เว็บไซต์มติชนสุดสัปดาห์เพิ่งนำเอาบทความเก่าเมื่อปี 2545 ของนักวิชาการ-คอลัมนิสต์ผู้ล่วงลับ “นิธิ เอียวศรีวงศ์” มาเผยแพร่ซ้ำ

ชื่อของบทความดังกล่าวก็คือ “ดร.เก๊”

อาจารย์นิธิเริ่มต้นบทความชิ้นนี้ด้วยการ “อำ” หรือ “วิพากษ์” ตัวเอง ในฐานะ “ด๊อกเตอร์เก๊” คนหนึ่ง

ด้วยเหตุผลว่า แม้จะไปเรียนปริญญาเอกและเขียนวิทยานิพนธ์เพื่อจบการศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย ที่มหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกา

แต่ตนเองก็ไม่ได้ (มีโอกาส) จะศึกษาเรื่องอินโดนีเซียอย่างลงลึกมากนัก ส่วนวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกที่เขียนส่งไป อาจารย์นิธิก็ให้คำจำกัดความแบบตลกร้ายเอาไว้ว่า

“สารภาพเลยว่าปั่นๆ ให้จบไปโดยเร็ว หลังจากเที่ยวเล่นเสียปีกว่าโดยไม่ทำอะไร ในทรรศนะของผมไม่มีคุณภาพอะไรอยู่ในนั้นเอาเลย ถ้าทำได้ก็อยากจะฝังร่วมลงไปกับกากนิวเคลียร์จากโรงไฟฟ้าต่างๆ เสียให้สิ้นซาก”

ขณะที่เมื่อจบการศึกษาแล้ว “ดร.ด้านประวัติศาสตร์อินโดนีเซีย” ท่านนี้ ก็สารภาพเพิ่มเติมอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ได้อัพเดตความรู้เกี่ยวกับเรื่องอินโดนีเซียมากนัก

โดยนัยยะของเรื่องเล่าข้างต้น อาจารย์นิธิจึงบอกว่า แม้ตัวเองจะยังเป็น “ดร.จริง” ตามมาตรฐานของ ก.พ. (คือจบปริญญาเอกจากมหาวิทยาลัยในต่างประเทศที่ ก.พ.ให้การรับรอง) แต่ก็ถือเป็น “ดร.เก๊ในทางวิชาความรู้”

 

ในบริบทที่บทความชิ้นนี้ถูกเขียนขึ้นเมื่อกลางทศวรรษ 2540

ปัญหาหลักประการแรก ที่อาจารย์นิธิมองเห็น ก็คือ เรื่อง “ดร.เก๊” รับปริญญาบัตรจากมหาวิทยาลัยปลอมนั้น ยังไม่หนักหนาสาหัสเท่ากับเรื่อง “ดร.จริง” คนแล้วคนเล่า ที่ไม่ได้เพิ่มพูนต่อยอดความรู้ของตนเองอีกเลยหลังจบการศึกษาระดับปริญญาเอก

ลำพังแค่ข้อสรุปเบื้องต้นนี้ อาจดูเหมือนว่าเป้าประสงค์ของบทความเมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน จะไม่ค่อยต้องตรงกับสถานการณ์ของการตรวจสอบ-จับผิด “ดร.เก๊” ในสังคมการเมืองไทยยุคปี 2567 สักเท่าใดนัก

อย่างไรก็ดี ข้อคิดเห็นประการถัดมาของอาจารย์นิธิ กลับน่าสนใจและมีลักษณะ “ข้ามกาลเวลา” นั่นคือ การเสนอว่ารัฐไทยหรือสังคมไทยควรจะ

“เจาะลึกลงไปกว่ากระดาษ ให้ถึงตัวความรู้ความสามารถของคนจริงๆ แทนที่จะติดอยู่กับความเป็นด๊อกเตอร์ซึ่งกลายเป็นเก๊ได้ง่าย”

ก่อนที่คอลัมนิสต์ผู้ล่วงลับจะวิเคราะห์ต่อว่า การให้ความสำคัญกับ “แผ่นกระดาษ” มากกว่า “ความรู้จริง” นั้นยึดโยงกับมิติทางวัฒนธรรมของปริญญาบัตรในสังคมไทย

กล่าวคือ อาจารย์นิธิได้แบ่ง “สถานภาพทางสังคม” แบบไทยๆ ออกเป็นสองลักษณะ ได้แก่ “สถานภาพทางสังคมที่ได้มาจากการบัญญัติ” (ซึ่งรวมถึงสถานภาพทางสังคมอันมาจากการได้/ประสาทปริญญาบัตรด้วย) และ สถานภาพทางสังคมอีกประเภทที่มาจาก “การทำอะไรเพื่อให้ได้มา”

ปัญญาชนอาวุโสเชื่อว่าวัฒนธรรมราชการไทยนั้นยังสืบทอดคติเรื่องการมีสถานภาพที่ได้มาจากการบัญญัติ และน่าจะยังเชื่อว่าสถานภาพทางสังคมประเภทแรกสูงส่งกว่าสถานภาพประเภท “ทำอะไรเอาเองเพื่อให้ได้มา”

นี่จึงเป็นสาเหตุหลัก ที่ผลักดันให้หลายต่อหลายคน (ซึ่งต้องการมีตำแหน่งแห่งที่ในสังคมไทยหรือวัฒนธรรมแบบระบบราชการไทย) ต้องขวนขวายเพื่อให้ได้เป็น “ด๊อกเตอร์” แม้อาจเป็น “ดร.เก๊” ก็ตาม •

 

ของดีมีอยู่ | ปราปต์ บุนปาน

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การเลือกตั้งกลางเทอมอเมริกัน | สุรชาติ บำรุงสุข
ภาวะผู้นำแบบพ่อมด Oz
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (27)
Songs in the Key of Life : แด่นายดำ นามสกุลเรย์
การปฏิวัติวัฒนธรรมจีน ภาพสะท้อน จากวรรณกรรมร่วมสมัย ‘กี่เพ้า’
เสียงคุณภาพต่ำ กับความชอกช้ำใจสูง
การอ่านหนังสือในวันที่มี AI
มหกรรมหนังสือฯ หลังวิกฤตท่วม ‘คนยังมาวันละแสน’ ณัฐกร วุฒิชัยพรกุล นายกสมาคมผู้จัดพิมพ์ฯ พอใจแต่ห่วงอนาคต
‘ไตรภพ’ เปิดปัญหาสังคมไทย ‘3 ความอ่อนแอ’ ที่เรายังแก้ไม่ตก!
เดิมพันกลาโหม ‘ร้อยเอก’ วัดพลัง ‘พลโท’ แกะรอยสัมพันธ์ ‘บิ๊กดุลย์’ น้องเทพ ตัวจริง ผนึก แผง ตท.26 จับตา รบพิเศษ ส่ง ‘บิ๊กเต้-รองเอิร์ธ’ จ่อ ทบ.1
E-DUANG | “หวอด”การเมืองจาก ภาคใต้ กระดานหก แยกคอนางหงส์
รมช.เกษตร ยัน ประเทศไทยมีความอุดมสมบูรณ์ ไม่จำเป็นต้องกักตุนอาหารตามต่างประเทศ