
ชื่อรายงานบนเว็บไซต์ ทราเวล แอนด์ ทัวร์ เวิร์ลด์ เมื่อ 24 กันยายนที่ผ่านมา ตั้งคำถามเอาไว้อย่างน่าสนใจมากว่า ขณะที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นถึงระดับสูงสุดในรอบ 5 ปี การท่องเที่ยวของสยามเมืองยิ้มเราจะสูญเสียความได้เปรียบที่เคยมีไปหรือไม่?
เนื้อหาของข้อเขียนชิ้นนี้ แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการที่ค่าเงินบาทของบ้านเราแข็งค่าขึ้นแรงมาก ถึงขนาดเคยแตะไปที่ระดับสูงสุดในรอบ 5 ปีว่า มีมากไม่ใช่เล่น และไม่ได้จำกัดอยู่แต่เฉพาะเรื่องการท่องเที่ยวเท่านั้น ยังสร้างความกังวลต่อเศรษฐกิจของประเทศโดยรวมอีกด้วย
ข้อเขียนชิ้นนี้ให้ข้อเท็จจริงไว้ว่า ปัจจัยหลักสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าสูงมากก็คือ การไหลเข้าของเงินทุนจากต่างประเทศ เข้ามายังตลาดพันธบัตรและตลาดหลักทรัพย์ของไทย เมื่อบวกเข้ากับการส่งออกทองคำ ในขณะที่ราคาทองคำตลาดโลกพุ่งสูงถึง 2,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ สืบเนื่องจากการประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของเฟด หรือธนาคารกลางของสหรัฐอเมริกา กับสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ยังคงความไม่แน่นอนสูงอย่างยิ่งในตะวันออกกลาง
การแข็งค่าของเงินบาทก็ยิ่งพุ่งสูงไปกันใหญ่
ผู้เขียนให้ข้อมูลล่าสุดของค่าเงินบาทเมื่อ 23 กันยายนเอาไว้ว่า เปิดการซื้อขายมาที่ 32.92 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่แข็งค่าที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี ส่งผลกระทบทันทีต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของไทย
เพราะค่าบาทที่สูงขึ้น ทำให้อำนาจซื้อของนักท่องเที่ยวลดลง ทำให้ตัดสินใจควักเงินออกมาใช้จ่ายในระหว่างการท่องเที่ยวน้อยลงตามไปด้วย
ผลกระทบที่ว่านี้เห็นกันชัดเจนถึงขนาดที่ว่า สรวงศ์ เทียนทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกมายอมรับแล้วว่า จะทำให้รายได้ของไทยจากการท่องเที่ยวต่ำกว่าเป้าที่ตั้งเอาไว้ที่ 3.5 ล้านล้านบาทแล้วในปี 2024 นี้
การที่เงินบาทแข็งค่าขึ้นมาเช่นนี้ ทำให้อยู่ดีๆ ทุกอย่างในไทย ไม่ว่าจะเป็นสินค้าหรือบริการสำหรับนักท่องเที่ยวแพงขึ้นทันตาเห็น ประธานสมาคมนักท่องเที่ยวภูเก็ตระบุว่า ราคาสินค้าและบริการสำหรับนักท่องเที่ยวเหล่านี้เพิ่มสูงขึ้นแล้วประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์จากการแข็งค่าของเงินบาทเพียงอย่างเดียวเท่านั้น
ความกังวลที่ว่า ประเทศไทย ซึ่งครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็น “สวรรค์ของนักท่องเที่ยวแบ็กแพ็ก” กำลังจะสูญเสียไปจากสถานการณ์ค่าบาทในครั้งนี้
เพราะสำหรับนักท่องเที่ยวแล้ว ทุกอย่างจะแพงขึ้นอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ค่าที่พัก ไปจนถึงค่าอาหาร และการซื้อทัวร์ในท้องถิ่น และจะส่งผลให้แดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวแบบประหยัด กำลังจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวระดับไฮเอนด์ไปในที่สุด
ผู้เขียนระบุว่า สำหรับนักเดินทางท่องเที่ยวระหว่างประเทศ โดยเฉพาะที่เดินทางมาจากประเทศที่ค่าเงินอ่อนกว่า จะตระหนักทันทีว่าต้นทุนการท่องเที่ยวในไทยสูงขึ้น การเดินทางมาท่องเที่ยวไทยซึ่งแต่เดิมไม่ต้องคำนึงถึงงบฯ มากมายนัก ในเวลานี้กำลังจำเป็นต้องมีการวางแผนการทางด้านการเงินเพื่อการท่องเที่ยวอย่างระมัดระวัง ตั้งแต่ค่าใช้จ่ายรายวันอย่างค่าที่พัก ค่าอาหาร และค่ารถ เพราะทุกอย่างแพงขึ้นทั้งหมด โดยเฉพาะในจุดที่เป็น “ฮอตสปอต” ของการท่องเที่ยวอย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ตและเชียงใหม่
อย่างไรก็ตาม ข้อเขียนชิ้นนี้ระบุว่า เสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยยังคงแข็งแกร่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักท่องเที่ยวในระดับหรู เพราะไทยมีแหล่งท่องเที่ยวระดับพรีเมียมนำเสนออยู่ไม่น้อย ตั้งแต่รีสอร์ตระดับ 5 ดาว ไปจนถึงการใช้ประสบการณ์บนเกาะพักผ่อนของเอกชน ซึ่งภายใต้สถานการณ์เงินบาทแข็งค่านี้ยิ่งมีเสน่ห์มากขึ้นไปอีก เนื่องจากทำให้ไทยกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยว “เอ็กซ์คลูซีฟ” สำหรับนักท่องเที่ยวกระเป๋าหนักไป
ผู้เขียนชี้ว่า แนวโน้มที่ว่านี้อาจทำให้ไทยค่อยๆ ปรับสถานะของตนเอง จากเดิมที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวประหยัดงบประมาณ ให้กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำหรับตลาดหรูระดับบนไปในที่สุด
ปัญหาก็คือ บรรดานักท่องเที่ยวแบบประหยัดงบประมาณที่เคยมุ่งมาไทยเป็นเป้าหมายหลัก ต่อไปนี้อาจจำเป็นต้องหันไปสำรวจแหล่งท่องเที่ยวอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศอย่างเวียดนาม หรือลาว ที่ยังคงนำเสนอประสบการณ์ทางด้านวัฒนธรรมคล้ายคลึงกับที่ไทยเคยมี แต่ในระดับราคาที่ย่อมเยาว์กว่าแล้วในขณะนี้
เงินบาทแข็งค่ายังส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก และภาคอุตสาหกรรมการผลิตเช่นเดียวกัน เพราะทำให้ขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกลดลง เพราะสินค้าไทยแพงขึ้น ทำให้ภาพโดยรวมของปี 2024 ยังเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน
ถือเป็นโจทย์ท้าทาย วัดฝีมือวัดใจรัฐบาลและธนาคารแห่งประเทศไทยครั้งใหญ่เลยทีเดียว
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
