บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
บทความพิเศษ | กชมล
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’
จากรอยแตกร้าวริมรั้ว…
สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
“บางครั้ง… สงครามระดับชาติที่พัดโหมกระหน่ำอยู่เบื้องนอก ก็ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นที่เส้นขอบฟ้า หากแต่เริ่มก่อตัวราวระลอกคลื่นใต้น้ำอย่างเงียบเชียบ ใต้เงารั้วคอนกรีตข้างบ้านของเรานี่เอง”
วรรณกรรมเรื่องสั้น “เพื่อนข้างบ้าน” จากฝีมือการประพันธ์ของมีนา ฟ้าศุกร์ เป็นผลงานแนวสัจนิยม (Realism) ที่มีคุณค่าอย่างยิ่ง ทั้งในแง่เนื้อหาสาระ กลวิธีการเล่า และความลึกซึ้งของข้อคิดที่แฝงอยู่อย่างแยบยล
ผู้เขียนแสดงชั้นเชิงอันน่าทึ่งในการร้อยเรียงชีวิตธรรมดาภายในชุมชนเล็กๆ ให้ผสานเชื่อมโยงกับสภาวะความผันผวนทางการเมืองไทยได้อย่างกลมกลืน
การนำเสนอความขัดแย้งระดับจุลภาคระหว่างเพื่อนบ้านนั้น ทำหน้าที่เสมือน “กระจกบานใหญ่ที่สะท้อนภาพปัญหาระดับมหภาคของประเทศ” ได้เป็นอย่างดี โดยปราศจากการยัดเยียดคำสั่งสอนหรือข้อคิดอันเหินห่าง หากแต่ปล่อยให้ความจริงตรงหน้าค่อยๆ ซึมซับ และกระตุกความคิดของผู้อ่านอย่างเราๆ
จนไม่อาจปฏิเสธได้ว่า เรื่องราวภายในซอยเล็กๆ แห่งนี้ แท้จริงแล้วคือภาพย่อส่วนของสังคมไทยในยุคสมัยที่การเมืองแปรปรวน จนความเห็นต่างแผ่ซ่านไปทั่วทุกหัวระแหง
เสน่ห์อันโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์สำคัญของเรื่องสั้นชิ้นนี้คือ การดำเนินเรื่องผ่าน “ตัวละครหญิง” ผู้ครอบครองสายตาอันเฉียบแหลม จนสามารถมองเห็นทุกสิ่งบนผืนโลกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับสายตาของพระเจ้า
ซึ่งต่างจากกระแสวรรณกรรมทางการเมืองส่วนใหญ่ ที่มักถูกครอบงำด้วยมุมมองของเพศชาย ซึ่งเน้นน้ำเสียงอันหนักแน่น และการขับเคลื่อนด้วยตรรกะเชิงอำนาจเป็นหลัก
ทว่า เรื่องนี้กลับถ่ายทอดอารมณ์และสะท้อนสภาวะของผู้หญิงได้อย่างแยบยลและลึกซึ้ง
ทั้งการเก็บรายละเอียดในประเด็นหยุมหยิมของชีวิตประจำวัน ที่บางครั้งผู้ชายมักมองข้ามหรือคิดในทางตรงกันข้าม
ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นอาหาร เสียงรบกวน หรืออาณาเขตริมรั้ว
ทั้งหมดกลับถูกขับเน้นผ่านเลนส์ขยายให้เห็นมิติอันลึกซึ้งของการกระทบกระทั่งกัน ซึ่งรอยร้าวเล็กๆ เหล่านี้ได้ค่อยๆ ขยายตัว จนกลายสภาพเป็นความร้าวฉานระดับแผ่นดิน ท่ามกลางฉากหลังทางการเมืองไทยที่ไม่เคยหยุดนิ่ง
นับตั้งแต่ยุคนายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกหลังยุคอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ผ่านการเปลี่ยนผ่านอำนาจและการผลัดเปลี่ยนผู้นำหลายยุคสมัย ทั้งนายกรัฐมนตรีหญิงที่ถูกรัฐประหาร เรื่อยมาจนถึงนายเศรษฐา ทวีสิน, นางสาวแพทองธาร ชินวัตร และนายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกฯ คนปัจจุบัน)
ความผันผวนเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวสารหน้าหนังสือพิมพ์ หากแต่เป็นบรรยากาศที่สั่นสะเทือนลงมาถึงชีวิตของคนธรรมดาในซอย ความเห็นต่างซึ่งควรเป็นสิทธิส่วนบุคคล กลับกลายเป็นรอยแยกที่ ค่อยๆ แทรกซึมลงสู่ความสัมพันธ์ของคนใกล้ชิด
แม้ตัวเล่าเรื่องจะพยายามถอยห่างเพื่อหลีกเลี่ยงการปะทะ ทว่า ความไม่ลงรอยนั้นกลับไม่เคยจางหาย หากแต่ชำแรกตัวออกมาในพฤติกรรมการคุกคาม การหาเรื่อง และการใช้อำนาจเข้ามาแทรกแซงชีวิตกันแทน
จุดเริ่มต้นของรอยร้าวช่างดูเรียบง่ายจนแทบไม่น่าเชื่อ เพราะเชื้อเพลิงแห่งความโกรธนั้นปะทุขึ้นเพียงเพราะ “กลิ่นอาหาร” กับถ้อยคำที่ฟังดูสุภาพและยิ้มแย้ม ทว่า กลับแฝงความคมกริบราวกับมีดซ่อนในฝ่ามือ นำไปสู่สงครามเย็นในครัวเรือนว่าด้วยประโยคอันแสบสันที่ว่า
“คุณพี่ก็ทำเมนูอะไรก็ได้ ที่กลิ่นมันไม่ไปรบกวนบ้านอื่นนะครับ”
ถ้อยคำเพียงไม่กี่คำนี้กลายเป็นชนวนบานปลายอย่างเกินต้าน เพราะแทนที่เพื่อนบ้านจะเปิดใจรับฟังเพื่อแก้ไข กลับเลือกปัดไมตรีทิ้งไปอย่างไม่ไยดี ด้วยการหันไปพึ่งอำนาจที่เหนือกว่า โดยเลือกแจ้งเจ้าหน้าที่รัฐเพื่อให้เข้ามาจัดการปัญหา
และนั่นจึงทำให้มิตรภาพอันดีงามที่เคยมีต่อกันทั้งสองบ้านได้พังทลายลงอย่างสิ้นท่า ความเอื้ออาทรถูกตัดขาด กระทั่งนำไปสู่ภาระจำยอมที่ครอบครัวผู้เล่าต้องแบกรับ โดยการติดตั้งทั้งระบบเครื่องดูดควัน จนต้องไปกู้เงินสหกรณ์นับหลายแสนบาทเพื่อมาต่อเติมครัวใหม่
และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การยกระดับรั้วคอนกรีตให้สูงลิ่วเพื่อปิดกั้นทั้งกลิ่น เสียง ไปจนถึงปิดกั้นสายตาระหว่างกันอย่างเด็ดขาด
และตรงนี้นี่เองทำให้รั้วอิฐที่ตระหง่านซึ่งคอยกั้นกลางระหว่างครัวเรือนทั้งสองนี้ กลายเป็นสัญลักษณ์อันทรงพลังที่ผู้เขียนซ่อนไว้ในเรื่อง
เนื่องจากสิ่งก่อสร้างทางกายภาพนั้นมันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแบ่งอาณาเขตที่ดิน
หากแต่คือ “กำแพงของจิตใจ” ที่ต่างฝ่ายต่างช่วยกันก่อสูงขึ้นจากอิฐแต่ละก้อน ด้วยความหวาดระแวงซึ่งกันและกัน
แม้กระทั่งรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ใส่เข้าไปในเนื้อเรื่อง ทั้งเรื่องกระถางต้นไม้ที่ล้ำเขต การเคาะผนังเพื่อข่มขู่ ตลอดจนการดึงประธานหมู่บ้านเข้ามาเป็นคนกลาง ที่เรามักจะเห็นการอ้างสิทธิ์และการร้องเรียนต่อองค์กรกลาง
ทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นการจำลองภาพเหตุการณ์ของเกมการเมืองที่กำลังเป็นปัญหาในระดับมหภาค
ฉากหลังทางการเมืองที่หมุนเวียนเปลี่ยนผ่านผู้นำไปมา จึงทำหน้าที่เสมือนเสียงสะท้อนที่ตอกย้ำความจริงอันเจ็บปวดว่า ความไม่เสถียรของโครงสร้างสังคม ย่อมสั่นสะเทือนลงมาถึงชีวิตของคนธรรมดาอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าอำนาจจะเปลี่ยนมือไปกี่ครั้ง หรือผู้นำจะเปลี่ยนหน้าไปกี่คน
ผู้ที่ต้องรับผลกระทบจากชนวนเหตุที่ตนไม่ได้ก่อ…ก็คือประชาชนผู้บริสุทธิ์ที่ต้องแบกรับความเดือดร้อนเสียเอง
ทว่า จุดเปลี่ยนสำคัญที่พลิกผันบรรยากาศตึงเครียดตลอดเรื่อง กลับมาจากสิ่งมีชีวิตตัวน้อยไร้เสียงและไร้อำนาจ นั่นคือ “ลูกแมว”
เมื่อลูกสาวของครอบครัวผู้เล่าที่เป็นทาสแมว ได้เก็บลูกแมวมาเลี้ยง และเพื่อนบ้านแสดงความใส่ใจจนถึงขั้นยินยอมยกลูกแมวให้
ซึ่งการกระทำอันเรียบง่ายในครั้งนี้ กลับทำหน้าที่เป็นสะพานบางเบาทอดข้ามรั้วคอนกรีตและกำแพงในใจที่เคยปิดกั้นระหว่างสองบ้าน
ความอ่อนโยนที่มีต่อสิ่งมีชีวิตเล็กๆ ร่วมกันได้ช่วยละลายขั้วน้ำแข็งอันแสนเย็นชาและหนาวเหน็บ ต่อความเกลียดชังของมนุษย์ได้อย่างน่าอัศจรรย์
และแล้ว คำที่รอคอยก็พรั่งพรูออกมาจากปากเพื่อนบ้านเป็นครั้งแรก นั่นคือคำว่า “ขอโทษ” อันเป็นถ้อยคำสั้นๆ ที่กินใจและทรงพลังยิ่งกว่าการสร้างสะพานคอนกรีตใดๆ
เพราะมันหมายถึงการตระหนักถึงความผิดพลาดอย่างจริงใจที่พร้อมจะเริ่มต้นใหม่ ไม่ว่าความขัดแย้งนั้นจะอยู่ในระดับครอบครัว ชุมชน หรือประเทศชาติ
การกล่าวคำขอโทษคือทางออกที่ผู้เขียนเลือกสรรในการคลี่คลายตอนจบ โดยไม่ใช้ความรุนแรงเข้าห้ำหั่น
หากแต่คือการใช้สิ่งที่เรียกว่า “เมตตาธรรมค้ำจุนโลก” อันเป็นสัจธรรมพื้นฐานของความเป็นมนุษย์
ในแง่กลวิธีทางวรรณศิลป์ ผู้เขียนเลือกใช้ภาษาที่เรียบง่าย สมจริง และเป็นธรรมชาติ นำพาผู้อ่านให้ค่อยๆ ดำดิ่งลึกลงไปตามสภาวะอารมณ์ของตัวละคร ตั้งแต่ความรำคาญใจ ความเจ็บปวด ความหวาดระแวง จนกระทั่งแปรเปลี่ยนสู่ความเข้าใจและความเห็นอกเห็นใจ ผ่านรูปแบบการเล่าที่คล้ายคลึงกับบันทึกประจำวัน พร้อมผสานข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์และการเมืองไทยเข้าไปอย่างกลมกล่อม ไร้ซึ่งความยัดเยียด การร้อยเรียงที่ไม่ชี้นำข้อสรุป แต่ปล่อยให้ความจริงที่อยู่ตรงหน้าเสมือนทำหน้าที่ให้ผู้อ่านได้ตกตะกอนทางความคิดและตระหนักรู้ด้วยตนเอง จึงทำให้เรื่องสั้นชิ้นนี้ทั้งทรงพลังและตรึงใจได้อย่างเห็นได้ชัด
เสียงเรียกร้องอันแผ่วเบาแต่ทรงพลังที่สุดจากวรรณกรรมชิ้นนี้คือการตอกย้ำว่า สันติภาพและการปรองดองที่แท้จริงไม่ได้เริ่มต้นขึ้น ณ ห้องประชุมรัฐสภา ไม่ได้เริ่มที่โต๊ะเจรจาระดับชาติ และไม่ได้เกิดจากคำสั่งของใคร
หากแต่มันเริ่มต้นขึ้น…ภายในหัวใจของพวกเราแต่ละคน ผ่านการเปิดใจรับฟัง การกล้าเอ่ยคำขอโทษอย่างเปิดเผยและจริงใจ
ท้ายที่สุดแล้ว การมองเห็นคุณค่าของคนใกล้ตัว คือความหวังอันยิ่งใหญ่ที่ผู้เขียนตั้งใจฝากผลงานชิ้นนี้ไว้เป็นแง่คิดแก่พวกเราในฐานะนักอ่านทุกคน
