เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
คอลัมน์ Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์ วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ www.facebook.com/bintokrit
ชีวิตคนธรรมดาสามัญที่ได้รับทุนศึกษาต่อต่างประเทศดูเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั่วไปในปัจจุบัน
แต่หากย้อนกลับไปเมื่อ 128 ปีก่อนในสมัยรัชกาลที่ 5 เรื่องราวเช่นนี้เป็นวาระใหญ่โตที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้ยากยิ่ง
แม้ว่าการส่งคนไทยไปเรียนนอกจะเกิดขึ้นมานานนมแล้วก็ตาม อย่างน้อยก็สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์ฯ ที่มีบันทึกว่าพระองค์ทรงส่งนักเรียนไทยไปยังฝรั่งเศสเพื่อศึกษาวิทยาการตะวันตก
แต่การดำเนินการอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องนั้นเกิดขึ้นครั้งใหญ่ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนกลาง ระหว่างการเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตไปสู่การเป็นรัฐชาติสมัยใหม่สมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 5)
อย่างไรก็ตาม คนไทยที่ได้รับพระราชทานทุนเล่าเรียนหลวงแทบทั้งหมดล้วนแล้วแต่เป็นบรรดาเจ้านาย เชื้อพระวงศ์ พระบรมวงศานุวงศ์พระองค์ต่างๆ โดยรัชกาลที่ 5 มักส่งเจ้านายเหล่านั้นไปยังประเทศอังกฤษ รวมทั้งประเทศอื่นๆในยุโรป เช่น เยอรมนี เดนมาร์ก ฯลฯ
แต่ยังไม่ปรากฏว่ามีการส่งไปรัสเซีย และยังไม่มีการให้ทุนกับสามัญชนอย่างเป็นกิจจะลักษณะ
กระทั่งในเวลาต่อมาเมื่อทรงตัดสินพระทัยว่าจะส่งพระราชโอรสพระองค์หนึ่งไปศึกษาต่อที่รัสเซีย
จึงเกิดความคิดใหม่ในการคัดเลือกนักเรียนไทยที่เป็นสามัญชนให้ได้รับโอกาสนี้ด้วย
พระราชโอรสซึ่งรัชกาลที่ 5 ทรงเลือกให้ไปเรียนที่รัสเซียก็คือสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถ กรมหลวงพิษณุโลกประชานาถ พระโอรสองค์ที่ 40 ของรัชกาลที่ 5 และเป็นพระโอรสองค์ที่ 4 ในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง (พระองค์เจ้าเสาวภาผ่องศรี พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4) ซึ่งมีพระนามเป็นชื่อเล่นว่า “เล็ก”
ส่วนสามัญชนที่ได้รับทุนเล่าเรียนหลวงให้ติดตามไปศึกษาต่อยังประเทศรัสเซียด้วยนั้นเป็นเด็กหนุ่มจากโรงเรียนเทพศิรินทร์ชื่อว่า “พุ่ม” และไม่มีนามสกุลใดต่อท้าย เนื่องจากในสมัยนั้นคนไทยยังไม่มีการใช้นามสกุลแบบในยุคปัจจุบัน
เรื่องราวเหล่านี้ได้รับการบอกเล่าอยู่ในหนังสือ “เกิดวังปารุสก์” ซึ่งเขียนโดยพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ ผู้เป็นพระโอรสของสมเด็จฯ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถนั่นเอง
โดยเนื้อความตอนนี้ได้บรรยายว่า
“การส่งพ่อไปศึกษาในราชสำนักรุสเซียครั้งนั้นทูลหม่อมปู่ทรงมีความคิดอย่างใหม่ คือไม่ทรงอยากให้พ่อไปได้รับความสุขสบายและหรูหราที่นั่นแต่องค์เดียว เกรงว่าอาจจะบังเกิดความเกียจคร้านและขาดมานะที่จะพยายามเล่าเรียนให้เต็มที่ จึงทรงตกลงจะส่งนักเรียนไทยที่เป็นคนสามัญไปด้วยอีกคนหนึ่งเพื่อจะได้เป็นคู่แข่งในการเล่าเรียน หวังว่าพ่อจะมีขัตติยมานะไม่ยอมแพ้นักเรียนคนอื่น จึงคงจะทำให้ขยันขันแข็งขึ้นอีก”
ข้อความตอนนี้แสดงให้เห็นถึงเหตุผลของรัชกาลที่ 5 ว่าเพื่อต้องการให้เกิดการแข่งขันขึ้นในระหว่างเรียน กระตุ้นไม่ให้ผู้เรียนติดสบายและเกิดความเฉื่อยชา
การมีใครสักคนเป็นคู่แข่งประกบอยู่จึงสร้างความคึกคักกระตือรือร้นในการเล่าเรียนขึ้นมาได้ ซึ่งน่าจะเป็นผลดีต่อการใช้ชีวิตนักเรียนนอกที่อยู่ห่างบ้านห่างเมือง
ในอีกแง่หนึ่งก็อาจคิดไปได้ว่าการมีเพื่อนคนไทยสักคนอยู่ด้วยก็ย่อมดีกว่าใช้ชีวิตคนเดียวตามลำพัง เพราะสามารถเป็นได้ทั้งมิตรสหายร่วมทุกข์ร่วมสุขที่เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมเดียวกัน อีกทั้งยังเป็นหูเป็นตาให้กันและกันได้
ที่สำคัญคือคนผู้นั้นต้องมีความเฉลียวฉลาด มีคุณสมบัติโดดเด่นเหนือกว่าคนทั่วไป จึงจะช่วยเป็นคู่คุยคู่คิดที่ดีได้อย่างเหมาะสม
ดังนั้น จึงต้องทำการเลือกเฟ้นอย่างพิถีพิถัน ดังความในหนังสือที่บอกเล่าเอาไว้ว่า
“… นักเรียนผู้นั้นต้องเป็นผู้ที่ฉลาดเฉลียวอย่างมากด้วย ผู้ที่ได้รับเลือกไปรุสเซียคือนายพุ่ม อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพ่อ และเป็นนักเรียนโรงเรียนเทพศิรินทร์ที่สอบไล่แข่งขันได้ทุนเล่าเรียนหลวง ในการส่งนายพุ่มไปรุสเซีย ทูลหม่อมปู่ได้ทรงขอร้องต่อพระจักรพรรดินิโคลาส ให้นายพุ่มได้มีฐานะเท่ากับพ่อทุกประการในทางการกินอยู่และการศึกษา”
เมื่อเตรียมการพร้อมแล้ว นักเรียนไทยทั้งสองก็ได้เริ่มออกผจญภัยในต่างแดนไปสู่นครเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก ประเทศรัสเซีย ในปี พ.ศ.2441 โดยเจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถนั้นได้ผ่านการใช้ชีวิตที่อังกฤษมาก่อนแล้ว ประกอบกับได้รับการเรียนภาษาอังกฤษมาตั้งแต่เล็กๆ จึงรู้ภาษาอังกฤษ ตลอดจนธรรมเนียมและวัฒนธรรมของอังกฤษเป็นอย่างดี แต่ยังไม่สันทัดภาษารัสเซีย เนื่องจากเพิ่งได้เรียนภาษารัสเซียมาไม่นาน
และเมื่อทั้งคู่เดินทางไปถึงก็ได้รับการต้อนรับอย่างดียิ่งจากราชสำนัก ดังความที่บรรยายว่า
“พ่อและนายพุ่มได้เดินทางไปถึงประเทศรุสเซียใน ปี พ.ศ.๒๔๔๑ มีนายทหารชั้นนายพลนายพันมารับเสด็จที่ชายแดนและมีนายพลรุสเซียผู้หนึ่งเป็นองครักษ์และพี่เลี้ยงประจำพระองค์ พระเจ้านิโคลาสได้ทรงจัดให้มีที่อยู่อย่างโอ่โถงที่พระราชวังฤดูหนาว ในกรุงเซนต์ปีเตอส์เบิร์ก และเมื่อเข้าเฝ้าพระเจ้าแผ่นดินรุสเซีย ทั้งพ่อและนายพุ่มได้ประสบการต้อนรับอย่างดียิ่ง”
แม้จะได้รับการรับรองอย่างอบอุ่นสะดวกสบาย แต่อุปสรรคที่ทั้งคู่ต้องเผชิญก็คือเรื่องของภาษานั่นเอง พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์บันทึกเรื่องราวในส่วนนี้ว่าปัญหาใหญ่ที่ท้าทายจิตใจที่สุดก็คือการเรียนที่หนักหน่วงทั้งด้านเนื้อหาและภาษา นับเป็นด่านหินที่สุดจุดหนึ่งของการปรับตัวเข้ากับชีวิตใหม่ ดังที่บรรยายเอาไว้ในหนังสือว่า
“ข้าพเจ้าได้เห็นหลักสูตรของโรงเรียนนั้น สังเกตได้ว่าการเล่าเรียนหนักมาก และเมื่อเรารำลึกดูว่านักเรียนไทยทั้งสองนั้น ต้องเล่าเรียนวิชาทั้งหลายโดยใช้ภาษารุสเซียอันเป็นภาษาที่นับว่ายากยิ่ง ซึ่งทั้งสองเพิ่งเริ่มเรียนภาษานั้นมาเพียงหนึ่งปี เราจะต้องยอมรับว่า การเล่าเรียนนั้นค่อนข้างจะยากอย่างยิ่ง”
สําหรับหลักสูตรที่ทั้งคู่เข้าไปศึกษานั้นคือวิชาการทหารใน “โรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก” ชื่อโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กเป็นชื่อที่คนไทยไม่คุ้นเคย เพราะในไทยนั้นโรงเรียนนายร้อยกับโรงเรียนมหาดเล็กอยู่แยกออกจากกัน ไม่ได้ผนวกรวมเป็นหนึ่งเดียวแบบที่ปรากฏในรัสเซีย
เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น พระองค์เจ้าจุลจักรพงษ์ได้อธิบายไว้ว่าเป็นเรื่องของการบริหารจัดการกองทัพ เนื่องจากรัสเซียเป็นประเทศที่กว้างขวางมากและมีกองทัพใหญ่โตกว่าไทย จึงไม่เหมาะที่จะมีโรงเรียนเดียวแบบไทย ตามที่ระบุไว้ในหนังสือว่า
“เมื่อไปถึงเรียบร้อยแล้ว พระเจ้านิโคลาสก็ทรงจัดให้ทั้งสองเข้าประจำโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็ก ชื่อโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กย่อมออกจะแปลกหูคนไทยเราในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ รัชกาลที่ 6 เราก็เคยมีโรงเรียนมหาดเล็ก แต่ที่รวมกับโรงเรียนนายร้อยนั้นไม่มี ส่วนประเทศรุสเซียเขาใหญ่โตกว่าเรา มีกองทัพบกมหึมา ฉะนั้น ถ้ามีโรงเรียนนายร้อยแต่โรงเรียนเดียว ก็จะใหญ่เกินไปที่จะปกครองได้สะดวก ถ้ามีโรงเรียนเดียวแต่ขนาดธรรมดาก็จะไม่มีนักเรียนออกเป็นนายทหารมากพอสำหรับประจำกองทัพบก เขาจึงมีหลายโรงเรียน ส่วนโรงเรียนนายร้อยมหาดเล็กนั้นอยู่ใกล้ชิดพระเจ้าแผ่นดิน ในสมัยนั้นจึงนับว่าหรูหราที่สุด”
(อ่านต่อฉบับหน้า)
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
