bg-single

เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.

05.06.2026

บ่อยครั้งที่ได้ยินข้าราชการเลยวันเกษียณไปแล้วหลายปีนั่งจับกลุ่มคุยกันหรือไลน์คุยกันอย่างเข้มข้นจริงจังถึงการทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศ ราวกับว่าเพื่อนเพิ่งหลุดมาจากต่างดาวไม่เคยพบไม่เคยเห็นการทุจริตคอร์รัปชั่นที่ฝังรากลึกในระบบราชการและการเมืองในประเทศนี้

มีที่ไหนบ้างกล้าเปิดเผยอย่างจริงใจว่าสามารถเปิดให้ภาคพลเมืองไปพิสูจน์ความสะอาดได้ในทุกกระบวนท่า ท้าให้ตรวจสอบความโปร่งใสตรงไปตรงมาในการอนุญาตอนุมัติ

ในประเทศไทยไม่ได้มีแต่คนช่างพูดช่างวิเคราะห์วิจารณ์เรื่องการทุจริตคอร์รัปชั่น

ตั้งแต่ไหนแต่ไรมา มีการจัดตั้งองค์กรขึ้นขจัดปัดเป่าเงามืดการทุจริตซึ่งแม้แต่ในห้วงการเมืองยุค 3 ทรราชก็ยังมี “ก.ต.ป.” หรือคณะกรรมการตรวจสอบและติดตามผลการปฏิบัติราชการ ที่จอมพลถนอม กิตติขจร ส่งพันเอกณรงค์ กิตติขจร ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ไปคุม แต่ก็เสื่อมทรามลงในที่สุดจนประชาชนลุกฮือเผาอาคารทำการวอดวายลบชื่อหน่วยปราบคอร์รัปชั่น “ก.ต.ป.” ไปพร้อมกับ 3 ทรราช

การแก้ปัญหาทุจริตคอร์รัปชั่นในประเทศไทยล้มเหลวมากว่าครึ่งศตวรรษไม่ใช่เพราะไม่มีกฎหมายและไม่ใช่เพราะไม่มีองค์กรเฉพาะทางให้ทำหน้าที่

ในทางตรงกันข้าม กฎหมายไทยชัดเจน และทันสมัย

ทั้งองค์กรเฉพาะทางปราบคอร์รัปชั่นก็ถูกจัดตั้งขึ้นมาไม่เคยว่างเว้น

ล่วงมาจนถึงรัฐธรรมนูญ 2540 ยกระดับจาก สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการ (ป.ป.ป.) ให้เป็น “องค์กรอิสระ” มีอำนาจหน้าที่ไต่สวนคดีทุจริตและตรวจสอบทรัพย์สินของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พอถึงปี 2542 ก็เปลี่ยนชื่อเป็น สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

แต่ก็อยู่มาได้แค่ 9 ปีเท่านั้น การเมืองไทยวนกลับสู่บ่อขยะหลุมเดิม นั่นคือนายทหารกลุ่มหนึ่งก่อรัฐประหาร ฉีกรัฐธรรมนูญ 2540 ทิ้ง เขียนใหม่เป็น รัฐธรรมนูญ 2550 แต่ก็ยังคงรักษา “ป.ป.ช.” เอาไว้

เพียงแต่ไม่ค่อยมีใครตั้งคำถาม คุณเป็นใคร มาจากไหน ใครแต่งตั้ง

รัฐธรรมนูญ 2550 อยู่ต่อมาได้ 7 ปี การเมืองของไทยก็วนกลับไปยัง “บ่อขยะ” ที่เหม็นเน่าบ่อเดิมอีกครั้ง มีคณะนายทหารก่อรัฐประหารฉีกรัฐธรรมนูญเก่าทิ้ง แล้วเขียนใหม่เรียกว่า รัฐธรรมนูญ 2560

ยังคงมีองค์กร “ป.ป.ช.” ไว้เป็นหน้าตาให้คนเชื่อว่า ไทยยังมีหน่วยปราบทุจริตคอร์รัปชั่น

แต่คุณเป็นใคร มาจากไหน ใครแต่งตั้งก็ยังคงเป็น “คำถาม” ที่ชวนกระอักกระอ่วน

ดังจะเห็นได้ชัดจาก พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ยุครัฐประหาร กันยายน 2549 และอดีตโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยุค พล.ต.อ.พัชรวาท วงษ์สุวรรณ เป็น ผบ.ตร. ได้รับการแต่งตั้งให้เป็น “กรรมการ ป.ป.ช.” ทันทีหลังรัฐประหารปี 2557

และปี 2558 ก็ขึ้นเป็น “ประธาน ป.ป.ช.” แล้วก็นั่งยาวๆ จนถึงกันยายน 2567

เป็นที่รู้กันว่าในวงการตำรวจนั้น “มือกฎหมาย” เทียบชั้นกับวงการผู้พิพากษานั้นหาได้ยาก

แต่ในยุคที่เรียกกันว่า “ระบอบ 3 ป.” พล.ต.อ.วัชรพล แม้ยังไม่เคยนั่งกระทั่งเก้าอี้ “ผบ.ตร.” แบบเต็มๆ ก้น กลับผงาดขึ้นเป็น “ประธาน” องค์กรอิสระที่ทรงอำนาจอย่าง “ป.ป.ช.”

จารีตแบบนี้นับเนื่องมาตั้งแต่รัฐประหาร “8 พฤศจิกายน 2490” ที่นับว่าทำลายความเป็นนิติรัฐได้อย่างราบคาบจนเป็นค่านิยมว่าถ้าเมื่อใดได้ยินเสียงรถถังเคลื่อนมาพร้อมฝีเท้ากระหึ่มจากท็อปบู๊ตของกำลังพลจากกองทัพ ปวงชนชาวไทยผู้เป็น “เจ้าของอำนาจอธิปไตย” จงถอยไป

“ปืน” อยู่เหนือ “เหตุผลและปัญญา”

บรรยากาศการเมืองที่คร่ำครึล้าหลังนี้อธิบายได้ว่า หน่วยราชการและองค์กรทั้งหลายที่ถูกจัดตั้งขึ้นด้วยเงินภาษีอากรนั้นตกอยู่ใต้อิทธิพลครอบงำของปืนและกองกำลังจนแทบจะเรียกได้ว่า สิ้นเชิง

ถ้ามีใครเถียงก็ต้องพิสูจน์ด้วยการกระทำ

“ป.ป.ช.” ในยุค 3 ป.ภายใต้รัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และรัฐธรรมนูญ 2560 ยังมีสิ่งที่เหนือความคาดหมาย นั่นคือรัฐธรรมนูญไม่มีบทบัญญัติชี้ชัดว่า ถ้ากรรมการ ป.ป.ช.กระทำความผิด ใครจะร้อง ใครจะฟ้องเอาผิด

“แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” เป็นข่าวอื้อฉาวยาวนานหลายเดือน

นาฬิกาหรูหลายสิบเรือนหลายสิบล้านบาทกับแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ชายของ พล.ต.อ.พัชรวาทนั้นเป็นทรัพย์สินที่มีมูลค่ามหาศาลนำไปสู่การกล่าวหาว่า พล.อ.ประวิตร ในฐานะรองนายกรัฐมนตรี จงใจยื่นบัญชีทรัพน์สินเป็นเท็จหรือปกปิดข้อเท็จจริงโดยไม่แสดงว่ามีนาฬิกาหรูกับแหวนเพชรหลายรายการหรือไม่

แต่ในยุคสมัยที่ทึบทะมึนนั้น เรื่องจบลงที่วาทกรรม “แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน”!

อย่างไรก็ตาม ในกระบวนการทำงานของ “ป.ป.ช.” นั้นต้องมีการประชุม บันทึก ไต่สวน ตรวจสอบ และลงมติ ซึ่งทั้งหมดที่ว่านั้นควรต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ

กระทั่งศาลปกครองสูงสุดและคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร “มีคำสั่ง” ให้ ป.ป.ช.เปิดเผยเอกสารสำคัญ 3 รายการในคดีแหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน ป.ป.ช.ก็ยังเฉย

แล้วใครจะร้อง ใครจะฟ้อง ป.ป.ช.

ปัญหานี้ถูกนำเข้าสู่ที่ “ประชุมใหญ่ศาลฎีกา” ในเวลาต่อมา

ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกามีมติว่า หลักการดำเนินคดีอาญามี 3 หลัก คือ หลักดำเนินคดีอาญาโดยรัฐ, ดำเนินคดีอาญาโดยประชาชน และดำเนินคดีอาญาโดยผู้เสียหาย

“แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน” จึงเป็นคดีที่ “คณะกรรมการ ป.ป.ช.”และเลขาฯ รวม 12 คนตกเป็น “จำเลย”

เมื่อคดีดำเนินมาจนกระทั่งถึง “ปลายทาง” โจทก์คือนายวีระ สมความคิด ขอถอนฟ้อง 2 จำเลยคนสำคัญ คือ พล.ต.อ.วัชรพล อดีตประธาน ป.ป.ช. กับ น.ส.สุภา ปิยะจิตติ อดีตกรรมการ ป.ป.ช.

แต่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ภาค 1 พิเคราะห์ว่า “การขอถอนฟ้องไม่เป็นประโยชน์แก่สาธารณะและอาจกระทบต่อรัฐเป็นสำคัญ”

ศาลพิพากษาให้จำคุก อดีตประธาน ป.ป.ช.กับอดีตกรรมการ ป.ป.ช. คนละ 3 ปี ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตาม ป.อาญา มาตรา 157 มีพฤติการณ์ร่วมกันปกปิดข้อมูลและไม่เปิดเผยผลการไต่สวนคดีนาฬิกาหรูและแหวนเพชรของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ

แน่นอนว่าหลังจากนี้ จำเลยจะต้องอุทธรณ์คดี ซึ่งคำว่า “อุทธรณ์” ในมุมของจำเลยก็คือ ขอให้เพิกถอน “คำพิพากษา” หรือที่เคยได้ยินกันว่า ขอให้ “กลับคำพิพากษา” จากโทษเป็นคุณ หรือจากหนักเป็นเบา อันเป็นปกติในกระบวนการต่อสู้ทางอาญา

เพียงแต่คดีนี้ที่รัฐเสียหายเช่นนี้ มีข้อน่าสังเกตว่าทำไม “อัยการ” จึงปล่อยวางราวกับธุระไม่ใช่!?!!!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้