คอลัมน์ หลังลับแลมีอรุณรุ่ง
เวลาที่พบปะร่วมวงพูดคุยกับเพื่อนที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพื่อนชาวสาธิตฯ ปทุมวัน ที่รู้จักกันมาตั้งแต่อายุสิบขวบ เรื่องที่เล่าสู่กันฟังมีมากมายสารพัดเรื่องหัวข้อหนึ่งที่โผล่มาบ่อยครั้งในวงสนทนาคือ เรื่องสัตว์เลี้ยงของแต่ละคนแต่ละบ้าน ซึ่งส่วนมากจะวนเวียนอยู่ประมาณหมาหรือแมว
ถ้าออกนอกวงนี้ไปบ้างก็อาจมีเรื่องของปลาตู้ ซึ่งมีคนเลี้ยงอยู่เพียงแค่สองสามราย และนับว่าเป็นประชากรฝ่ายข้างน้อย
พูดถึงสัตว์เลี้ยงที่แปลกประหลาดแล้ว สมัยเป็นนักเรียนมัธยมซึ่งแปลว่ากว่า 50 ปีขึ้นไปแล้ว ผมเคยไปบ้านของเพื่อนชื่อติ๊ก อยู่ตรงประมาณตำแหน่งที่เป็นพันธุ์ทิพย์พลาซ่า บ้านของติ๊กมีสัตว์เลี้ยงที่แปลกประหลาดหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นงู หรือจระเข้ และอาจจะมีตัวอะไรอื่นอีกหลายอย่างแต่ผมจำไม่ได้เสียแล้ว
ครั้นมาถึงเวลานี้ บ้านที่ว่าไม่อยู่แล้ว สัตว์เลี้ยงรุ่นที่เคยพบหน้ากันกับผมเห็นจะไม่อยู่เหมือนกัน
ถ้าย้อนถามว่า ในชีวิตนี้ผมหรือบ้านของผมเคยเลี้ยงสัตว์อะไรบ้าง
คำตอบที่ยืนหนึ่งมาตลอดคือ บ้านผมชอบเลี้ยงหมาครับ ไม่ทราบเหมือนกันว่าทำไมถึงไม่เลี้ยงแมว
ก่อนจะขยายความต่อไปเรื่องการเลี้ยงหมาของผม ขอเลี้ยวออกไปแวะข้างทางเสียก่อนด้วยการบอก นอกจากหมาแล้วผมก็เคยเลี้ยงตัวอะไรอื่นอยู่บ้าง เป็นต้นว่าเคยเลี้ยงเป็ดประมาณห้าหกตัว เพราะ บริเวณหลังบ้านเก่าของผมที่สุขุมวิทซอย 40 มีคูน้ำเล็กๆ อยู่ติดกับครัว เป็นพื้นที่พอให้เป็ดว่ายน้ำเล่นได้
พ่อกับแม่จึงไปซื้อลูกเป็ดจากละแวกตลาดเก่ามาให้ลูกสองคน คือผมและยุ้ยผู้เป็นน้องชายเลี้ยงเป็ด เวลาเห็นเป็ดเดินเรียงแถวไปไหนต่อไหนนี่บริเวณบ้านก็สนุกดีครับ
นอกจากเป็ดแล้ว บ้านผมอย่างมีสัตว์เลี้ยงอีกอย่างที่มีอายุยืนยาวพอสมควรก่อนจะตายจากกันไป เจ้าตัวที่ว่านี้คือ นกเขาชวา
จำไม่ได้เสียแล้วว่าได้มาจากที่ไหน จำได้แต่เพียงว่าผมเป็นคนตั้งชื่อนกตัวนี้ว่า “มะราปี” ซึ่งเป็นชื่อของภูเขาในวรรณคดีเรื่องอิเหนา และปรากฏชื่ออยู่ในบทละครตอนประสันตาต่อนก
ทำให้พอเดาได้ว่า บ้านผมน่าจะเลี้ยงนกตัวนี้ตอนผมเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่สอง เพราะหลักสูตรปีนั้นมีการเรียนเรื่องอิเหนาเป็นส่วนหนึ่งของวิชาภาษาไทยด้วย
กลับมาเข้าเรื่องเดิมของเราดีกว่าครับ อย่างที่เกริ่นมาแล้วว่าบ้านผมเลี้ยงหมามาแต่ไหนแต่ไร จากเดิมที่ผมมีชีวิตวัยเด็กเล็กอยู่ในครอบครัวแบบขยาย คืออยู่ร่วมครัวเรือนกันกับคุณย่าหรือคุณยาย พร้อมกับพี่น้องของพ่อหรือแม่หลายครอบครัว ถึงแม้บ้านแบบที่ว่านั้นจะมีสัตว์เลี้ยงอยู่บ้าง แต่ผมไม่อาจถือได้ว่าเป็นสัตว์เลี้ยงส่วนตัวของผม
จนกระทั่งผมอายุได้หกขวบ พ่อกับแม่จึงมีบ้านของครอบครัวเราเองอยู่ที่ซอยสุขุมวิท 40 คราวนี้แหละครับที่เราจะมี “หมา” ของเราเองได้แล้ว
หมาตัวแรกของบ้านผมเป็นหมาพันทางชื่อ “ป๊อก” มาถึงวันนี้แล้วความทรงจำของผมเกี่ยวกับป๊อกเลอะเลือนไปมาก เท่าที่จำได้ผมรู้สึกว่าป๊อกตัวไม่เล็กเลย ออกจะเป็นหมาตัวใหญ่เสียด้วยซ้ำ แต่ต้องระวังให้ดีเพราะเวลานั้นผมตัวนิดเดียว เด็กตัวเล็กอาจเห็นขนาดของหมาใหญ่กว่าความจริงก็เป็นได้
ป๊อกได้เป็นหมาคู่คิดเป็นมิตรคู่บ้านของผมมานานหลายปี จนกระทั่งจากกันไปในวัยชรา
ระหว่างที่ป๊อกวนเวียนอยู่ในชีวิตของผมนั้นเอง แม่ของผมเป็นนักเขียนนวนิยายประจำอยู่ที่นิตยสารชื่อ ศรีสัปดาห์ ทำให้ผมได้มีหนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือประจำบ้านด้วย
นิยายเรื่องหนึ่งที่ผมติดอกติดใจเป็นพิเศษชื่อ “ชั่วชีวิตของผม” โดยผู้เขียนใช้นามปากกาว่า ก. เจษฎาพงศ์ และผมทราบนามจริงของท่านในเวลาต่อมาว่าท่านคือ หม่อมหลวงศรีทอง ลดาวัลย์
ผมอาจจะบอกได้ว่านวนิยายเรื่องนี้ เขียนด้วยท่วงทำนองการเล่าเรื่องของหมาตัวหนึ่งชื่อ “หรั่ง” ซึ่งเป็นหมาพันทางเหมือนกันกับป๊อกของผม
หรั่งเล่าเรื่องตั้งแต่ต้นจนจบของชีวิตตัวเองให้เราฟังโดยมีผู้คนที่หรั่งได้พบเห็นตัวประกอบ ฮา!
ผมอ่านนิยายเรื่องชั่วชีวิตของผมด้วยความพิมพ์ใจมาช้านาน และนึกเสียดายว่าคงจะหาอ่านไม่ได้อีกแล้ว เพราะไม่ได้ซื้อหาฉบับรวมเล่มเอาไว้ ได้อ่านแต่ที่เป็นตอนๆ อยู่ในศรีสัปดาห์เท่านั้น
จนกระทั่งเมื่อสามสี่ปีที่ผ่านมา เห็นหนังสือเรื่องนี้ขายอยู่ในระบบออนไลน์จึงรีบไปซื้อมาหาไว้เป็นสมบัติ เป็นอันว่าผมกับหรั่งได้พบกันอีกครั้งหนึ่ง และเรายังจำกันได้ดีครับ
หมาตัวอื่นที่ผมเคยพบในหนังสือยังมีอีกหลายเล่มหลายตัว ที่โดดเด่นเป็นพิเศษจนจำเป็นต้องกล่าวถึง ได้แก่ นิกกับพิม ซึ่งหมาสองตัวนี้ได้รับเกียรติเป็นชื่อหนังสือพระนิพนธ์ของ ว. ณ ประมวญมารค เลยทีเดียว นอกจากนั้นยังมีหมาอีกตัวหนึ่งที่มีคนชอบมากเป็นพิเศษไม่แพ้กันคือ มอม ที่มีเรื่องราวเป็นบทหนึ่งในหนังสือเรื่อง หลายชีวิต ของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช
แม้เวลานานปีผ่านไป หรั่ง นิกกับพิม และมอมก็ยังคงเป็นหมาที่ผมมีความผูกพันคุ้นเคยและยังวนเวียนอยู่แถวนี้อยู่เสมอ
ส่วนหมาตัวจริงในชีวิตของผม นอกจากป๊อกแล้ว ก็ยังมีหมาตัวอื่นเดินตามมาอีกมาก เป็นต้นว่าหมาสองตัวพี่น้อง ชื่อเต้าหู้กับเต้าฮวย หรือหมาเพศเมียอีกตัวหนึ่งที่เคยเป็นสมาชิกของบ้านผม มีทั้งชื่อภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ภาษาไทยชื่อ มณี ส่วนภาษาอังกฤษชื่อ Money ซึ่งถึงแม้ไม่ใช่คำแปลที่ตรงมีความหมายกันก็ตาม
แต่ฟังดูแล้วร่ำรวยทั้งสองภาษาก็เห็นจะพอใช้การได้
หมาตัวล่าสุดที่เป็นสมาชิกในบ้านของผมชื่อ บี ชื่อนี้ยุ้ยน้องชายของผมเป็นผู้ตั้งชื่อให้ โดยตัดย่อมาจากคำว่า บีเกิล ซึ่งเป็นชื่อพันธุ์ของบี บีเป็นหมาเพศเมีย ซึ่งถึงแม้เราจะระแวดระวังอย่างไรก็ตามวันหนึ่งบีก็ท้องขึ้นมาจนได้
ส่วนใครจะเป็นพ่อของหมาในท้องบีผมก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน แต่ไม่เป็นไรครับ ท้องแล้วก็แปลว่าท้อง ใครจะไปทำอะไรได้ แถมการเลี้ยงหมาสมัยนี้ก็ก้าวหน้าถึงขนาดเวลาคลอดต้องพาไปทำคลอดที่คลินิกกันเลยทีเดียว
ลูกหมาที่เกิดใหม่สี่ตัวเป็นสิ่งแปลกปลอมที่น่ารักน่าชังและคลานยั้วเยี้ยอยู่ในบ้านของผม จนกระทั่งเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเขียนบันทึกสั้นๆ ลงไว้ใน Facebook อยู่ห้าหกตอน เป็นทำนองงานเขียนของลูกหมาตัวน้อยแบบเดียวกันกับงานเขียนของหรั่งที่ผมเคยอ่านเมื่อตอนผมเด็กนั่นเอง
ลองอ่านดูสักหนึ่งย่อหน้าดีไหมครับว่าเวลานั้นผมเขียนอะไรไว้บ้าง
“เย็นวันนี้เห็นคุณหน่าขับรถปร๋อออกไปจากบ้าน ก่อนออกจากบ้านก็ร้องบอกใครต่อใครว่าจะไปกินข้าวนอกบ้าน ฮึ! ไม่เห็นพาพวกหนูไปเที่ยวบ้างเลย แต่ไม่เป็นไรหรอกค่ะ เมื่อกี้นี้เองเธอกลับเข้าบ้านมาแล้ว แถมยังใจดีมานั่งเล่นกับพวกเราในคอกเสียอีก แปลว่าวันนี้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ แบบนี้ก็เสร็จพวกเราสิคะ เราทั้งสี่ตัวสามัคคีกันปีนตัวคุณหน่าอย่างสนุกสนาน ซ้ายบ้างขวาบ้าง ตรงกลางคือตรงพุงของคุณหน่าบ้าง อารมณ์คงคล้ายความรู้สึกของคนเวลาปีนภูเขากระมังคะ รู้สึกผจญภัยดีออก พวกเราตัวหนึ่งปีนขึ้นไปจนสามารถไปแทะปากกาที่กระเป๋าเสื้อของคุณหน่าได้ สุดยอดจริงๆ ตัวไหนที่ปีนขึ้นไปสูงๆ ไม่ได้ นิ้วมือของคุณหน่าก็เป็นเหยื่ออันโอชะของพวกเรา เพลินดีมาก แถมเธอยังไม่ว่าอะไรด้วยนะคะ ได้แต่ร้องบอกพวกเราว่าเบาๆ หน่อย พูดไปก็หัวเราะไปด้วยค่ะ”
ในท้ายที่สุด ลูกหมาชุดนั้นผมแจกจ่ายให้คนนำไปเลี้ยงทุกตัวโดยไม่เหลือเก็บเลย เพราะรู้สึกว่าตัวเองอายุมากเต็มทีแล้ว จะมีปัญญาดูแลหมาหลายตัวไปได้อีกเท่าไรกัน ต่อมาอีกไม่กี่ปี ยุ้ยน้องชายของผมก็จากไปเมื่อตอนปลายปี 2567 สองวันหลังยุ้ยเสียชีวิต บีก็ตายลงตามเจ้านายของเธอไป
เหตุการณ์นี้หลายคนบอกว่าบีเป็นหมาของยุ้ยจริงๆ
ในบ้านของผมเวลานี้ จึงไม่มีสัตว์เลี้ยงใดๆ อยู่ในครอบครอง เวลาไปเที่ยวบ้านเพื่อนหรือไปที่ไหนก็ตามที่เห็นหมาน่ารัก ผมก็รู้สึกมีความสุขที่ได้เล่นหัวกับเจ้าตัวเหล่านั้นด้วยความคุ้นเคยที่รู้จักหมามาตลอดชีวิต
แต่ถ้าจะให้เลี้ยงหมาใหม่อีกสักตัวในบ้าน ผมตัดสินใจเด็ดขาดว่าไม่ไหวครับ ถ้าลงมือเริ่มเลี้ยงใหม่ในเวลานี้ ยังไม่รู้เลยว่าใครจะไปก่อนใคร อายุเท่าผมแล้วอย่าไปหาภาระใส่ตัวเพิ่มขึ้นเลย แค่เอาตัวให้รอดไปแต่ละวันก็ยังยากเลย จริงไหมครับ
เว้นแต่ว่าในวันข้างหน้า ใครคิดหมาปลอมขึ้นมาได้ ข้อนี้ก็น่าสนใจนะครับ หมาปลอมแบบที่ไม่ต้องกินอะไร เพียงแค่ชาร์จแบตเตอรี่เท่านั้น พอพลังงานใกล้จะหมดเราก็เสียบปลั๊กทิ้งไว้สักชั่วโมง หมาปลอมของเรามีชีวิตโลดแล่นต่อไป โดยหมาตัวนี้ไม่เจ็บไม่ป่วย ไม่ต้องอาบน้ำ ไม่ต้องกินข้าว
เอ! แล้วมันจะดีจริงอะหรือไม่ผมก็ไม่รู้สิ จนโตๆ ทำงานแล้ว ผมยังเคยนั่งปรับทุกข์กับหมาและร้องไห้กับหมาอยู่เลย
หมาปลอมจะรับฟังความทุกข์ของผมไหมครับ สงสัยอะ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
