
มหาวิทยาลัยศิลปากร มีกำเนิดจากคณะราษฎร พ.ศ.2486 ดังนี้
(1.) สังกัดกรมศิลปากร (2.) อธิบดีกรมศิลปากรเป็นผู้อำนวยการ มหาวิทยาลัยศิลปากร โดยตำแหน่ง (3.) พระยาอนุมานราชธน อธิบดีกรมศิลปากร เป็นผู้อำนวยการคนแรกของมหาวิทยาลัยศิลปากร
ครั้นถึง พ.ศ.2508 (59 ปีที่แล้ว) มีความเปลี่ยนแปลง ดังนี้ (1.) มหาวิทยาลัยศิลปากรแยกขาดจากกรมศิลปากร (2.) ตำแหน่งอธิการบดี มหาวิทยาลัยศิลปากร แยกขาดจากตำแหน่งอธิบดีกรมศิลปากร (3.) ม.ล.ปิ่น มาลากุล เป็นอธิการบดีคนแรก ของมหาวิทยาลัยศิลปากร มีขนาดเล็กสุด และมีนักศึกษาน้อยสุดในประเทศไทย
คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ย้ายที่เรียนจากตึกรวม (จิตรกรรม, สถาปัตย์, โบราณคดี) ไปวังท่าพระ จัดห้องเรียนในตำหนักพรรณราย ส่วนท้องพระโรง (วังท่าพระ) จัดเป็นส่วนกลางใช้ในกิจกรรมพิเศษ เช่น พระราชทานปริญญา
คณะโบราณคดี ต่อมาเมื่อ 58 ปีที่แล้ว (พ.ศ.2509) ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล (คณบดี)ลดการเดินทางต่างประเทศ แล้วตั้งหลักปรับปรุงและพัฒนางานบริหารและการเรียนการสอนให้เข้ามาตรฐานมหาวิทยาลัยไทยสมัยนั้น (ทั่วประเทศมี 7 แห่ง) เพราะตั้งแต่แรกตั้งคณะ ที่ผ่านมามีความไม่พร้อมทั้งงานวิชาการและงานบริหาร
แต่ที่สำคัญคือสังคมไทยสมัยนั้นไม่เห็นความจำเป็นต้องมีโบราณคดี เพราะไม่รู้จักและไม่เข้าใจ ทั้งนี้เนื่องจากโบราณคดีเหมือน “ปลีกวิเวก” ไม่มีการสื่อสารสนทนาหรือมีปฏิสัมพันธ์กับสังคม อันมีเหตุจากจัดวางตนเองไว้สูงว่าเป็นวิชาของนักปราชญ์หรือคนชั้นสูง
คณะโบราณคดี ไม่มีกิจกรรมทางวิชาการ, ไม่สื่อสารกับสังคม และไม่มีทุนสนับสนุนนักศึกษามีกิจกรรมทางวิชาการ
อาจารย์ ไม่มีงานวิชาการ กล่าวคือ ไม่มีบทความวิชาการ, ไม่มีงานวิจัย, ไม่มีศึกษาและสำรวจแหล่งโบราณคดีท้องถิ่นต่างๆ
นักศึกษา ถูกกำหนดให้อยู่ในห้องเรียนตั้งแต่เช้าถึงเย็น ตลอดสัปดาห์ละ 5 วัน (จันทร์-เสาร์) กิจกรรมสำคัญคือรับน้องใหม่และไปเต้นรำงานบอลล์ฉลองปริญญาของรุ่นพี่และงานบันเทิงต่างๆ
ไม่มีกิจกรรมทางการเมือง (เพราะรัฐบาลเผด็จการทหารไม่อนุญาต) ดังนั้น ไม่รู้จักกิจกรรมลองผิดลองถูกทางวิชาการ

โบราณคดี : วารสารพิเศษเพื่อเผยแพร่การศึกษาและสำรวจทางโบราณคดีของนักศึกษาในชุมชนศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร : กำหนดพิมพ์จำหน่าย หลังการออกศึกษาและสำรวจตามท้องที่ต่างๆ ซึ่งวางโครงการไว้ปีละ 4 ครั้ง จำหน่ายราคาเล่มละ 5 บาท [ปก : พระสี่อิริยาบถ ปางลีลา ที่วัดพระเชตุพน อาณาจักรสุโขทัย ภาพโดย : นายวีรพันธุ์ มาไลยพันธุ์ ศ.บ. (โบราณคดี)]
นักศึกษากลุ่มหนึ่ง (ไม่ทั้งหมด) ของคณะโบราณคดี รับรู้และอยู่ใกล้ชิดปัญหาของคณะโบราณคดี ได้รู้และเข้าใจถึงความอ่อนแอในการเรียนการสอน และความไม่พร้อมทางวิชาการของอาจารย์ส่วนมากที่ไม่มีผลงานวิชาการ และไม่สร้างบรรยากาศวิชาการ
จึงปรึกษาหารือกับอาจารย์บางคน (ที่พูดภาษาเดียวกันรู้เรื่อง) ซึ่งเป็นส่วนน้อยของคณะโบราณคดี เพื่อหาทางออกจากปัญหาเหล่านั้น และเพื่อเติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไป
ในที่สุดสรุปว่าต้องร่วมกันพึ่งตนเอง แล้วหาทางออกด้วยการจัดตั้ง “ชุมนุมศึกษา วัฒนธรรม-โบราณคดี” เริ่มเมื่อ พ.ศ.2509 (58 ปีที่แล้ว)
ประธานคนแรกชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี พ.ศ.2509 คือ นายพิเศษ เจียจันทร์พงษ์ (ปัจจุบันอายุ 80 ปี อดีตนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญประวัติศาสตร์โบราณคดีของกรมศิลปากร ที่มีงานวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดี ได้รับการยอมรับนับถือจากนักวิชาการสถาบันต่างๆ ทั่วประเทศ)
อาจารย์ที่ปรึกษามีหลายคน ได้แก่ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ชิน อยู่ดี, เขียน ยิ้มศิริ, ศรีศักร วัลลิโภดม, Hiram Woodward
บุคคลสำคัญที่แนะนำข้อมูลพื้นฐานกับแนวคิดทฤษฎีทางวิชาการรอบด้าน และร่วมนำทางสำรวจทุกครั้ง คือ อาจารย์ศรีศักร วัลลิโภดม [ปัจจุบันอายุ 86 ปี เป็นนักวิชาการระดับนานาชาติ (อดีตอาจารย์คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร) ที่งานวิชาการได้รับการยอมรับนับถือระดับสากล โดยเฉพาะญี่ปุ่นขอซื้อข้อมูลวิชาการไปเผยแพร่ทั่วโลก]

หนังสือรวมรายงานการสำรวจและศึกษานอกสถานที่ (140 หน้า) ของชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี พิมพ์เนื่องในวันแสดงผลงานและอภิปรายเรื่อง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสมัยโบราณ ณ ท้องพระโรง วังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร วันอาทิตย์ที่ 6 มีนาคม พ.ศ.2509 [ปก : เศษพระพุทธรูปปูนปั้น บริเวณเจดีย์องค์ที่สอง เวียงท่ากาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ภาพโดย สุจิตต์ วงษ์เทศ นักศึกษา]
(1.) ทำกิจกรรมวิชาการทางวัฒนธรรม-โบราณคดี เป็นครั้งคราวเท่าที่โอกาสอำนวย (เช่น ปิดภาคเรียน เพื่อไม่ให้กระทบการเรียนปกติ) ด้วยการเดินทางไปศึกษาสำรวจเมืองโบราณหาประสบการณ์ตรง ในชุมชนโบราณที่เคยพบแล้วและที่ไม่เคยพบมาก่อน ด้วยค่าใช้จ่ายส่วนตัวของแต่ละคนรวมกัน เช่น อีสาน, สุโขทัย, อยุธยา, เชียงใหม่ ฯลฯ
(2.) ค่าใช้จ่ายของชุมนุมฯ ได้จาก (ก.) เงินค่าบำรุงสมาชิกคนละ 25 บาท/ปี และ (ข.) เงินบริจาคของผู้สนับสนุน และ (ค.) ขอทุนภายนอกทั่วไป
ความเคลื่อนไหวทางวิชาการของชุมนุมฯ (ด้วยการสนับสนุนและแนะนำแนวคิดจากอาจารย์บางคน) ซึ่งเป็นครั้งแรกของคณะโบราณคดี ดังนี้
(1.) จัดนิทรรศการงานศึกษาสำรวจท้องที่ต่างๆ ทางเหนือ, อีสาน และภาคกลางบางแห่ง โดยมีอภิปรายวิชาการและมีสูจิบัตรผลงาน
(2.) อภิปราย เรื่อง “ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสมัยโบราณ” โดยเชิญนักปราชญ์ขณะนั้นร่วมอภิปรายดังนี้
นายฉันทิชย์ กระแสสินธุ์ เป็นผู้ดำเนินการอภิปราย, โบราณคดี : ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ภูมิศาสตร์ : ม.จ.จันทร์จิรายุ รัชนี, ศิลปกรรม : อาจารย์เขียน ยิ้มศิริ, ก่อนประวัติศาสตร์ : อาจารย์ชิน อยู่ดี, ประวัติศาสตร์ : นายขจร สุขพานิช
(3.) มีจัดพิมพ์หนังสือรวมรายงานการศึกษาและสำรวจฯ (หนา 142 หน้า, ขนาด 8 หน้ายก ตัดสั้น)
นักศึกษาในชุมนุมฯ จ่ายเงินส่วนตัวของทุกคนรวมกันเป็นค่าใช้จ่ายการจัดกิจกรรมทั้งหมด
สมัยนั้นมหาวิทยาลัยศิลปากรและคณะโบราณคดี ไม่มีทุนสนับสนุนกิจกรรมวิชาการของนักศึกษา
[แต่หลังจากชุมนุมฯ ทำกิจกรรมสำรวจชุมชนโบราณ แล้วพิมพ์รายงานเป็นเล่มแจกจ่ายทั่วไป ทางคณะโบราณคดียกรายงานเล่มนั้นเสนอของบประมาณจากมหาวิทยาลัย ซื้อรถจี๊ปแลนด์โรเวอร์ 1 คัน มาใช้งานของคณะ]
หลังจากนั้นนักศึกษาในชุมนุมศึกษาวัฒนธรรม-โบราณคดี หาทุนด้วยการรขอโฆษณาจากบริษัทห้างร้านในกรุงเทพฯ จัดทำวารสารรายสะดวกชื่อ โบราณคดี (ขนาด 8 หน้ายกธรรมดา) มีบทความวิชาการหลากหลาย หนา 166 หน้า กระดาษปรู๊ฟธรรมดา ขายเล่มละ 5 บาท แต่จัดทำได้ 2 เล่ม (1 : 1, 1: 2) ก็ต้องเลิก
เหตุที่ต้องเลิกทำ เพราะ “ท่านอาจารย์” ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ขอให้ไปช่วยทำวารสารวิชาการของคณะโบราณคดี
[หากท่านสนใจอ่านสูจิบัตร “พิมพ์เนื่องในวันแสดงผลงานของชุมนุม และอภิปรายเรื่อง ลุ่มน้ำเจ้าพระยาในสมัยโบราณ” และวารสาร “โบราณคดี เล่มที่ 1” ของชุมนุมฯ สามารถอ่านในรูปแบบออนไลน์ได้ที่คลังสารสนเทศดิจิทัล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พิมพ์ https://digital.library.tu.ac.th/tu_dc/frontend/ สมัครสมาชิกฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย แล้วสามารถอ่านได้เลย] •
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024?fbclid=IwAR22RbstgOdFjK3Kl_MAt_MusBlq5oxijEcCbx_-0y6zmJhXvZl3Q_2G-cE
