bg-single

โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’

07.09.2026

บทความพิเศษ | อิสราชัย จงภัทรนิชพันธ์

โลกและอาเซียนในอนาคต

จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’

มีคำกล่าวที่ค่อยๆ ดังขึ้นในวงประชุมระดับโลกด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและความมั่นคงว่า ‘ระเบียบโลกที่เคยมีกำลังจะตาย’ จากสถานการณ์ระดับโลกในเวลานี้ที่ส่งผลเป็นวงกว้างไปยังส่วนอื่น รวมถึงประเทศไทย หากโลกที่เรานิยามว่าเป็นภาวะ “โลกหลายขั้ว” ที่มหาอำนาจน้อยใหญ่ต่างแข่งขันสร้างอิทธิพลหมายบรรลุความต้องการของตัวเองจนกระทบต่อทิศทางของประเทศขนาดกลางและเล็ก รวมถึงองค์กรความร่วมมือต่างๆ

แต่ถ้ามองกลับกันว่า ภาวะเช่นนี้กำลังเป็นประตูสู่โอกาสให้กับประเทศที่เป็นลูกไล่ได้มีโอกาสกำหนดทิศทางของตัวเอง ระเบียบโลกใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้นอาจจะไม่ใช่สิ่งที่เราเคยเชื่อมาก่อน

แล้วระเบียบโลกใหม่ที่ว่านี้ควรมีหน้าตาเป็นยังไง

ศาสตราจารย์อมิตาฟ อาชาเรีย นักวิชาการความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ได้ร่วมขึ้นบรรยายพิเศษเรื่อง “The Once and Future ASEAN” ในวาระครบรอบ 78 ปีของการก่อตั้งคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้นิสิตหลักสูตรนานาชาติได้ร่วมเรียนรู้ และแลกเปลี่ยนถึงประเด็นร่วมสมัยจากมุมมองผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและการเมืองภูมิภาคเอเชีย

ศ.อมิตาฟได้ถ่ายทอดผ่านผลงานล่าสุดที่ชื่องานนี้ล้อตามอย่าง The Once and Future World Order ที่ทำการศึกษาอารยธรรมต่างๆ ของโลกในช่วง 2,000-5,000 ปี เพื่อทำให้เห็นว่าอารยธรรมมนุษย์มีความพยายามสร้างสถาปัตยกรรมทางการเมืองเพื่อมุ่งสร้างระเบียบที่ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยน ความร่วมมือ และสันติภาพเพื่อเอาชนะความทุกข์ยาก การแข่งขัน ความขัดแย้ง หรือการทำสงครามรบราฆ่าฟัน

หลังสงครามเย็น เราได้เห็นจุดสูงสุดของระเบียบโลกที่ชาติตะวันตกเป็นอำนาจนำ รวมถึงอาเซียนอันเป็นผลผลิตในช่วงสงครามเย็นก็ได้รวมชาติสมาชิกในภูมิภาคได้ในที่สุดก่อนโลกก้าวสู่สหัสวรรษใหม่

แต่พอโลกก้าวสู่ศตวรรษที่ 21 ระเบียบโลกที่ชาติตะวันตกมีอำนาจนำ กลับเผชิญวิกฤตต่างๆ ทั้งการแตกขั้วทางการเมือง การผงาดของมหาอำนาจใหม่อย่างจีน และแสนยานุภาพของมหาอำนาจตะวันตกเริ่มถดถอยจากราคาที่ต้องจ่ายเพื่อสร้างความยิ่งใหญ่ หลายคนกังวลจนกลัวว่า

ระเบียบโลกที่กำลังเสื่อมนี้อาจทำให้โลกาภิวัตน์และค่านิยมสากลว่าด้วยประชาธิปไตยกับสิทธิมนุษยชนต้องถดถอยลง กลับไปสู่ยุคที่รัฐกลับมาโหนชาตินิยมสุดขั้วและเอนเอียงอำนาจนิยมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ศ.อมิตาฟย้ำแนวคิดตนเองไว้ตอนหนึ่งของหนังสือว่า ระเบียบโลกในอนาคตจะไม่ใช่ทั้งสหรัฐหรือจีนขึ้นเป็นมหาอำนาจนำได้ แม้หลายคนคิดว่าจีนจะมาแทนที่สหรัฐ แต่จีนมีจุดแย้งในเรื่องการฟื้นฟูระบบรัฐบรรณาการ เห็นได้จากยุทธศาสตร์หนึ่งแถบหนึ่งเส้นทาง ซึ่งไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คิด หรือการเสนอกรอบปฏิบัติการอารยธรรมโลก จีนจะไม่สามารถก้าวเป็นมหาอำนาจอารยธรรมโลกได้ จีนไม่สามารถส่งออกอำนาจนิยมไปครอบงำโลกได้จริงอย่างที่หลายคนกลัว และหลักความเสมอภาคและเคารพซึ่งกันและกันระหว่างอารยธรรมก็เป็นแนวคิดสากลไปแล้ว ไม่ใช่ไอเดียของจีนฝ่ายเดียว

ระเบียบโลกใหม่ในอนาคตของ ศ.อมิตาฟได้ย้ำว่า จะไม่ใช่ Multipolar แต่เป็น Multiplex (โลกหลายมิติ)

ระเบียบโลกใหม่นี้ จะไม่ได้ถูกขับเคลื่อนด้วยอำนาจบังคับ (เช่น การทหารและเศรษฐกิจ) โดยมหาอำนาจไม่กี่ราย แต่เป็นโลกที่มีหลายตัวแสดง หลายบรรทัดฐานและวัฒนธรรม ทุกแนวคิดจะวางทับซ้อนและกระจายตัว สามารถจัดการปัญหาเชิงประเด็นหรือพื้นที่ผ่านกลไกและเครื่องมือระดับย่อยลงไป เป็นการกระจายความเสี่ยงและสร้างความยืดหยุ่น เปิดให้ชาติขนาดกลางและเล็กในซีกโลกใต้ได้มีบทบาทร่วมรับผิดชอบมากขึ้น

ไม่ต้องอยู่ใต้ระเบียบที่ผูกขาดไว้กับมหาอำนาจชาติหนึ่งชาติใดอีกต่อไป

เมื่อถามถึงสถานการณ์ของอาเซียนในห้วงการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐ แม้อาเซียนจะยึดหลัก “ไม่เลือกข้าง” เป็นยุทธศาสตร์ แต่ท้ายที่สุดก็เป็นสิทธิ์ของชาติสมาชิกที่เลือกข้าง ศ.อมิตาฟกล่าวว่า ยกตัวอย่างตอนนี้คือสหรัฐยุคทรัมป์ สิงคโปร์แม้เอนเอียงจีนมากกว่า แต่ก็ยังคงเจอภาษีการค้าสหรัฐเพียง 10% หรือกรณีจีนช่วยเหลืออาวุธให้กับไทย แต่ไทยยังมีความสัมพันธ์ทางยุทธศาสตร์และเศรษฐกิจกับสหรัฐ

ที่สุดมันคือการหาทางเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกคุกคาม เพื่อไม่ให้สร้างผลร้ายทางการเงิน จึงไม่จำเป็นต้องเลือกข้าง สถานการณ์ในปัจจุบันนี้ยากมาก

“ผมควรกล่าวว่า เราไม่สามารถมองได้ว่าอาเซียนเลือกข้าง เพียงเพราะชาติสมาชิกไม่กี่ประเทศเลือกข้างใดข้างหนึ่ง เพราะอาเซียนเป็นกลุ่มความร่วมมือ จึงเป็นไปไม่ได้เลยที่จะพูดว่าอาเซียนเลือกข้างแล้ว”

ต่อคำถามที่ว่า อาเซียนควรมีการสร้างกลไกพันธมิตรทางทหารหรือไม่ ศ.อมิตาฟกล่าวว่า สำหรับอาเซียนจัดเป็นองค์กรพหุภาคีระดับภูมิภาค อาเซียนยึดหลักว่าด้วย “การป้องกันที่ไม่ก่อการยั่วยุ” (Non-Provocative Defense) หากคุณเห็นด้วยกับการสร้างพันธมิตรทางทหาร ผมก็ไม่รู้ว่าจีนจะโกรธแค่ไหนถ้าอาเซียนจะหันมาสร้างความร่วมมือทางทหาร (เหมือนนาโต) แต่อาเซียนไม่เหมือนองค์กรความร่วมมืออื่น ดังนั้น ชาติอาเซียนสามารถทุ่มงบเพื่อป้องกันอธิปไตยตัวเองหรือความร่วมมือทวิภาคีได้ แต่ต้องไม่รวมตัวกันเป็นภัยคุกคามใคร เพราะขัดกับจุดประสงค์ของอาเซียน (การสร้างพื้นที่สันติภาพ เสรีภาพ และความเป็นกลาง)

แม้จีนจะมีพฤติการณ์อะไรก็ตาม (ในกรณีทะเลจีนใต้) แต่จะไม่เหมือนรัสเซียที่แสดงท่าทีแข็งกร้าวกับสหภาพยุโรป

ทั้งนี้ ศ.อมิตาฟกล่าวว่า มีคนมองว่าระเบียบโลกตะวันตกเป็นตัวกำหนดว่าโลกจะมีสันติมากหรือน้อยลง แต่สำหรับตนเองแล้ว ตามที่เขียนไว้ในหนังสือ เราไม่จำเป็นต้องทำให้โลกมีสันติมากขึ้น แต่ต้องมีส่วนกำหนดร่วมกัน (Inclusive) มากขึ้น ด้วยการสร้างโอกาส

บางคนมองว่า ด้านหนึ่งชาติตะวันตกเข้ามาสร้างปัญหา แต่ขณะเดียวกันก็ได้สร้างคุณประโยชน์กับประเทศในซีกโลกใต้ อย่างอินเดีย จีน และไต้หวัน จากที่เคยย่ำแย่ก็กลายเป็นประเทศซีกโลกใต้ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเป็นอันดับต้นของโลก

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจากที่พวกเขาได้เรียนรู้และลงมือจากบทเรียนในอารยธรรมต่างๆ หลายพันปีของมนุษยชาติว่า

การมีส่วนกำหนดร่วมกันของทุกคน คือสิ่งสำคัญที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี