bg-single

โคมทองส่องชีวิต | ธงทอง จันทรางศุ

25.09.2024

หลังลับแลมีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

 

โคมทองส่องชีวิต

 

เมื่อวันวานนี้เองในเวลาค่ำ ผมได้รับความกรุณาจากวัดบวรนิเวศวิหาร ให้ไปทำหน้าที่บรรยายถวายความรู้แด่พระนวกะ คือพระใหม่ที่บวชในพรรษากาลปีนี้ น่าชื่นใจครับที่มีพระใหม่มากถึงเกือบ 30 รูป ในขณะที่บางวัดมีเพียงหนึ่งหรือสองรูป และบางวัดปีนี้ก็ไม่มีพระใหม่เลย

จำนวนพระใหม่ที่มีน้อยกว่าแต่ก่อนอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ เพราะแต่เดิมมา วัดมีความหมาย มีความสำคัญสำหรับสังคมเป็นอย่างยิ่ง นอกจากเป็นที่บำเพ็ญกุศล เป็นเนื้อนาบุญแล้ว วัดยังเป็นโรงเรียนและเป็นอื่นๆ อีกสารพัด

ชายไทยสมัยก่อนเมื่อมีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์หรือที่เรียกกันว่าอายุครบบวช ก็ไม่ได้มีข้อขัดข้องอย่างไรที่จะใช้เวลาสามเดือนบวชเรียนอยู่ในผ้าเหลือง

พ้นพรรษาแล้วจะออกไปทำมาหากินหรือแต่งงานมีเหย้ามีเรือนก็ค่อยว่ากันอีกทีหนึ่ง

แต่มาถึงสมัยนี้โลกเปลี่ยนไปมาก ปฏิทินชีวิตของคนก็เปลี่ยนไปด้วย

ไม่ต้องดูอื่นไกลครับ เอาแค่ผมเป็นตัวอย่าง จะพบว่าตอนผมอายุ 20 ปีบริบูรณ์ ผมกำลังเรียนหนังสืออยู่ในมหาวิทยาลัย ถ้าบวชพระหนึ่งพรรษา นั่นหมายความว่าผมต้องลาพักการเรียนเดือนหนึ่งภาคการศึกษา เพราะมหาวิทยาลัยสมัยนั้นเปิดเทอมเดือนมิถุนายนแล้วไปสอบไล่ปลายภาคตอนเดือนตุลาคม แทบจะทับซ้อนกันกับพรรษาเต็มๆ เลยทีเดียว

เมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็ต้องรับสารภาพว่าผมยังใจเด็ดไม่พอที่จะใช้เวลาเรียนหนังสือสี่ปีครึ่งในมหาวิทยาลัย เพราะเบรกไปบวชพระเสียก่อนสามเดือน ทำให้จบรับปริญญาไม่พร้อมเพื่อน

ปัจจุบันนี้จึงพบว่าหาคนบวชเต็มพรรษาได้ไม่ง่ายเลย ต่อให้มีศรัทธากล้าแข็งแค่ไหน ส่วนใหญ่ก็เข้ามาบวชได้เพียงแค่สิบห้าวันหรือหนึ่งเดือน เกินกว่านั้นก็ขัดข้องด้วยเรื่องการเรียนหรือการทำมาหากิน

วัดแต่ละวัดจึงต้องจัดหลักสูตรอบรมพระใหม่ให้เป็นหลักสูตรที่มีความยาวประมาณ 15 วัน แล้วจัดให้พระบวชพร้อมกันเป็นรุ่นๆ ไป เพื่อจะได้มีจำนวนพระเข้ารับการอบรมเริ่มต้นและลงท้ายพร้อมกันได้พอสมควร

ถ้าบวชรายวันแบบกะปริบกะปรอย การจัดให้พระใหม่ได้เรียนหนังสือเป็นชั้นเรียนพร้อมกันก็เป็นอันพ้นวิสัย ประโยชน์ที่จะได้รับจากการมาอยู่ในผ้ากาสาวพัสตร์สองสัปดาห์จะหย่อนลงไปมาก

แต่ยังโชคดีครับว่าสำหรับวัดบางวัดเช่นวัดบวรนิเวศฯ ยังมีพระบวชให้ได้พรรษาอยู่มากพอสมควร

เรื่องที่ผมบรรยายถวายความรู้หรือชวนพระใหม่ได้ลองคิดดูเมื่อวานนี้มีชื่อเรื่องว่า วัฒนธรรมกับพระพุทธศาสนา

ก่อนจะพูดอะไรยาวความต่อไป ผมทำความตกลงกับพระใหม่ที่เป็นผู้ฟังเสียก่อนว่า คำว่า “วัฒนธรรม” ตามความเข้าใจของผมนั้น มีทั้งเรื่องราวที่เป็นนามธรรมและรูปธรรม

ที่เป็นนามธรรมก็คือความคิดความเชื่อ เรื่อยไปจนถึงเรื่องของวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี ความรู้สึกว่าอะไรควรปฏิบัติ ควรเว้นปฏิบัติ เหล่านี้ล้วนเป็นวัฒนธรรมในความหมายอย่างกว้างตามทัศนะของผมทั้งสิ้น

ส่วนวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้ก็มีอีกมาก เช่น งานศิลปะประเภทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจิตรกรรม สถาปัตยกรรม ดนตรี การแสดง วรรณกรรม ฯลฯ หรือแม้แต่กระทั่งอาหารการกิน และอื่นๆ อีกสารพัด

เมื่อทำความตกลงในนิยามความหมายเช่นว่านั้นแล้ว ผมก็ชวนทุกท่านคิดต่อไปว่า พระพุทธศาสนาซึ่งเป็นศาสนาสำคัญอยู่กับดินแดนสุวรรณภูมิของเรามาช้านาน อย่างน้อยก็ตั้งประมาณ 1,500 ปีมาแล้ว

โดยผมอ้างมรดกโลกที่ศรีเทพจังหวัดเพชรบูรณ์ หรือภูพระบาทที่จังหวัดอุดรธานีเป็นหลักฐานพยาน เป็นศาสนาที่มีอิทธิพลเป็นอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมทุกข้อหรือแทบทุกประการที่ผมได้ให้ความหมายมาข้างต้น

 

ย้อนกลับไปดูวัฒนธรรมที่เป็นรูปธรรมสามารถจับต้องได้เสียก่อนเป็นข้อแรก งานศิลปะของเรากว่าครึ่งค่อนเป็นงานในทางพระพุทธศาสนา หรือมิเช่นนั้นก็ได้รับอิทธิพลมาจากพระพุทธศาสนาโดยตรงบ้างโดยอ้อมบ้าง

นักท่องเที่ยวต่างชาติที่มาเยี่ยมเยียนบ้านเราทุกวันนี้ปีละหลายสิบล้านคน นอกจากไปเที่ยวทะเล มาเดินช้อปปิ้ง มากินอาหารไทยแล้ว ผมว่าจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียวที่เข้าไปเที่ยวในวัดของเรา แค่วัดพระแก้วแห่งเดียวก็ชนะเลิศแล้ว เพราะมีคนเข้าไปเยี่ยมชมวันละหลายหมื่นคน

ผมเคยถามตัวเองว่า ถ้ามียางลบขนาดมหึมา แล้วเราลบวัดทั้งหลายทั่วประเทศออกไปจากแผ่นดินของเรา เมืองไทยของเราจะเหลืออะไรให้คนไทยเราภาคภูมิใจ ให้คนต่างชาติมาร่วมชื่นชม จบเห่กันเลยล่ะครับ

บ้านเมืองของเราคงแห้งแล้งน่าดู วัฒนธรรมประเภทรูปธรรมที่เป็นฝีมือมนุษย์แทบจะไม่เหลืออะไรอยู่เลย

 

ทีนี้ลองหันมาดูว่าวัฒนธรรมประเภทที่เป็นนามธรรมดูบ้าง ประเพณีวัฒนธรรมและสรรพสิ่งที่อยู่ในวิถีชีวิตของเราจำนวนไม่น้อยล้วนแต่มีบ่อเกิดมาจากพระพุทธศาสนาหรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น

ตัวอย่างที่ผมยกขึ้นกล่าวกับพระนวกะเมื่อวานนี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยครับ ถ้าพูดเรื่องของคนอื่นประเดี๋ยวก็จะถูกท่านเหล่านั้นประท้วงว่าเอาความลับของท่านมาขยายให้คนอื่นรู้ เป็นอันว่าเล่าเรื่องตัวเองนี่แหละดีที่สุด

อายุผมที่ยืนยาวมาจนถึงจะก้าวขึ้นสะพานพระราม 7 คืออายุครบ 70 ปีในอีกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้านี้แล้ว แน่นอนว่าต้องผ่านมาทั้งความสุขความทุกข์ ความสมหวังและความผิดหวัง รวมทั้งการพลัดพรากจากสิ่งที่รัก คนที่รักมามากพอสมควร

พระธรรมคำสอนในทางพระพุทธศาสนาตามความรู้งูๆ ปลาๆ ของผม อาจแบ่งได้เป็นสองระดับ

ระดับที่เป็นความรู้ชั้นสูงเรียกว่าโลกุตตรธรรม มีพระนิพพาน คือความดับกิเลสสิ้นสุดไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไปเป็นเป้าหมาย

กับอีกระดับหนึ่งที่เป็นความรู้สำหรับมนุษย์ที่ยังมีกิเลสอย่างผม เรียกว่าโลกธรรม คนอย่างผมยังไม่มีปัญญาไปพระนิพพานครับ แต่ข้อสำคัญคือจะอยู่ในโลกแห่งการเวียนว่ายตายเกิดนี้ได้อย่างไรโดยไม่ต้องทุกข์ทรมานมากเกินสมควร

ยกตัวอย่างง่ายที่สุด และท่านทั้งหลายน่าจะพอเข้าใจได้ว่า ชีวิตของผมต้องผ่านเรื่องเหล่านี้มาแล้วอย่างแน่นอน

เรื่องอะไรหรือครับ

 

ผมกำลังจะเล่าถึงเรื่องคำสรรเสริญและคำนินทาที่ผมต้องผ่านพบมาในชีวิต โชคดีเหลือเกินที่ผมเกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชเรียนมาแล้วสองครั้ง ได้เรียนรู้พระธรรมคำสอนของสมเด็จพระบรมศาสดาตามสติปัญญาแม้จะไม่มากมายนัก แต่ก็พอได้ข้อคิดไว้เตือนตน

ผมเตือนตัวเองอยู่เสมอว่า คำสรรเสริญที่ท่านทั้งหลายผู้อยู่รอบตัวผมกรุณากล่าวหรือมอบให้ ผมควรจะน้อมรับความกรุณาเหล่านั้นโดยไม่ทำให้ตัวเองหลงระเริง เหลิงจนลืมธรรมชาติความเป็นตัวจริงของเรา เวลามีตำแหน่งหน้าที่ที่ในทางโลกนับถือกันว่าเป็นตำแหน่งสำคัญ ก็อย่าไปติดยึดว่าเราจะต้องเป็นผู้ครองตำแหน่งนั้นไปตลอดกาลนานเทอญ

จะเป็นคณบดี เป็นเลขาธิการ เป็นปลัดกระทรวง เป็นอะไรก็แล้วแต่ พร้อมกันนั้นเราก็ยังเป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง กินอยู่อย่าให้มันยากเกินไป อย่ามีกติกาซับซ้อนให้ใครต้องลำบาก ถึงเวลาต้องทำหน้าที่ก็ทำเต็มเม็ดเต็มหน่วย ทำด้วยหลักวิชาและศีลธรรม อย่าไปรังแกเบียดเบียนใคร

ในทางฝ่ายตรงกันข้าม คำสรรเสริญตีคู่ขนานกับคำนินทามาเสมอ เมื่อราวสิบปีก่อน ผมรับราชการอยู่ในหน้าที่เป็นปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี ในขณะที่การเมืองกำลังร้อนแรงแบ่งขั้วแบ่งฝ่าย แน่นอนว่าในสถานการณ์อย่างนั้นจะทำให้มีคนไม่ชอบหน้าผมอยู่มากพอสมควร

การนินทาว่าร้ายหรือการต่อว่าต่อขานมีทั้งต่อหน้าและลับหลัง

 

ครั้งหนึ่งช่วงเวลานั้น ผมขึ้นรถใต้ดินไปหาข้าวกินที่เซ็นทรัล พระราม 9 กำลังนั่งกินข้าวหน้าเนื้ออยู่อย่างเพลิดเพลิน ก็มีเสียงด่าลอยลมมาจากโต๊ะข้างๆ เสียอย่างนั้น ถึงแม้จะไม่ได้ออกชื่อระบุเจาะจง แต่เข้าใจเป็นอื่นไม่ได้ว่าคำด่าเหล่านั้นผู้กล่าวบรรจงมอบให้ผมโดยแท้

เมื่อเวลามีสุข มีสรรเสริญ มาถึงตัว ผมเตือนตัวเองไม่ให้หลงเพลิดเพลินไปจนนึกว่าตัวเองเหาะได้

ขณะเดียวกันเมื่อเวลามีทุกข์ มีคำนินทาว่าร้ายมาถึงตัว ผมก็ต้องเตือนตัวเองอีกเหมือนกันว่า ทุกข์และคำนินทาเหล่านั้น มีมาตั้งแต่โลกนี้เกิดขึ้นแล้ว จะมีทุกข์บ้างตามวิสัยปุถุชนก็มีเถิดตามสัณฐานประมาณ คนนินทาว่าอะไรก็แล้วแต่ เราก็กลับมาพิจารณาด้วยสติและปัญญาของตัวเองว่าเราเป็นอย่างนั้นจริงหรือไม่ ถ้าเป็นจริงก็ให้ถามตัวเองต่อไปว่าต้องปรับปรุงแก้ไขตรงไหน

แต่ถ้าไม่เป็นความจริง เรารู้ตัวเราเองอยู่มิใช่หรือว่าเราเป็นใคร ทำอะไรเพราะอะไร เพื่ออะไร จะไปหม่นหมอง หรือโกรธเคืองอะไรกับคำนินทาเหล่านั้น

ถ้าผมโกรธเป็นฟืนเป็นไฟขึ้นมา คนที่ด่าผมในร้านอาหารกลับบ้านไปตั้งนานแล้ว ผมยังนั่งทุกข์ใจอยู่ สถานการณ์อย่างนี้ผมก็ขาดทุนแย่สิครับ

ตรงนี้นี่เองที่หลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนาได้ทำหน้าที่เป็นโคมทองส่องชีวิตของผม ไม่ให้ต้องเดินอยู่ในเขาวงกตแห่งความโกรธแค้นขุ่นเคืองโดยไม่ได้รับประโยชน์แต่อย่างใด

ในทัศนะของผมแล้ว นี่เป็นตัวอย่างหนึ่งของวัฒนธรรมคือวิถีชีวิต วิธีคิด วิธีมองโลก ที่ผมได้รับจากพระพุทธศาสนา

เพียงตัวอย่างเรื่องเดียวก็ทำให้ผมกราบไหว้พระรัตนตรัยได้ตลอดชีวิตแล้ว

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

FEED X KHAOSOD AWARDS 2026 เปิดโหวตรางวัลยอดนิยม 6 สาขา ถึง 21 กันยายน นี้
E-DUANG |   เรื่องของคน เรื่องของกิเลส คนต้องคน ให้ทั่ว หัวถึงตีน
E-DUANG | เด็ด ดอกไม้ สะเทือน ดวงดาว กับ “นาม”ของคน “เงา”แห่งไม้
Believe it or not | สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
กะลาแลนด์ (4)
ขุมทรัพย์จากป่าสู่สูตรยาพลิกโลก ephedrine (2)
นางสีดา ‘รอยไถ’ แห่งความมั่งคั่ง ในการค้าโลกข้ามสมุทร
ปีที่ 79
หญิงตั้งครรภ์ คือสุดยอดนักกีฬาอึด อดทน
หมอมือเทวดา : อยากเก่งต้องทำงานไม่หยุด
‘ร่วมเพศ-สาดน้ำ’ พิธีกรรมชาวบ้านขอฝน
กรณี ‘ฟ้าผ่านักฟุตบอล’ ที่สุไหงโก-ลก มีทั้งกลไก Direct strike และ Ground current รวมทั้งอาจมีกลไกอื่นร่วมด้วย