อไทย

5) รัฐบาลไทยควรเปิดการติดต่อกับทุกฝ่าย มากกว่าจะยึดโยงอยู่กับรัฐบาลทหารเท่านั้น หรือเชื่อแบบเดิมว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น รัฐบาลทหารจะดำรงอยู่ตลอดไป หรือเชื่อในแบบที่หลายประเทศที่มองเหตุการณ์ “อาหรับสปริง” ในอียิปต์ก่อนการล้มลงของรัฐบาลทหารว่า เป็น “รัฐบาลอำนาจนิยมที่คงทนถาวร” จนละเลยต่อการประเมินถึง “พลวัต” ทางการเมือง ที่คนในสังคมจำนวนมากในสังคมไม่ตอบรับรัฐบาลทหาร

 

6) ไทยต้องเลิกความเชื่อเก่าของกระทรวงการต่างประเทศ ที่ทำให้เกิดชุดความคิดแบบ “ดอน-พรพิมล/ปานปรีดิ์-สีหศักดิ์” ว่า ไทยเป็นกลาง และความเป็นกลางเช่นนี้คือ การสนับสนุนรัฐบาลทหาร และไม่ยอมเปิดการติดต่อกับกลุ่มอื่นๆ เท่าที่ควร และเชื่อว่าการไม่ยึดติดกับรัฐบาลทหารคือ การละเมิดความเป็นกลาง

7) รัฐบาลไทยต้องลด “การทูตทหาร” ลง เช่น ยุติการเยือนพม่าในระดับของ ผบ.เหล่าทัพ เพราะทำให้เกิดความหวาดระแวงทางการทูตจากฝ่ายอื่นๆ และการเยือนเช่นนี้ไม่เป็นผลบวกต่องานการทูตไทย แต่ถ้าจะมีอยู่ อาจคงไว้ในระดับที่ไม่เกินเจ้ากรมฝ่ายอำนวยการ แต่ต้องเป็นการติดต่อในเรื่องปกติเพื่อไม่ให้ถูกใช้ในการสร้างภาพ เพราะรัฐบาลทหารเมียนมาต้องการภาพการเยือนของผู้นำทหารไทย เพื่อใช้ในการโฆษณาชวนเชื่อ และใช้ “บลั๊ฟฟ์” ฝ่ายต่อต้านว่า กองทัพไทยเลือกอยู่กับฝ่ายรัฐประหารเท่านั้น

8) ในการสร้างเวทีสันติภาพเมียนมา รัฐบาลไทยต้องดึงรัฐอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 6 ประเทศหลักให้ร่วมรับรู้ และเป็นผู้ค้ำประกันสันติภาพที่จะเกิดในอนาคต คือสหรัฐ จีน สหภาพยุโรป (อียู) ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย และอินเดีย และหากสันติภาพเกิดเป็นจริงได้ รัฐมหาอำนาจเหล่านี้อาจต้องเข้ามาเป็น “ผู้ค้ำประกันสันติภาพ” ด้วย

9) รัฐบาลไทยต้องยอมรับเฉพาะหน้าว่าจีนและอินเดียเป็นผู้มีส่วนร่วมที่สำคัญ และอาจต้องมีการพูดคุยติดต่อสื่อสารกับ 2 ประเทศดังกล่าวมากขึ้น เพื่อผลักดันให้เกิดสันติภาพ หรืออย่างน้อยเพื่อให้เกิดการคลี่คลายของสถานการณ์สงคราม

10) การดำเนินการเช่นนี้ควรต้องอยู่ในกรอบของอาเซียน เพื่อผลักดัน “ฉันทามติ 5 ข้อ” และไทยควรใช้เวทีอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหา รวมทั้งสนับสนุนบทบาทของลาวในฐานะประธานอาเซียนในการแก้ปัญหานี้ด้วย

อีกทั้งไทยต้องตระหนักเสมอว่าไทยต้องเดินไปกับอาเซียน และอาเซียนอาจต้องเป็น “ผู้ค้ำประกันสันติภาพ” ในฐานะองค์กรในภูมิภาค และต้องไม่ยึดติดกับ “หลักของการไม่แทรกแซงกิจการภายใน” เพราะอาเซียนควรมีบทบาทในการแก้ไข “วิกฤตการเมือง” ของชาติสมาชิกด้วย

 

11) ไทยและอาเซียนควรผลักดันปัญหาวิกฤตการณ์เมียนมาให้เข้าสู่วาระของสหประชาชาติ เพื่อให้สหประชาชาติเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา แม้หลายฝ่ายจะรู้สึกว่าสหประชาชาติติดกับดักอยู่กับสงครามใหญ่ของโลกปัจจุบันคือ สงครามยูเครน และสงครามกาซา

12) การให้ความช่วยเหลือด้วยการจัดตั้ง “สถานีมนุษยธรรม” เป็นความจำเป็น แต่ต้องไม่ใช่การใช้ช่องทางนี้เพื่อช่วยเหลือรัฐบาลทหารเมียนมา การทำเช่นนั้นจะทำให้ไทยตกเป็น “จำเลยร่วม” กับรัฐบาลทหารไปด้วย

13) รัฐบาลไทยควรต้องตระหนักว่าในการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมนี้ โดยหลักการสากลแล้ว จะไม่มอบให้เป็นภารกิจของฝ่ายทหาร แต่จะดำเนินการโดยฝ่ายพลเรือน เพื่อหลีกเลี่ยงความละเอียดอ่อนของปัญหาทางการเมืองในพื้นที่ความขัดแย้ง แต่ทหารจะเป็นผู้ให้ความคุ้มครองเพื่อให้ภารกิจนี้สำเร็จ

14) หากสถานการณ์สงครามทวีความรุนแรงมากขึ้น และสำทับด้วยผลจากการออกกฎหมายเกณฑ์ทหารใหม่ รัฐบาลไทยควรต้องเตรียมรับการเป็น “โปแลนด์แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” เช่นที่โปแลนด์เป็นประเทศหน้าด่านของการรับผู้อพยพภัยจากสงครามยูเครน

15) ผลของการถดถอยของกองทัพเมียนมาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง กำลังทำให้เกิดสภาวะ “เมียนมาโดมิโน” ที่เกิดการพ่ายแพ้ทางทหารติดต่อกัน ซึ่งยังคาดเดาไม่ได้ว่า ภาวะนี้จะนำไปสู่จุดจบของระบอบทหารหรือไม่ แต่สงครามนับจากนี้ไปจะรุนแรงมากขึ้นภายใต้เงื่อนไขของอากาศคือ “สงครามฤดูแล้ง”

16) การรบใหญ่จะเกิดในฤดูแล้งนี้ ดังนั้น “Dry-season Offensive” ที่กำลังจะเกิดจะเป็นจุดพลิกผันที่สำคัญต่ออนาคตของฝ่ายต่างๆ และหากสงครามขยายตัวย่อมจะกระทบกับแนวชายแดนไทย

17) เพื่อให้การดำเนินการของไทยมีเอกภาพ และไม่เกิดการแย่งชิงเอาหน้าของหน่วยราชการไทย รัฐบาลควรจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานไทย-เมียนมา” (The Thai-Myanmar Coordination Center) เพื่อควบคุมทิศทางและนโยบายของฝ่ายไทยเอง โดยเฉพาะจัดการการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม ที่ไม่จำเป็นต้องควบคุมและ/หรือดำเนินการโดยทหารไทย

เพราะทำให้เกิดความหวาดระแวงจากปัญหาความใกล้ชิดของทหาร 2 ประเทศว่า ความช่วยเหลือนี้จะถูกส่งมอบให้แก่กลุ่มนิยมรัฐบาลทหารเท่านั้น

 

18) ผู้นำทหารควรต้องตระหนักว่า กองทัพไม่มีสิทธิ์ที่จะดำเนินนโยบายเมียนมาอย่างเป็นอิสระ กองทัพเป็นเพียงเครื่องมือหนึ่งในนโยบายของรัฐ และไม่ใช่รัฐ เว้นแต่ปัญหานี้เกิดจากความอ่อนแอ และความไม่เข้าใจของรัฐมนตรีกลาโหม และผู้นำรัฐบาลในปัจจุบัน

19) ปัญหาทับซ้อนที่สำคัญในสงครามเมียนมาคือ แก๊งอาชญากรจีน หรือกลุ่ม “จีนเทา” รัฐบาลไทยควรต้องผลักดันให้เวทีสันติภาพมีวาระดังกล่าวนี้ เพื่อเป็นช่องทางของการแก้ปัญหา มิเช่นนั้นในอนาคต ไทยจะเผชิญพื้นที่อาชญากรรมขนาดใหญ่อยู่ติดแนวชายแดนไทยจากแม่สอดถึงแม่ฮ่องสอน

20) ไทยและอาเซียนต้องร่วมกันผลักดันให้จีนแก้ “ปัญหาจีนเทา” อย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้อาชญากรจีนใช้ภูมิภาคนี้ เป็นฐานของการก่ออาชญากรรมในระดับโลก มิใช่การปราบปรามเฉพาะกลุ่มจีนเทาที่ตอบรับต่อนโยบายของจีน

21) การทำเวทีสันติภาพไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความขัดแย้งและผลประโยชน์ของคู่ขัดแย้งที่แตกต่างกัน และยังมีผลประโยชน์ของรัฐภายนอกที่เกี่ยวข้องอีกด้วย การจัดตั้ง “ทีมพม่า” เพื่อช่วยรัฐบาลในการกำหนดยุทธศาสตร์และนโยบายต่อปัญหาเมียนมา จึงเป็นเรื่องที่จำเป็นในการเตรียมรับสถานการณ์ข้างหน้า

22) รัฐบาลไทยต้องยอมรับว่าการจัดทำเวทีสันติภาพอาจต้องใช้ระยะเวลา และเมียนมามีปัญหาภายในที่ยุ่งยากหลายเรื่องทับซ้อนกัน แต่การเริ่มต้นทำ “ความริเริ่มกรุงเทพฯ” (The Bangkok Initiative) อาจจะเป็นจุดตั้งต้นของการดึงทุกฝ่ายเพื่อนำไปสู่การสร้าง “เวทีสันติภาพเมียนมา” ให้เกิดเป็นจริงได้

23) ในวันนี้ “ระบอบทหารที่คงทนถาวร” กำลังถูกท้าทายด้วย “พลวัตสงคราม” อย่างไม่เคยเป็นมาก่อน

ดังนั้น จึงน่าจะถึงเวลาแล้วที่รัฐบาลกรุงเทพฯ จะต้อง “คิดใหม่” ในปัญหาเมียนมาอย่างจริงจัง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ