
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
‘การปลดปล่อยจิตสำนึกประวัติศาสตร์ชาติจากรัฐ’ (2)
ศาสตราจารย์ชาตรี ประกิตนนทการ ได้ตั้งข้อสังเกตว่าปฏิบัติการ [โบราณวัตถุ มิวเซียม และรายงานสำรวจในฐานะเครื่องมือสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์] ของสมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพนั้นน่าจะตั้งอยู่บนสมมุติฐานว่าวัตถุทางวัฒนธรรมสะท้อน DNA ของชาติพันธุ์
สมมุติฐานดังกล่าวมีที่มาจาก Gustakf Kossinna (1858-1931) ศาสตราจารย์โบราณคดีแห่งมหาวิทยาลัยเบอร์ลิน เจ้าของทฤษฎีชาตินิยมว่าด้วยกำเนิดชนชาติเยอรมันซึ่งส่งอิทธิพลต่ออุดมการณ์นาซีต่อมาและเป็นที่รู้จักกันในนามกฎเกณฑ์ของคอสซินนา ในงานเรื่อง The Origin of the Germans (1911)
คอสซินนาเชื่อว่าวัฒนธรรมย่อมสะท้อนชาติพันธุ์อย่างเลี่ยงไม่พ้น เขาเถียงว่าความคล้ายคลึงและแตกต่างในวัฒนธรรมทางวัตถุมีสหสัมพันธ์กับความคล้ายคลึงและแตกต่างในทางชาติพันธุ์ ความต่อเนื่องทางวัฒนธรรมย่อมบ่งชี้ความต่อเนื่องทางชาติพันธุ์
ฉะนั้น เขาจึงเถียงว่าด้วยการทำแผนที่การกระจายตัวของสิ่งประดิษฐ์ประเภทต่างๆ ที่เป็นบุคลิกลักษณะของกลุ่มชนเผ่าเฉพาะเจาะจงทั้งหลาย (เช่น เจดีย์และพระพุทธรูปของชาวสยาม) ย่อมเป็นไปได้ที่จะกำหนดแน่ชัดลงไปว่ากลุ่มชนเผ่าเหล่านี้ได้อาศัยอยู่ที่ใดในยุคสมัยต่างๆ ก่อนประวัติศาสตร์ อันเป็นกระบวนการที่เขาเรียกว่าโบราณคดีเชิงนิคม (Bruce A. Trigger, “Kossinna and the culture-historical approach”, A History of Archeological Thought, 1989 : 165)
การจัดประเภทและพล็อตรายงานที่ตั้งการกระจายตัวของวัตถุทางวัฒธรรมไทยจึงประกอบส่วนสร้างเป็นพื้นฐานด้านหลักฐานข้อเท็จจริงทางโบราณคดีให้จินตนากรรมวาดวางเค้าโครงสัณฐานรูปรอยภูมิกายาสยามขึ้นมาได้
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ plotting Thai material culture -> plotting ethnic Thai settlements -> mapping Siam นั่นเอง

กุสตาฟ คอสซินนา & คณะบิดาชาตินิยมเยอรมันแห่ง C/18-19 : เฮเกล, เฮอเดอร์, ฟิชเต, เกอเธ, รังเคอ, บิสมาร์ก
การเป็นประเทศที่พัฒนาเศรษฐกิจการเมืองเป็นทุนนิยมอุตสาหกรรมและรัฐชาติสมัยใหม่ล่าช้าหรือทีหลังกลุ่มประเทศยุโรปตะวันตกและสหรัฐอเมริกา (late developers/late modernizers) ทำให้เยอรมนี (รวมทั้งประเทศอื่นในและนอกยุโรป เช่น อิตาลี รัสเซีย ญี่ปุ่น อินเดีย อิหร่าน เป็นต้น) อยู่ในสภาพเงื่อนไขที่ละม้ายคล้ายคลึงสยามในแง่ความสำคัญของลัทธิชาตินิยมและจินตนากรรมทางการเมืองวัฒนธรรมอื่นๆ ที่สืบเนื่องกัน (cultural political affinities, ดู ปังกัจ มิชรา, ยุคคนเดือด : ประวัติศาสตร์ปัจจุบัน, 2564, บทที่ 5 เมื่อข้าได้ศาสนาคืนมา; Robert M. Berdahl, “New Thoughts on German Nationalism”, The American Historical Review, Vol. 77, No. 1 (Feb., 1972), pp. 65-80; & John Breuilly, Nationalism, Power and Modernity in Nineteeth-Century Germany : The 2006 Annual Lecture, London : The German Historical Institute, 2007)
หากเราขยายมุมมองประยุกต์เปรียบเทียบไปในเชิงประวัติศาสตร์แนวคิดการเมืองวัฒนธรรมแบบชาตินิยมของประเทศที่สร้างความทันสมัยทีหลัง และนับรวมเอาบรรดาปัญญาชนกับผู้นำการเมืองที่ถือเป็นคณะบิดาชาตินิยมเยอรมันแห่งศตวรรษที่ 18-19 เช่น ฟรีดริช เฮเกล, โยฮัน ก็อตฟรีด ฟอน เฮอเดอร์, โยฮัน ก็อตลิบ ฟิชเตอ (ปรัชญา), โยฮัน วูล์ฟแกง ฟอน เกอเธอะ (วรรณกรรม), ลีโอโปลด์ ฟอน รังเคอ (ประวัติศาสตร์), ออตโต ฟอน บิสมาร์ก (การเมืองการปกครอง) ด้วย ก็จะสังเกตเห็นกลุ่มบุคลิกภาพการคิดทางปรัชญา, วรรณกรรม, ประวัติศาสตร์, การเมืองการปกครองที่โดดเด่นเป็นเอกเทศและหลายอย่างละม้ายใกล้เคียงพอนับญาติกันได้กับแนวคิดความเป็นไทยแบบอนุรักษนิยมของทางราชการ อาทิ :
– โต้ปฏิเสธอารยธรรมปัจเจกนิยม-เหตุผลนิยมยุครู้แจ้งของฝรั่งเศส & ยุโรปตะวันตก
– ต้นแบบลัทธิชาตินิยมของผู้มาถึงประวัติศาสตร์ทีหลัง
– เชิดชูความสำคัญของ Volk ลัทธิบูชาชาวบ้าน, Volksgeist จิตวิญญาณชาวบ้าน
– เน้น Kultur วัฒนธรรมรวมหมู่
– มองชุมชนหมู่บ้านชนบท Gemeinschaft เป็นฐานรากของสังคม
– ยึดถึอเอกลักษณ์แห่งชาติทางวัฒนธรรม
– ให้ความสำคัญกับจิตวิญญาณ-ศีลธรรมเหนือวัตถุนิยม
– เป็นลัทธิชาตินิยมเชิงชาติพันธุ์-วัฒนธรรม Ethno-Cultural Nationalism

ซ้าย-ลีโอโปลด์ ฟอน รังเคอ, ขวา-อี. เอช. คาร์
ในจำนวนปัญญาชนชาตินิยมเยอรมันเหล่านี้ คนที่ตรงเป้าเข้าประเด็นกับหัวข้อบรรยายครั้งนี้เป็นพิเศษได้แก่ ลีโอโปลด์ ฟอน รังเคอ (1795-1886) ผู้ขึ้นชื่อว่าเป็นบิดาวิชาประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของเยอรมนีและเป็นเจ้าของแนวคิดสัจนิยมทางประวัติศาสตร์ (Historical Realism) (ข้อวิเคราะห์ส่วนนี้เป็นของ Mariana Imaz-Sheinbaum, Historical Narratives: Constructable, Evaluable, Inevitable, 2024 ซึ่งได้รางวัล The best first book of 2024 จาก International Commission for the Theory of History https://www.routledge.com/Historical-Narratives-Constructable-Evaluable-Inevitable/Imaz-Sheinbaum/p/book/9781032480534)
อาจสรุปแนวคิดของรังเคอได้ว่าประกอบไปด้วยส่วนสำคัญ 2 มิติคือ :
การยึดมั่นถือมั่นทางภาววิทยา (ontological commitment)
– อดีตมีโครงสร้าง ถูกจัดระเบียบมา มีความหมายในตัวของมันเอง
– เราสามารถเข้าถึงชุดลำดับเหตุการณ์ที่อยู่ตรงนั้นเรียบร้อยแล้วได้
– โดยผ่านแหล่งข้อมูลหลักฐานเกี่ยวกับอดีต
การยึดมั่นถือมั่นทางญาณวิทยา (epistemological commitment)
– เราเข้าถึงอดีตอันมีโครงสร้าง ถูกจัดระเบียบมาและมีความหมายในตัวมันเองได้โดยผ่านมรรควิธีทางประวัติศาสตร์ที่ปรับแต่งมาดี
– นักประวัติศาสตร์สัมพันธ์กับอดีตในฐานที่ตัวเป็นพาหะบรรทุกความหมายของอดีตมาให้ปัจจุบันเท่านั้น
สรุปก็คือมันมี “อดีตอย่างที่มันเป็น” (the Past as It Was) อยู่เป็นภาวะจริง (realness of the past) และนักประวัติศาสตร์สามารถและพึงเข้าถึงเพื่อเก็บรับความรู้เกี่ยวกับ “อดีตอย่างที่มันเป็น” นั้นได้อย่างเป็นภาววิสัย (objective knowledge) กล่าวคือ อย่างเป็นอิสระจากรวมทั้งไม่ขึ้นต่ออัตวิสัยของตัวนักประวัติศาสตร์เอง
กล่าวได้ว่าสัจนิยมทางประวัติศาสตร์ของรังเคอเป็นสามัญสำนึกเกี่ยวกับอดีตและประวัติศาสตร์ที่เรียนรู้รับเชื่อและผลิตซ้ำในชั้นเรียนประวัติศาสตร์ทั่วไปมาแต่ไหนแต่ไร กล่าวคือ เรียนรู้ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น? เมื่อไร? อย่างไร? แบบท่องจำ ดังที่รังเคอเขียนไว้ว่า :
“ตามที่ได้มีการมอบหมายตำแหน่งหน้าที่ในการตัดสินอดีต สั่งสอนปัจจุบันเพื่อประโยชน์ของยุคสมัยในอนาคตให้แก่ประวัติศาสตร์นั้น งานชิ้นนี้หาได้ใฝ่ทะยานตำแหน่งหน้าที่อันสูงส่งนั้นไม่ มันเพียงต้องการจะแสดงให้เห็นว่าอะไรเกิดขึ้นในทางเป็นจริงเท่านั้น (wie es eigentlich gewesen)”
สรุปคือ : ปล่อยให้ข้อเท็จจริงพูดออกมาเอง!
แนวคิดนี้เองที่เป็นฐานคิดของสำนักประวัติศาสตร์เยอรมันแห่ง C/19 ในช่วงกระแสชาตินิยมในการรวมชาติและสร้างรัฐสมัยใหม่ขึ้นมา
ผมควรบอกไว้แต่เนิ่นว่า ใช่ว่านักประวัติศาสตร์ทั้งหลายจะเห็นตามสัจนิยมทางประวัติศาสตร์ของรังเคอเป็นเอกฉันท์ไม่ ดังที่ อี. เอช. คาร์ (1892-1982 ภาพขวาบน) นักประวัติศาสตร์และนักการทูตชาวอังกฤษเจ้าของผลงาน A History of Soviet Russia 14 เล่มจบ และหนังสือปรัชญาประวัติศาสตร์เรื่อง What Is History? (1961) กลับเห็นว่า “การปล่อยให้ข้อเท็จจริงพูดออกมาเอง” แบบรังเคอเป็น “ความหลงผิดที่งี่เง่า” คาร์ขยายความว่า :
“ข้อเท็จจริง…ก็เหมือนฝูงปลาที่แหวกว่ายอยู่ในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลและลางทีก็เข้าไปไม่ถึง ก็แลสิ่งที่นักประวัติศาสตร์จับได้บางส่วนย่อมจะขึ้นอยู่กับโอกาส แต่ด้านหลักแล้วมันย่อมขึ้นอยู่กับว่าเขาเลือกไปจับปลาในมหาสมุทรส่วนไหนและเลือกใช้เครื่องมืออะไรไปจับปลา แน่ล่ะว่าปัจจัยทั้งสองนี้ถูกกำหนดโดยชนิดของปลาที่เขาต้องการจับ กล่าวโดยรวมแล้ว นักประวัติศาสตร์ย่อมจะจับได้ข้อเท็จจริงชนิดที่เขาต้องการนั่นแหละ”
(อ้างใน Suzannah Lipscomb, “Fishing for the Facts”, History Today, 71 : 10 (October 2021), https://www.historytoday.com/archive/making-history/fishing-facts)
(อ่านต่อสัปดาห์หน้า)
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
