bg-single

ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว

05.06.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญาข่าวสด

นานกว่า 30 ปีแล้ว ที่ความผิดฐานเมาแล้วขับในประเทศไทยเริ่มบังคับใช้ครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน 2537 จากการออกกฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ.2537) ตามความในพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ.2522

แม้กฎหมายได้มีการปรับปรุงแก้ไขและเพิ่มบทลงโทษให้หนักขึ้นเป็นระยะ โดยเฉพาะการอัพเดตบทลงโทษผู้ทำผิดซ้ำที่มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2565 เพื่อป้องกันและลดอุบัติเหตุบนท้องถนน

กำหนดโทษการทำผิดครั้งแรก จำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับ 5,000-20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 6 เดือน

ส่วนผู้ทำผิดซ้ำ (ภายใน 2 ปีนับแต่วันทำผิดครั้งแรก) จำคุกไม่เกิน 2 ปี และปรับ 50,000-100,000 บาท รวมถึงถูกพักใช้ใบขับขี่ไม่น้อยกว่า 1 ปี หรือเพิกถอนใบขับขี่

แต่เหตุสลดที่เกิดจากการเมาแล้วขับก็ไม่เคยห่างหาย

ล่าสุดผู้ละเมิดอาญาเมืองเป็นถึงข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ ในหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับชาติ

คํ่าคืนวันที่ 27 พฤษภาคม 2569 ท้องถนนที่ควรจะเงียบสงบกลับต้องกลายเป็นฉากโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจ สภ.บางศรีเมือง จังหวัดนนทบุรี พร้อมอาสาสมัครมูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง และแพทย์เวรจากสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ รุดเข้าตรวจสอบอุบัติเหตุรุนแรงบนสะพานต่างระดับบางรักน้อย ถนนราชพฤกษ์ขาออก ตำบลบางรักน้อย อำเภอเมือง จังหวัดนนทบุรี

ในที่เกิดเหตุพบรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าสีเทาล้มตะแคงขวางอยู่เลนซ้ายสุด ในสภาพท้ายรถพังยับเยินจากการถูกชนอย่างรุนแรง

ห่างออกไปที่บริเวณเลนขวา พบร่างของนายศรนรินทร์ นาคงสี อายุ 43 ปี หนุ่มไรเดอร์ผู้เคราะห์ร้าย นอนเสียชีวิตจมกองเลือดอยู่บนพื้นผิวถนน สภาพศพสุดรันทด แขนซ้ายขาดสะบั้นออกจากร่าง

เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจสอบย้อนกลับไปตามเส้นทางประมาณ 50 เมตร ก็พบชิ้นส่วนแขนซ้ายตกอยู่กลางถนน

แรงกระแทกอันมหาศาลยังคงทิ้งร่องรอยไว้บนรถคู่กรณี ซึ่งเป็นรถยนต์กระบะมิตซูบิชิ สีดำ ที่จอดห่างไปถึง 500 เมตร หรือครึ่งกิโลเมตร

สภาพกันชนหน้ามุมซ้ายพังเสียหายยับ ล้อหน้าฝั่งซ้ายพับงอจนหมดสภาพ ไม่สามารถขับเคลื่อนต่อไปได้

ส่วนคนขับอยู่ในอาการคล้ายคนเมาสุราอย่างหนัก ทราบชื่อในเวลาต่อมาคือ นายจรงค์ เหมาะเกราะ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.

เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวเข้าเครื่องตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ ผลลัพธ์พุ่งสูงถึง 189 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดไว้หลายเท่าตัว

เจ้าหน้าที่จึงควบคุมตัวไปดำเนินคดีที่โรงพักทันที โดยสันนิษฐานว่า รถกระบะซิ่งมาด้วยความเร็วพุ่งชนท้ายรถจักรยานยนต์อย่างจัง จนร่างเหยื่อลากไปเบียดกับแบร์ริเออร์คอนกรีตขอบทาง และพยายามจะขับรถหลบหนีแต่ไปไม่รอด

เพราะรถเสียหายหนักมาก

คดีนี้ทวีความร้อนแรงและกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมอย่างรวดเร็ว

เมื่อเริ่มมีการขุดคุ้ยพยานหลักฐาน โดยเฉพาะภาพจากกล้องวงจรปิดในบริเวณจุดเกิดเหตุ กลายเป็นกุญแจสำคัญที่เปิดเผยพฤติการณ์หลังชน

ภาพเหตุการณ์บันทึกในช่วงวินาทีที่รถกระบะพุ่งชนรถจักรยานยนต์อย่างรุนแรง

แรงปะทะทำให้รถจักรยานยนต์มุดเข้าไปติดอยู่ใต้ท้องรถกระบะ และถูกลากครูดไปกับพื้นถนนเป็นระยะทางไกลเกือบ 1 กิโลเมตร จนเกิดกระแสไฟลุกท่วมขึ้นมาใต้ท้องรถอย่างน่ากลัว

ก่อนที่รถกระบะจะไปจอดนิ่งสนิทในช่องทางหลัก

จากกล้องปรากฏภาพนายจรงค์เดินลงมาจากรถ ตรงไปยังชายขี่รถจักรยานยนต์คนหนึ่งที่มาจอดขวางหน้ารถเอาไว้ คาดว่าเป็นกลุ่มเพื่อนไรเดอร์ และพลเมืองดีที่เห็นเหตุการณ์ แล้วรีบขับขี่รถตามมาสกัดจับ

นายจรงค์เดินกลับไปขึ้นรถ ด้วยท่าทีเหมือนจะสตาร์ตรถเพื่อขับหนีต่อ แต่กลุ่มรถไรเดอร์ที่ตามมาสมทบพากันเข้าล้อมรถคันดังกล่าวเอาไว้ เพื่อไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหน

พิรุธของคดีไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น

เวลาไม่นานก็ปรากฏตัวละครสำคัญอีกคนคือ นายธำรง พรหมเศษ ชายเสื้อดำผู้เป็นเพื่อนสนิทของนายจรงค์

โดยมีกระแสข่าวและคลิปเหตุการณ์ระบุว่า นายธำรงพยายามจะ “สมอ้าง” เป็นคนขับรถกระบะ ทั้งในจุดเกิดเหตุและที่โรงพักเพื่อรับผิดแทน

แต่นายธำรง ก็ถูกตำรวจจับเป่าแอลกอฮอล์ พบปริมาณสูงถึง 115 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์

จากการสืบสวนพบทั้งคู่ร่วมนั่งดื่มกินสังสรรค์กันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งบนถนนราชพฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ก่อนจะแยกย้ายในเวลา 22.00 น.

เมื่อนายจรงค์ขับรถชนคนตาย จึงโทรศัพท์เรียกนายธำรงให้มาช่วยเหลือ จนเกิดการพยายามสลับตัวขึ้น

ประเด็นนี้กระจายไปสู่วงกว้าง หลังข่าวและคลิปเหตุการณ์เริ่มถูกแพร่สู่โลกออนไลน์

สังคมต่างจับตาดูท่าทีของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าจะดำเนินคดีกับข้าราชการระดับสูงขององค์กรตรวจสอบอิสระอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่

ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องการอ้างเส้นสายกับตำรวจใหญ่

รุ่งขึ้นในวันที่ 28 พฤษภาคม พ.ต.อ.ภูมิสิษฐ์ ตั้งวิทย์เดชา ผกก.สภ.บางศรีเมือง เปิดเผยในเบื้องต้นว่า ตำรวจได้แจ้งข้อหาเมาแล้วขับไว้ก่อน และกำลังรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อแจ้งข้อหาเพิ่ม

ส่วนคนขับรถกระบะได้ใช้ตำแหน่งหน้าที่การงานยื่นประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวนตามสิทธิ์ตั้งแต่หลังเกิดเหตุ

พร้อมยืนยันว่าคดีนี้จะทำอย่างตรงไปตรงมาตามพยานหลักฐาน

ต่อมา พ.ต.อ.โชคชัย คณะเจริญ รอง ผบก.ภ.จว.นนทบุรี นำเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานลงพื้นที่ตรวจรอยเฉี่ยวชนบนสะพานต่างระดับ และเข้าตรวจสอบรถกระบะมิตซูบิชิอย่างละเอียด

ทั้งสั่งการเก็บตัวอย่างดีเอ็นเอและลายนิ้วมือแฝงที่พวงมาลัยและห้องโดยสาร เพื่อพิสูจน์ยืนยันตัวตนคนขับที่แท้จริง

พร้อมระบุว่าตำรวจเตรียมแจ้งข้อหาหนักแก่นายจรงค์รวม 3 ข้อหา ประกอบด้วย ขับรถในขณะเมาสุราเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย, ขับรถโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย และขับรถชนแล้วไม่จอดให้ความช่วยเหลือ ไม่แสดงตนต่อหน้าเจ้าหน้าที่

ด้าน พล.ต.ต.อรรถพล อนุสิทธิ์ รอง ผบช.ภาค 1 ประชุมทีมพนักงานสอบสวน และชี้แจงประเด็นที่ตำรวจยอมปล่อยตัวนายจรงค์ไปในคืนเกิดเหตุโดยไม่คุมขัง ว่าเป็นเพราะข้อเท็จจริงบางประการยังไม่แน่ชัด จึงต้องไปตรวจสอบกล้องวงจรปิดและรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติมก่อน

เมื่อพยานหลักฐานแน่ชัดแล้วจึงนัดหมายเรียกตัวมารับทราบข้อกล่าวหา

ส่วนประเด็นชายเสื้อดำที่มาสมอ้างเป็นคนขับแทนนั้น กำลังตรวจสอบอย่างละเอียดหากพบว่าทำจริงจะแจ้งข้อหาแจ้งความเท็จทันที

พร้อมยืนยันว่า แม้ผู้ต้องหาจะเป็นข้าราชการระดับสูงของ ป.ป.ช. ก็ไม่มีผลต่อการทำงานและไม่มีความกดดันใดๆ ทั้งสิ้น

กฎหมายต้องเป็นกฎหมาย

ขณะที่ สำนักงาน ป.ป.ช. แถลงยืนยันว่าผู้ก่อเหตุคือ นายจรงค์ เกราะเหมาะ ผู้อำนวยการสำนักสืบสวนและกิจการพิเศษ โดย ป.ป.ช. ยืนยันว่าจะไม่มีการช่วยเหลือหรือปกป้องผู้กระทำผิด และได้สั่งตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยร้ายแรง

ก่อนมีคำสั่งย้ายไปช่วยราชการที่สำนักไต่สวนคดีพิเศษชั่วคราว โดยนายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการ ป.ป.ช. ยืนยันว่ายังไม่ให้ออกราชการ

เพราะต้องรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริง

แต่การสั่งย้ายครั้งนี้สังคมยังกังขาว่าเป็นการลงโทษจริงหรือไม่

เพราะมีกระแสว่าเก้าอี้ใหม่ที่ย้ายไปมีอำนาจมากกว่าเดิม

วันที่ 29 พฤษภาคม โรงพักบางศรีเมืองเนืองแน่นไปด้วยกลุ่มสื่อมวลชนที่มารอปักหลักทำข่าว

กระทั่งเวลา 10.00 น. นายจรงค์พร้อมทนายความส่วนตัวเข้ารับทราบข้อกล่าวหาต่อพนักงานสอบสวน โดยเลือกที่จะหลบเลี่ยงผู้สื่อข่าวและแอบเดินขึ้นทางบันไดด้านหลังอาคาร

ขณะเดียวกัน ตำรวจได้เชิญตัวผู้จัดการร้านอาหารที่นายจรงค์ไปนั่งดื่มกินมาสอบปากคำร่วมด้วย

หลังจากใช้เวลาสอบเคร่งเครียดนานกว่า 3 ชั่วโมง นายจรงค์ได้รับการปล่อยตัวชั่วคราวและได้ออกมาเผชิญหน้ากับสื่อมวลชน เพื่อเปิดใจเป็นครั้งแรก

เจ้าตัวกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งเครียดและยกมือไหว้ แสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งและขอโทษต่อครอบครัวของหนุ่มไรเดอร์ผู้เสียชีวิต

รวมถึงกล่าวขอโทษต่อสำนักงาน ป.ป.ช. ต้นสังกัด ที่ทำให้ภาพลักษณ์องค์กรต้องมัวหมอง

นายจรงค์เล่าย้อนกลับไปถึงวันเกิดเหตุ ยอมรับว่าดื่มแอลกอฮอล์จริงหลังเลิกงานและขับรถออกมาเพียงลำพัง

แต่อ้างว่าระหว่างทางกลับบ้านมีฝนตกหนักมาก

เลยไม่รู้ว่าขับรถชนคน!!?

รู้สึกเพียงเหมือนมีวัตถุบางอย่างพุ่งมาชนรถเท่านั้น และปฏิเสธเรื่องการโวยวายหรือเบ่งตำแหน่งในที่เกิดเหตุ

แม้ผู้ต้องหาจะออกมายอมรับผิดและสัญญาจะเยียวยา

แต่ความสูญเสียที่เกิดขึ้นจากน้ำเมาได้จุดชนวนความโกรธแค้นจนบานปลายกลายเป็นเหตุความรุนแรงในเย็นวันเดียวกัน

เมื่อนายจรงค์พร้อมภรรยาและทนายความ นำพวงหรีดไปร่วมพิธีบำเพ็ญกุศลศพของนายศรนรินทร์ ณ วัดทุ่งครุ เพื่อแสดงความจริงใจและขอขมา

ทว่า ในจังหวะที่นายจรงค์กำลังถือพานธูปเทียนเดินเข้าไปในศาลาศพ เขาก็ต้องล้มตึงหงายหลังแบบไม่ทันตั้งตัว

เพราะถูกหมัดชกเข้าที่ใบหน้าอย่างแรงจากเพื่อนสนิทในกลุ่มไรเดอร์ของผู้ตายคนหนึ่ง

ปากแตกเลือดอาบทันที

หลังญาติผู้ตายและกลุ่มเพื่อนๆ ช่วยกันระงับเหตุวุ่นวาย นายจรงค์ลุกขึ้นมาในสภาพริมฝีปากบวมปูดและมีเลือดไหล

แต่แสดงสปิริตไม่ติดใจเอาความ เพราะเข้าใจดีถึงความรู้สึกสูญเสียของเพื่อนๆ

จากนั้นได้เข้ากราบศพและพูดคุยกับลูกชายของผู้ตาย โดยรับปากจะสานฝันเรื่องที่ดินผ่อนส่งที่จังหวัดสุพรรณบุรีให้สำเร็จ พร้อมมอบเงินเยียวยาก้อนแรกและย้ำคำมั่นจะส่งเสียลูกทั้งสองคนเรียนจนจบอย่างแน่นอน

ด้านญาติฝั่งผู้ตายได้กล่าวขอโทษนายจรงค์ต่อเหตุความรุนแรงที่เกิดขึ้น ยืนยันว่าได้เตือนเพื่อนๆ แล้ว

แต่ก็ยังเกิดเรื่อง

ก่อนที่นายจรงค์จะเดินทางกลับ เพื่อนไรเดอร์คนเดิมยังคงพยายามตะโกนท้าทาย จนญาติๆ ต้องไล่ให้ออกไปจากงาน

แต่กลุ่มเพื่อนไรเดอร์ได้ตะโกนทิ้งท้ายด้วยความโกรธแค้นว่า หากศาลยุติธรรมพึ่งพาไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องใช้ ‘ศาลเตี้ย’ ตัดสิน

โชคดีท้ายที่สุดไม่มีเหตุรุนแรงอะไรเกิดขึ้น

บทสรุปของคดีนี้จึงเป็นเครื่องเตือนใจสังคมไทยอย่างดีว่า ‘น้ำเปลี่ยนนิสัย’ ไม่เคยเลือกปฏิบัติ ไม่ว่าจะกับคนหาเช้ากินค่ำ หรือข้าราชการระดับสูงที่มีหน้าที่ปราบปรามการทุจริต

เมื่อใดที่ขาดสติและพาตัวเองไปอยู่หลังพวงมาลัย ก็ไม่ต่างจากฆาตกรบนท้องถนนดีๆ นี่เอง

ต่อให้เงินทองหรือตำแหน่งจะใหญ่โตแค่ไหน ก็ไม่มีทางซ่อน ‘ความจริง’ ที่อยู่บนคราบน้ำตาของผู้สูญเสียได้!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)