bg-single

โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)

07.09.2026

ปรัชญา-คำ-‘นึง | พิพัฒน์ สุยะ

โทษประหารชีวิต

: ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)

จากคราวที่แล้วที่เราพูดถึงทฤษฎีการลงโทษทั้งสามแบบ ได้แก่ ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน (Retributive Theory) ทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม (Utilitarian Theory) และทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation Theory) ซึ่งทั้งสามทฤษฎีมีแนวคิดในเรื่อง “เหตุผลของการลงโทษ” แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

หลุยส์ พอจแมน (Louis Pojman) ได้ตั้งข้อสังเกตถึงทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟู (Rehabilitation Theory) ว่ามีข้อจำกัดหลายประการ

ประการแรก มิใช่อาชญากรทุกคนที่จะสามารถฟื้นฟูได้สำเร็จ โดยเฉพาะผู้ที่ก่ออาชญากรรมอย่างต่อเนื่องหรือมีบุคลิกภาพแบบโรคจิตเภท (psychopathy) ซึ่งไม่อาจบำบัดหรือรักษาได้

ประการที่สอง หากให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูมากเกินไป ก็อาจทำให้ความยุติธรรมต่อเหยื่อถูกลดความสำคัญลง เพราะระบบยุติธรรมจะหันไปสนใจผู้กระทำผิดมากกว่าผู้ที่ได้รับความเสียหายจากอาชญากรรม

ข้อวิจารณ์อีกประการหนึ่งคือ หากการลงโทษมีจุดมุ่งหมายเพียงเพื่อการฟื้นฟู ระยะเวลาของโทษก็อาจไม่ขึ้นอยู่กับความร้ายแรงของความผิด แต่ขึ้นอยู่กับว่าเมื่อใดผู้กระทำผิดจะได้รับการประเมินว่า “หายดี” แล้ว ซึ่งอาจนำไปสู่ความไม่แน่นอนและความไม่เสมอภาคในการบังคับใช้กฎหมาย

บุคคลสองคนที่กระทำความผิดแบบเดียวกันอาจได้รับโทษต่างกันอย่างมาก เพียงเพราะมีผลการประเมินทางจิตวิทยาไม่เหมือนกัน กรณีนี้เรายิ่งเห็นได้อย่างชัดเจน เมื่อระบบยุติธรรมของไทยมีการปล่อยนักโทษออกจากคุกก่อนระยะเวลาที่กำหนด

พอจแมนให้ความเห็นต่อไปว่า แม้ทฤษฎีการลงโทษแบบเพื่อการแก้ไขฟื้นฟูจะสะท้อนอุดมคติที่น่าชื่นชม แต่ลำพังทฤษฎีดังกล่าวนี้ก็ยังไม่สามารถอธิบายระบบการลงโทษทั้งหมดได้ เพราะกระบวนการยุติธรรมมิได้มีหน้าที่เพียงช่วยเหลือผู้กระทำผิด หากยังต้องรักษาความยุติธรรมและคุ้มครองสังคมโดยรวมด้วย

เมื่อเราเข้าใจทฤษฎีการลงโทษทั้งสามแบบแล้ว คราวนี้เราจะนำทั้งสามทฤษฎีนี้ไปพิจารณาเหตุผลที่ใช้สนับสนุนและคัดค้านโทษประหารชีวิต ว่าทั้งสามทฤษฎีเห็นเหมือนกันหรือแตกต่างกันอย่างไร

พอจแมนชี้ว่า แม้เหตุผลของฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตจะมีหลายประการ แต่สามารถแบ่งออกได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ตามทฤษฎีการลงโทษที่ได้อธิบายไว้ก่อนหน้า กล่าวคือ เหตุผลบางข้อมีรากฐานจาก ทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทน ขณะที่อีกหลายข้ออาศัยหลักคิดแบบทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม

พอจแมนเริ่มจากข้อโต้แย้งที่ถือว่ามีน้ำหนักมากที่สุดในสายตาของนักปรัชญาหลายคน นั่นคือ หลักการตอบแทนอย่างสาสม (just deserts) หลักการนี้ยืนยันว่า บุคคลควรได้รับผลตอบแทนที่เหมาะสมกับการกระทำของตน หากเขาเลือกที่จะละเมิดสิทธิ์พื้นฐานที่สุดของผู้อื่น คือสิทธิ์ในการมีชีวิต เขาก็ย่อมสูญเสียสิทธิ์เรียกร้องบางประการของตนเองด้วย

สิ่งที่พอจแมนพยายามเน้นคือ หลักการนี้มิใช่การเรียกร้องให้ “แก้แค้น” แต่เป็นการเรียกร้องให้ความยุติธรรมได้รับการรื้อฟื้นคืนกลับมา ฝ่ายสนับสนุนเห็นว่า การปล่อยให้ผู้ที่จงใจฆ่าผู้อื่นยังคงมีชีวิตอยู่ต่อไป โดยเฉพาะเมื่อความผิดนั้นร้ายแรงและปราศจากเหตุบรรเทา อาจเป็นการทำลายหลักความยุติธรรมมากกว่าการประหารชีวิตเสียอีก

อธิบายให้ง่ายไปกว่านั้นก็คือ หากถามนักทฤษฎีการลงโทษเพื่อแก้แค้นทดแทนว่า เหตุใดฆาตกรจึงควรถูกลงโทษ คำตอบจะไม่ใช่ “เพื่อป้องกันอาชญากรรม” แต่คือ “เพราะเขาสมควรได้รับโทษนั้น” การลงโทษจึงมีคุณค่าทางศีลธรรมในตัวเอง มิใช่เป็นเพียงเครื่องมือเพื่อผลประโยชน์ในอนาคต

จากหลักการดังกล่าว ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตจึงเชื่อมโยงไปสู่หลักความได้สัดส่วนของโทษ (proportionality) หากการฆาตกรรมโดยเจตนาเป็นอาชญากรรมที่ร้ายแรงที่สุด บทลงโทษสูงสุดก็ย่อมเป็นสิ่งที่สอดคล้องกับหลักความได้สัดส่วนนี้ การกำหนดโทษจำคุกเพียงอย่างเดียวอาจถูกมองว่าไม่สะท้อนความร้ายแรงของการพรากชีวิตผู้อื่นอย่างจงใจนั่นเอง

จะเห็นได้ว่า พอจแมนได้วิเคราะห์ข้อโต้แย้งของฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตไว้อย่างเป็นระบบ เราจะเข้าใจได้ว่า ข้อโต้แย้งนี้มีรากฐานอยู่บนแนวคิดเรื่องความยุติธรรมเชิงตอบแทน (retributive justice) มิใช่บนความรู้สึกโกรธหรือความต้องการล้างแค้น ดังนั้น หากจะวิจารณ์โทษประหารอย่างจริงจัง ก็จำเป็นต้องวิจารณ์หลักการเรื่องการตอบแทนอย่างสาสมและความยุติธรรมเชิงตอบแทนโดยตรง มิใช่เพียงวิจารณ์อารมณ์ความโกรธเกรี้ยวของผู้สนับสนุน

เราอย่าไปคิดว่าฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตเป็นการระบายอารมณ์โกรธหรือความพยาบาท หากต้องมองว่าการลงโทษประหารชีวิตเป็นการฟื้นฟูระเบียบของความยุติธรรมที่ถูกทำลายลงเมื่อมีการฆาตกรรมเกิดขึ้น กล่าวคือ เมื่อบุคคลหนึ่งละเมิดสิทธิ์ในการมีชีวิตของอีกคนหนึ่งโดยเจตนา เขาได้ทำลายความสมดุลของระบบศีลธรรม การลงโทษจึงเป็นกระบวนการทำให้ความสมดุลดังกล่าวกลับคืนมา

ต่อมา เหตุผลสนับสนุนโทษประหารชีวิตที่วางอยู่บนฐานคิดแบบทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยม ซึ่งมิได้อาศัยหลัก “สมควรได้รับ” แต่ตั้งอยู่บนผลประโยชน์ของสังคม ได้แก่ การยับยั้งอาชญากรรม (deterrence) การป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดก่ออาชญากรรมซ้ำอีก (incapacitation)

เหตุผลประการแรกของการสนับสนุนโทษประหารชีวิตแบบนักทฤษฎีการลงโทษเชิงประโยชน์นิยมก็คือ เริ่มจากแนวคิดเรื่อง “การยับยั้งอาชญากรรม” ซึ่งเป็นข้ออ้างที่ได้รับการกล่าวถึงมากที่สุดในนโยบายสาธารณะ

ฝ่ายสนับสนุนเสนอว่า แม้โทษประหารจะไม่สามารถป้องกันอาชญากรรมได้ทั้งหมด แต่หากสามารถทำให้คนบางส่วนลังเลที่จะก่อเหตุฆาตกรรม ก็ย่อมถือว่ามีคุณค่าทางศีลธรรม เพราะช่วยรักษาชีวิตของผู้บริสุทธิ์ไว้ได้

ตรรกะของข้อโต้แย้งนี้ตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่า มนุษย์จำนวนหนึ่งตัดสินใจโดยชั่งน้ำหนักระหว่างผลประโยชน์กับต้นทุนของการกระทำ หากบทลงโทษสูงสุดคือความตาย ต้นทุนของการก่ออาชญากรรมก็จะสูงขึ้น และอาจทำให้ผู้ที่กำลังตัดสินใจก่อเหตุเปลี่ยนใจ แม้ว่าจะไม่สามารถยับยั้งผู้กระทำผิดทุกคนได้ก็ตาม

อย่างไรก็ตาม พอจแมนได้ชี้ให้เห็นว่า ข้ออ้างเรื่อง “การยับยั้งอาชญากรรม” เป็นข้ออ้างเชิงประจักษ์ (empirical claim) มากกว่าจะเป็นข้ออ้างเชิงหลักการ นั่นหมายความว่า ความถูกต้องของข้อโต้แย้งขึ้นอยู่กับข้อมูลทางสถิติและงานวิจัย มิใช่เพียงการใช้เหตุผลเชิงตรรกะเพียงอย่างเดียว ประเด็นนี้เองจะกลายเป็นที่ถกเถียงกันต่อไปได้

เหตุผลประการที่สองคือ “การป้องกันไม่ให้ผู้กระทำผิดก่ออาชญากรรมซ้ำอีก” (incapacitation)

ฝ่ายสนับสนุนให้เหตุผลว่า ผู้ที่ถูกประหารจะไม่สามารถกลับมาก่ออาชญากรรมได้อีกเลย ต่างจากนักโทษที่ถูกจำคุกซึ่งอาจหลบหนี ก่อเหตุวุ่นวายภายในเรือนจำ หรือแม้แต่ได้รับการลดโทษและกลับออกมากระทำผิดซ้ำในอนาคต ดังนั้น หากหน้าที่สำคัญของรัฐคือการคุ้มครองชีวิตของประชาชน การประหารชีวิตจึงถูกมองว่าเป็นมาตรการที่ให้ความมั่นใจสูงสุดในแง่นี้

นอกจากนี้ ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อกระบวนการยุติธรรม ฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตเห็นว่า หากรัฐไม่สามารถตอบสนองต่ออาชญากรรมร้ายแรงด้วยบทลงโทษที่ประชาชนเห็นว่าสมเหตุสมผล ความศรัทธาต่อระบบกฎหมายก็อาจเสื่อมถอย และเมื่อประชาชนไม่เชื่อว่ารัฐจะอำนวยความยุติธรรมได้ พวกเขาอาจหันไปใช้การแก้แค้นด้วยตนเอง ซึ่งจะยิ่งก่อให้เกิดความรุนแรงในสังคมมากขึ้น

อย่างไรก็ดี พอจแมนให้เราระมัดระวังอย่างมากในการนำเสนอเหตุผลข้อนี้ เพราะว่าความรู้สึกของสาธารณชนไม่ได้เป็นตัวกำหนดความถูกต้องทางศีลธรรม เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่า ความไว้วางใจต่อระบบกฎหมายเป็นปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อเสถียรภาพของสังคม และจึงเป็นเหตุผลที่ฝ่ายสนับสนุนนำมาใช้ประกอบการอธิบาย

เมื่อสรุปเหตุผลทั้งหมดแล้ว จะเห็นได้ว่า แม้ข้อโต้แย้งของฝ่ายสนับสนุนจะมีความแตกต่างกัน แต่ต่างก็พยายามตอบคำถามเดียวกัน นั่นก็คือ เหตุใดรัฐจึงมีสิทธิ์ใช้อำนาจสูงสุดในการพรากชีวิตของบุคคล บางเหตุผลตอบว่า เพราะผู้กระทำผิดสมควรได้รับผลเช่นนั้น ขณะที่บางเหตุผลตอบว่า เพราะการประหารชีวิตช่วยคุ้มครองสังคมและลดอันตรายที่จะเกิดขึ้นแก่ผู้บริสุทธิ์

เมื่อผู้อ่านเข้าใจเหตุผลของฝ่ายสนับสนุนโทษประหารชีวิตไปบ้างแล้ว คราวหน้าเราจะมาพบกับข้อโต้แย้งของฝ่ายคัดค้านโทษประหารชีวิตบ้าง ซึ่งจะตั้งคำถามต่อทั้งหลักการตอบแทนอย่างสาสม โต้แย้งข้ออ้างเรื่องการยับยั้งอาชญากรรม และเหนือสิ่งอื่นใด คือคำถามที่ฝ่ายนี้พยายามตั้งคำถามกับเราว่า รัฐมีสิทธิ์ทางศีลธรรมที่จะพรากชีวิตมนุษย์ได้จริงหรือไม่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’
‘ฝ่ายอนุรักษนิยม (กว่า)’ ประสานเสียง วิพากษ์ ‘การเมืองวิปริต’ ใต้ ‘รธน.2560’
ตัดจบ โผทหาร ‘บิ๊กปู’ หักดิบ เก้าอี้สุดท้าย ‘บิ๊กใหญ่’ เซอร์ไพรส์ 5 เสือ ทบ. ทัพเรือวุ่น ‘ผบ.ทร.ฟริเกต’
E-DUANG | สภาวะ ซับซ้อน การเมือง แยกกัน”เดิน” รวมกัน”ตี”
SPIDER-MAN : BRAND NEW DAY | ‘โดดเดี่ยวอ้างว้าง’
การ์ตูน “อรุณ วัชระสวัสดิ์”
กาเมสุมิจฉาจาร ในรัฐจารีต ที่การมีเมียมาก คือสัญลักษณ์ของอำนาจและบารมี