
รายงานพิเศษ | อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์
ทางแพร่งนิรโทษกรรมประชาชน
: ความยุติธรรม (ไม่) เปลี่ยนผ่าน
ตลอด 10 ปีของการรัฐประหาร 2557 และครบ 1 ปีของรัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน ประชาชนปีกประชาธิปไตยยังคงเผชิญการถูกดำเนินคดีทางการเมืองเป็นจำนวนมาก
และยังคงมีอีกหลายคน ถูกคุมขังระหว่างพิจารณาคดีทั้งที่ยังไม่ถูกตัดสินถึงที่สุดว่ามีความผิดในข้อหามาตรา 112 ซึ่งล้วนมาจากรัฐที่ใช้อำนาจกดปราบผู้เห็นต่างที่เรียกร้องการปฏิรูปโครงสร้างการเมืองทั้งระบบในช่วงรัฐบาลสืบทอดอำนาจของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา
การเรียกร้องรัฐและสังคมคืนความยุติธรรมให้ผู้เห็นต่าง ยังคงมีการขับเคลื่อนต่อ อย่างความพยายามผลักดันให้ร่าง พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน ในฝั่งภาคประชาชนที่ให้รวมคดีมาตรา 112 ด้วย
แต่จนถึงตอนนี้ ยังไม่มีข้อสรุปในทางฝ่ายการเมือง โดยเฉพาะมีท่าทีจากนักการเมืองขวาสุดโต่ง ไม่ต้องการให้ผู้ต้องหาคดีมาตรา 112 ได้รับนิรโทษกรรม เพราะถือเป็นศัตรูหรือภัยคุกคามต่อสถาบันหลักของชาติ
ภาวะแตกขั้วที่อึมครึมรอวันปะทุอีกเช่นนี้ โอกาสคืนความยุติธรรมให้กับประชาชนและผู้สูญเสีย เอาผิดผู้มีอำนาจปราบปรามผู้เห็นต่าง และสมานรอยแยกของสังคมไทยจะสำเร็จหรือไม่

วงเสวนา “ความหวังหลังความเจ็บปวด : วังวนความรุนแรงทางการเมือง ผ่านเรื่องเล่าจากผู้ได้รับผลกระทบ” โดยมูลนิธิผสานวัฒนธรรม ร่วมกับ Asia Justice and Rights เมื่อวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ได้นำตัวแทนผู้เห็นต่างและฝ่ายการเมือง มาแลกเปลี่ยนสถานการณ์ของแต่ละฝ่ายที่กำลังเผชิญ เพื่อทำให้เห็นว่า พ.ร.บ.นิรโทษกรรมประชาชน จะบรรลุผลหรือต้องฝันสลาย
น.ส.สิตานัน สัตย์ศักดิ์สิทธิ์ พี่สาวของวันเฉลิม ซึ่งถูกอุ้มหายในกัมพูชาเมื่อปี 2563 ตัดพ้อถึงการถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวจากเจ้าหน้าที่ตำรวจกว่า 30 นาย โดยเกิดขึ้นขณะที่ น.ส.สิตานันพยายามยื่นหนังสือทวงถามความคืบหน้าคดีอุ้มหายถึงสมเด็จฯ ฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชา ระหว่างเดินทางพบนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่บ้านจันทร์ส่องหล้า แต่สิตานันซึ่งเดินทางมาตัวคนเดียว ถูกตำรวจขวางและล้อมไม่ให้ไปไหนหลายชั่วโมง พล.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร.ในเวลานั้นก่อนถูกปลด ได้เข้าไปคุย สิตานันถามว่าจับข้อหาอะไร นายตำรวจตอบว่าไม่มีการจับแต่ไม่ให้ออกไปไหน สิตานันถามทำไม พล.อ.สุรเชษฐ์ตอบทำนองว่า สิตานันเป็นภัยต่อความมั่นคง
พี่สาววันเฉลิมกล่าวอีกว่า ตลอด 4 ปีที่ตามคดีน้องชายถูกอุ้มหาย ได้ยื่นหนังสือต่อหน่วยงานยุติธรรมของไทยหลายแห่ง แต่กลับไม่ได้คำตอบใดๆ ให้รู้สึกว่ามีความหวัง
ด้านนายนภสินธุ์ ตรียาภิวัฒน์ หรือ “สายน้ำ” นักกิจกรรมกลุ่มทะลุวังที่ถูกดำเนินคดีการเมืองหลายข้อหา รวมถึงมาตรา 112 กล่าวว่า ตัวเองโดนอะไรหลายอย่างยกเว้นเพียงเข้าเรือนจำ ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่ตัวเองวิตกกังวล
แต่การเสียชีวิตระหว่างคุมขังของ “เนติพร เสน่ห์สังคม” หรือ “บุ้ง” ด้วยนิสัยเห็นใจคนอื่น ตัวเองกังวลเรื่องนี้ที่สุด
ขณะที่ พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า ความเปลี่ยนแปลงในรอบ 10 ปีของการละเมิดสิทธิมนุษยชน มีความเปลี่ยนแปลงที่ยังไม่เปลี่ยน นั้นคือ การใช้กฎหมายเพื่อกดปราบประชาชนที่ใช้สิทธิเสรีภาพ ผู้กระทำและผู้ถูกกระทำยังคงเป็นคนเดิม
แต่ที่กล่าวว่ามีความเปลี่ยนแปลงคือ ในช่วง 5 ปีแรกของรัฐบาลเผด็จการทหาร คสช. ใช้กลไกนอกระบบอย่างดิบเถื่อน ทั้งกฎอัยการศึก มาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 ที่ให้อำนาจล้นพ้น และศาลทหาร นักการเมืองถูกนำตัวเข้าค่ายจริง แต่กลุ่มที่ถูกจับกุมขึ้นศาลทหาร ส่งเข้าเรือนจำคือประชาชนที่ออกมาต่อต้านรัฐประหาร
ช่วงที่ 2 คือ ปลายปี 2561-2563 ภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 ที่เกิดจากประชามติแบบมัดมือชกปิดปากประชาชนที่ไม่รับร่าง เหมือนจะดีขึ้นแต่ไม่เลย มีการเปลี่ยนนโยบายบังคับใช้มาตรา 112 ชั่วคราว แต่ไปใช้มาตรา 116 มาตรา 14 พ.ร.บ.คอมพ์ ใช้กำลังบีบบังคับให้เผยข้อมูลในคอมพิวเตอร์ ยังมีการใช้อำนาจข่มเหงประชาชน หลักฐานการกระทำลุแก่อำนาจ ต่อให้ไม่มีมาตรา 44 หรือคำสั่ง คสช. แต่กลไกยุติธรรมใช้อำนาจล้นเกิน
และพฤศจิกายน 2563 คือเครื่องยืนยันว่า พล.อ.ประยุทธ์ใช้ทุกข้อกฎหมายปราบปรามประชาชนจนมีจำนวนคดีพุ่งเป็นประวัติการณ์ในปี 2564
“แม้สัดส่วนคดีผู้ต้องหามาตรา 112 จำนวน 300 คดี อาจไม่มากเมื่อเทียบกับคดีการเมืองอื่นๆ เช่น ผิด พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่คนที่ติดคุกอยู่จริงๆ คือ มาตรา 112 ถามว่าเปลี่ยนไปไหม ก็ตอบว่ารูปแบบรัฐในการจำกัดเสรีภาพประชาชน พยายามเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา แม้กลับมาใช้เครื่องมือกฎหมายตามปกติ แต่พอเป็นคดีการเมือง กลับใช้แบบเลือกปฏิบัติ ซึ่งบุ้งออกมาเรียกร้องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมจนต้องเสียชีวิต
ถามว่าใครต้องรับผิดชอบ อาจมองได้ว่าเป็นราชทัณฑ์ จริงส่วนหนึ่งเพราะเป็นผู้ควบคุมตัวบุ้ง แต่อีกคนที่ต้องรับผิดชอบคือศาลที่ไม่ให้ประกันตัว ทั้งที่คดีบุ้งยังไม่มีคำพิพากษาศาลชั้นต้น ถ้าบุ้งได้สิทธิประกันตัว คงไม่ต้องเสียชีวิต” ทนายความสิทธิมนุษยชนกล่าว
พูนสุขกล่าวอีกว่า พอมีรัฐบาลใหม่ที่มีความเป็นพลเรือน ไม่มีทหารเป็นนายกฯ หรือรองนายกฯ สถานการณ์ในปลายปี 2566 จำนวนผู้ต้องหาทางการเมืองมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น แม้รัฐบาลจะบอกว่าเป็นเรื่องของศาล รัฐบาลทำอะไรไม่ได้ แต่ย้อนดูในช่วง 10 ปี รัฐบาลทำอะไรไม่ได้จริงหรือ
หากมองในแง่ความยุติธรรมเปลี่ยนผ่าน การค้นหาความจริง การนำตัวผู้ทำผิดลงโทษ การเยียวยา หรือการปฏิรูปสถาบันตุลาการ เกิดขึ้นเพียงเศษเสี้ยว อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ กล่าวก่อนหน้าว่า การเปลี่ยนผ่านจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อต้องเปลี่ยนโครงสร้างทางการเมืองทั้งหมดเท่านั้น ถามว่าเปลี่ยนแล้วจริงหรือ หรือแค่จับแต่งตัวให้ดูเป็นพลเรือนมากขึ้น แต่ลึกๆ แล้วอาจไม่ได้เปลี่ยน
ดูแนวโน้มที่จะไม่ได้และถูกเลือกปฏิบัติด้วย
ทางฟากฝ่ายการเมืองและภาครัฐ นายสมบูรณ์ ม่วงกล่ำ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า หน่วยงานที่ดูแลสิทธิเสรีภาพคือ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ตลอดความขัดแย้งทางการเมือง มักมีการสูญเสีย ทั้งคุกคามและฟ้องร้อง ก็ต้องรายงานให้เจ้ากระทรวง ในคดีอาญา ถ้าได้รับการร้องขอก็ต้องเข้าไปร่วม รวมถึงการให้ความรู้กับเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนว่าต้องทำหน้าที่ป้องปราม ไม่ใช่ใช้กำลังเข้าสลาย
เมื่อเกิดความสูญเสีย เรามีงบประมาณของกรมซึ่งใช้ก็ไม่เคยพอ โดยตัวเลขการช่วยเหลือเยียวยาตามหลักมนุษยธรรมให้กับผู้ชุมนุมที่ถูกดำเนินคดีตั้งแต่ปี 2548-2553 เราช่วยไปรวมเป็นเงิน 63 ล้านบาท ส่วนการชุมนุมปี 2563-2564 เราช่วยตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้องรวมเป็นเงิน 5 แสนบาท ส่วนจำเลยแต่ศาลยกฟ้อง คนกลุ่มนี้ได้รับการเยียวยาเกือบ 2 ล้านบาท
จากที่ยกมา กรมคุ้มครองสิทธิฯ มีขอบเขตกว้างขวาง แต่การจะบอกสังคมให้เข้าใจ ยังไม่มากเท่าที่ควร
ส่วนนายนิกร จำนง 1 ในกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาแนวทางการตรา พ.ร.บ.นิรโทษกรรม กล่าวว่า ความคืบหน้าที่จะครอบคลุมผู้ต้องหามาตรา 112 ยังไม่มีข้อสรุป ส่วนวิธีการอื่นพยายามใช้มาตรา 21 ของ พ.ร.บ.อัยการ และการที่ตนมาร่วมเวทีก็เพื่อรับฟังและนำไปรายงานกับท่านประธาน และเวทีนี้จะเอาเฉพาะปี 2563 จนถึงปัจจุบัน แต่ถ้าต้องย้อนแก้ไปไกล ต้องทำให้ใจร่มๆ ก่อน
ถ้าเอาตั้งแต่เหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 จนถึงปัจจุบัน และประสบการณ์ที่ตัวเองร่วมชุมนุมประท้วง คือมีหลายคนมาก ผมมีความรู้สึกตัวเอง ผมไม่เลือกข้าง ผมอยู่ตรงกลาง จากประสบการณ์ที่ตัวเองเจอ ผมไม่ชอบความรุนแรงทุกชนิด ต่อจากนั้น 6 ตุลาคม 2519 ผมอยู่ ม.เชียงใหม่ จาตุรนต์ ฉายแสง ก็ร่วมด้วย เขาเลือกเข้าป่า แต่ผมไม่ไป การต่อสู้ตรงนี้ ผมรับไม่ได้ว่าคนไทยกำลังฆ่ากันเอง ผมยืนอยู่ตรงนี้ พยายามแก้ไขปัญหาไม่ให้ทะเลาะกัน ตอนมีการศึกษาสมานฉันท์ในสมัยสนธิ บุญยรัตกลิน ก็มาดูเรื่องนิรโทษกรรมแล้วพบว่าติดเรื่องที่ต้องเลือกว่าจะยกทั้งหมดหรือเพียงบางส่วน สุดท้ายฝ่ายค้านมาขวางเพราะกลัวเรื่องทักษิณกลับมา
ส่วนชุดหลังที่สัมพันธ์กับปัจจุบันคือ ชุดของ สปท. มีประธานคือ พล.อ.เอกชัย ศรีวิลาศ ผมไปเป็นที่ปรึกษา เรามีความคิดเรื่องระยะเปลี่ยนผ่าน ทั้งคดีแพ่ง คดีอาญา จะทำยังไงให้มีการค้นหาความจริง ความยุติธรรมเปลี่ยนผ่านตอนนั้นมีนัยยะสำคัญ แต่สุดท้าย พล.อ.ประยุทธ์กลับไม่เอาเข้า เราก็ไม่ยอม ให้ทินพันธุ์ นาคะตะ เอาเข้าไป
พอมาถึงปัจจุบันในการตั้งคณะนิรโทษกรรม มันเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เป็นเรื่องราวที่ยาวมาก ผมเองเลยเน้นจุดเดียวคือนิรโทษกรรม คือต้องมององค์รวม เรื่องมาตรา 112 ที่เราจะนำเสนอ ต้องยอมรับว่า พรรคการเมืองที่ร่วมรัฐบาลข้ามขั้ว เขาพูดถึงมาตรา 112 ยังไง ถ้า พ.ร.บ.นี้เข้า ต้องประเมินว่าพรรคการเมืองเหล่านี้จะเอายังไง พ.ร.บ.นี้ต้องเอาเข้าสภาจึงต้องระมัดระวังในการพูดเรื่องมาตรา 112 ต้องพูดถึงโอกาส พ.ร.บ.นิรโทษกรรมที่สำเร็จได้มากที่สุด ไม่ใช่เอาตามใจ
ถ้าจะมองปัญหาตั้งแต่ 6 ตุลาคม 2519 จนถึงปัจจุบันก็ต้องมองทั้งหมด ไม่ใช่มองเฉพาะตัว (มาตรา 112)
