bg-single

ความรุนแรงจากรัฐไม่เคยหายไป… สังคมไทยไม่ได้ตระหนัก แถมมีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ชวนคิดผ่านมุมมองนักวิชาการ ‘สิทธิมนุษยชน’

16.10.2026

MatiTalk | จารุวิชญ์ สิงคะเนติ

“คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้หรี่ตาให้กับความรุนแรงและยอมรับมัน แล้วอาจจะมองหรือพูดอย่างสิ้นหวัง หรือปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวเวรกรรมก็ตามทัน” ผศ.ดร.พัทธ์ธีรา นาคอุไรรัตน์ สถาบันสิทธิมนุษยชนและสันติศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล ให้สัมภาษณ์รายการ MatiTalk ทางมติชนสุดสัปดาห์ 50 ปีผ่านไปไทยเรียนรู้อะไรบ้างจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519

ผศ.ดร.พัทธ์ธีราระบุว่า เท่าที่ประเมินสังคมไทยก็เรียนรู้เพิ่มขึ้น แต่ยังไม่ได้เรียนรู้แบบลึกซึ้งและเข้าใจอย่างจริงจัง

สิ่งสำคัญสำหรับการเรียนรู้ในฐานะคนทำงานวิชาการ ความรู้ไม่ควรจะอยู่แค่เรารู้เฉยๆ แต่ควรนำไปสู่การทำอะไรที่ช่วยให้เกิดการตระหนักรู้และป้องกัน เพื่อไม่ให้เหตุการณ์คล้ายๆ กันเกิดขึ้นอีก อันนี้แม้มันรู้ดีมากขึ้น มีคนสนใจเพิ่มขึ้น แต่ไม่พอ

เนื่องจากชุดความรู้เรื่อง 6 ตุลายังไม่เข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอนใดๆ ของสังคม ไม่อยู่ในกระแสหลัก พอไม่อยู่ในกระแสหลักคิดว่าความรู้แบบนี้ยังขาดพร่องอีกเยอะมาก

เลยคิดว่าถ้าในแง่ของจะทำให้จากรู้แล้วนำไปสู่การป้องกันอะไรได้ ควรต้องเอาเข้าไปอยู่ในหลักสูตรการเรียนการสอน หรือควรมีพิพิธภัณฑ์ มี Archive มีหน่วยงานที่ทำหน้าที่ดูแลรักษาความรู้แล้วก็เอาไปใช้ให้เกิดการเรียนรู้ นำไปสู่ปฏิบัติการ คือการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก

อันนี้คิดว่าสำคัญ แล้วสังคมไทยยังขาด ยังไม่รู้มากพอ

: เพราะอะไรถึงยังขาดสิ่งที่เรียกว่า เรายังไม่รู้มากพอ

หากย้อนไปดูไม่ใช่แค่ 6 ตุลา เหตุการณ์ความรุนแรงในประเทศไทยเยอะมากที่สังคมไทยยังไม่ตระหนักในวงกว้าง เพราะหนึ่งสังคมไทยเป็นสังคมที่คล้ายๆ มีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด มีโครงสร้างอำนาจที่เอื้อให้คนที่กระทำความผิด ไม่ต้องยอมรับผิด

และยังมีวาทกรรมว่า อย่าไปคิดแค้นหรืออย่าไปรื้อฟื้นเรื่องราวความหลัง ผ่านแล้วให้ผ่านไป

โดยรวมคือวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ที่ทำงานกับโครงสร้างอำนาจของสถาบันต่างๆ ยังอยู่ในสังคมไทย

แน่นอน คนที่เขาอยู่ในโครงสร้างอำนาจ คนที่เป็นเจ้าของวัฒนธรรม วาทกรรม กระแสหลัก หลายคนมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดก็อาจจะต้องได้รับโทษ ต้องชดเชยความผิดบางอย่างตามกระบวนการที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นแล้วอาจทำให้เขาสูญเสียอำนาจ ไม่สามารถจะมีที่ยืนในสังคมไทยเหมือนอย่างปัจจุบันที่เป็นอยู่

ยกตัวอย่างกรณีตากใบ รู้ว่ามีคนที่เกี่ยวข้อง มีหลักฐานยืนยันว่าเกี่ยวข้อง และกำลังให้โอกาสเข้ามาพิสูจน์ความรับผิดชอบ แต่ก็เป็นคนที่อยู่ในโครงสร้างอำนาจส่วนบน เป็นคนที่มีอำนาจมากๆ เพราะฉะนั้น การที่ทำอะไรแบบนี้ถ้าจะดึงกลับเข้ามา ก็เป็นการทำให้เขาสูญเสียอำนาจ สูญเสียที่ยืนในสังคม แล้วยังมีเครือข่ายผู้มีอำนาจที่อำนวยความสะดวกช่วยกัน ไม่ให้คนกระทำความผิดได้กลับเข้ามาสู่กระบวนการความยุติธรรมหรือการพิสูจน์ถูกผิดอย่างที่ควรจะเป็น

โครงสร้างแบบนี้ทำให้สังคมไทยไม่สามารถจะไปคลี่ออกมาได้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ก็เป็นอุปสรรคใหญ่ของสังคมไทยที่ทำให้เราติดกับดักความรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ไม่เคยหายไปจากประวัติศาสตร์สังคมการเมืองไทยเลย

: ทำไมถึงเลือกเทียบเหตุการณ์ 6 ตุลากับควังจู

เนื่องจากเป็นอดีตนักเรียนความสัมพันธ์ระหว่างประเทศแล้วก็ทราบว่าเกาหลีใต้กับไทยออกสตาร์ตในการเริ่มต้นพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมไล่เลี่ยกันเลย แต่พอมาดูเกาหลีใต้ เราก็สงสัย ทำไมเกาหลีใต้เขาไปอยู่ในโซนของประเทศที่เรียกว่าเศรษฐกิจก้าวหน้าอยู่ในโซน G 20 ในขณะที่ประเทศไทยช่วงนั้นปี 2530, 2540 บอกว่าเราจะเป็นเสือตัวที่ห้าของเอเชีย เราก็ทำไมปล่อยเพื่อนวิ่งไป แต่ประเทศไทยเหมือนเราหันคนละทิศคนละทางกับเขา

และที่สะดุดคือประวัติศาสตร์ของเกาหลีใต้มีเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมืองคล้ายประเทศไทย แต่ทำไมเขาถอดบทเรียน เอาจริงเอาจังเรียนรู้กับมันจนทำให้เขาสามารถป้องกันการรัฐประหารได้

โดยเฉพาะปลายปี 2567 วันที่ 4 ธันวาคม ช่วงนั้นอดีตประธานาธิบดีพยายามประกาศกฎอัยการศึก คนเกาหลีใต้ลุกฮือทั้งๆ ที่อากาศหนาวหิมะตก ทำไมเขาป้องกันได้

เราก็ไปเห็นว่าเขามีพื้นที่สาธารณะที่เรียนรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์ความรุนแรงทางการเมือง และมีพื้นที่สาธารณะให้ประชาชนได้แสดงความคิดเห็นทางการเมืองเยอะมาก ทำไมเขาถึงมีพื้นที่เรียนรู้ได้ เศรษฐกิจเขาดีได้

แล้วที่สำคัญมากกว่านั้นเมื่อตอนปี 2563 ที่เรามีนักเรียนนักศึกษาลุกขึ้นมาเรียกร้องเพื่อการเมืองที่ดีกว่า แล้วเราก็มีอดีตนักศึกษาของเรา คุณไผ่ ดาวดิน ทนายอานนท์ นำภา คุณอังคณา นีละไพจิตร ที่ได้รับรางวัลจากควังจู ยิ่งทำให้เราสนใจแล้วไปหาว่าอะไรคือจุดเชื่อมโยงสำคัญและเป็นตัว trigger คือเป็นตัวที่เปลี่ยน ทำให้เกาหลีใต้เจริญก้าวหน้าได้แล้วมีความมั่นคงในประชาธิปไตย เคารพสิทธิมนุษยชน ทำให้ประเทศเขาไม่ติดกับดักความรุนแรงภายในประเทศ

หลายประเทศก็มาเรียนรู้จากเกาหลีใต้ เขาบอกว่าเกาหลีใต้มีกระบวนการภาคประชาชนที่เข้มแข็ง ถอดบทเรียนประวัติศาสตร์บาดแผลอย่างจริงจัง และแก้เชิงโครงสร้าง แก้เชิงโครงสร้างหมายความว่าแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญด้วยและทำให้สถาบันหลักๆ ของประเทศที่จะถือครองอำนาจ เช่น ตำรวจ ทหาร ไม่สามารถใช้กำลังความรุนแรงกับประชาชนของตัวเองได้

อันนี้น่าสนใจเพราะการแก้โครงสร้าง และกระบวนการความยุติธรรมของเขามีความน่าเชื่อถือมากกว่าประเทศไทยเยอะ

นี่คือสิ่งที่กลับมาบอกว่าถ้าประเทศไทยยังไม่ได้ทำเรื่องความรู้ความตระหนักรู้ และแปลงลงมาสู่ปฏิบัติการอย่างนี้ให้ทั่วประเทศ เราก็จะก้าวไม่พ้นเหตุการณ์คล้ายๆ 6 ตุลา เพราะนี่ก็ 50 ปีแล้ว แต่ก่อนจะมาถึง 6 ตุลา 50 ปี สังคมไทยอาจต้องกลับมานั่งดูด้วยว่าเราเดินผ่านความรุนแรงโดยรัฐที่กระทำต่อประชาชนพลเมืองอีกกี่เหตุการณ์

เราอาจจะเจอ 6 ตุลาเป็นเหตุการณ์ใหญ่ๆ แต่ขนาดเหตุการณ์ใหญ่ขนาดนี้ยังแทบไม่มีพื้นที่ในหน่วยงานราชการเพื่อจะเรียนรู้และถอดบทเรียนเลย ต้องรอให้เกิดอีกเท่าไรถึงจะแก้ปัญหาได้

: เกาหลีใต้ถอดบทเรียนสำเร็จเพราะอะไร

จริงๆ ทำงานด้วยกันสองส่วน ปี 1980 ตอนที่เกิดเหตุการณ์ใหม่ๆ 7 ปีที่เขาพูดไม่ได้เลย เพราะผู้มีอำนาจที่เป็นผู้ก่อเหตุยังอยู่ในอำนาจ แต่ด้วยความมุ่งมั่นของภาคประชาชนเขารู้ว่าถ้าสมมุติยังเป็นสภาพแบบนั้นต่อไป ไม่มีทางที่ประเทศของเขาจะเปลี่ยน และไม่มีทางที่คนที่สูญเสียและประชาชนจะได้รับความยุติธรรมคืน

ดังนั้น การเลือกตั้งปี 1987 จึงมีตัวแทนของฝ่ายที่เป็นผู้เรียกร้องประชาธิปไตยลงสมัครรับเลือกตั้ง ประชาชนทั้งประเทศบอกว่าต้องเลือกคนนี้ ก็ช่วยกัน

เพราะฉะนั้น พอเขาเลือกคนนี้ขึ้นมา เจตจำนงทางการเมืองของผู้นำสำคัญมาก ซึ่งประเทศไทยน่าเศร้ามาก เราไม่เคยเห็นเจตจำนงทางการเมืองของผู้นำประเทศคนไหนที่จะเอาจริงเอาจังกับการทวงคืนศักดิ์ศรีและทำให้ประเทศไทยกลับมายืนอยู่ในร่องรอยของแผ่นดินที่เรียกว่าพุทธธรรมเลย

ต้องบอกว่าเราไม่เคยเห็น

แต่เกาหลีใต้เขาทำ เพราะเขาคำนึงถึงผลประโยชน์ของประเทศชาติโดยรวมเป็นตัวตั้ง แล้วเขาคิด Long Term ว่าต้องช่วยกันแก้และต้องแก้ในเชิงโครงสร้างเพื่อไม่ให้มีใครคนใดคนหนึ่งมาฉวยใช้โอกาสจากกฎหมายรัฐธรรมนูญจากการเลือกตั้งและทรยศหักหลังประชาชนทำร้ายประชาชนได้อีก

นี่คือเจตจำนงทางการเมืองสองฝั่งทั้งของผู้นำและของประชาชน มั่นคงในประชาธิปไตย การเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ แล้วก็เรื่องความยุติธรรม

เพราะฉะนั้น เขาก็พยายามที่จะผลักดันให้มีกระบวนการค้นหาความจริง คือทำทั้งสังคม แน่นอนมีคนไม่เห็นด้วย มีคนค้าน แต่เขาก็พยายามใช้เหตุและผลแล้วก็เปิดพื้นที่ที่ปลอดภัยเพื่อให้ถกเถียงแลกเปลี่ยนกันได้ ไม่มีอำนาจหรือมือที่มองไม่เห็น

จนถึงทุกวันนี้เขารำลึกทุกปีเป็นทางการ ประธานาธิบดีต้องลงทุกปี

นี่คือเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและความต่อเนื่องของกระบวนการประชาธิปไตยที่ประชาชนช่วยกันโอบอุ้มผลักดัน ไม่ไขว้เขว

ประเทศไทยถ้าเราทำก็ทำได้ 50 ปีแล้วก็ไม่ควรจะต้อง 100 ปีแล้วค่อยทำ เพราะตอนนี้คนที่เขาอยู่ร่วมสมัยกับเหตุการณ์หลายคนก็ 70-80 หลายคนก็เสียชีวิตไปแล้ว เราควรจะรีบทำ รีบชดเชยเยียวยา รีบคืนศักดิ์ศรี เพื่ออย่างน้อยให้คนเหล่านี้เขาลุกขึ้นมาบอกว่าเขาเป็นคนที่ให้อภัยแล้ว เขาอยากให้เกิดการเรียนรู้ยังไง นั่นจะเป็นความกล้าหาญที่สุดและจะเป็นการแสดงความรับผิดชอบของรัฐที่ดีที่สุดต่อประชาชนพลเมือง จะเรียกคืนความไว้เนื้อเชื่อใจ

แล้วอาจจะช่วยให้เกิดบรรยากาศที่นำไปสู่การสลายขั้วการแบ่งแยกเร้าระทึกในสังคมไทยซึ่งตอนนี้เต็มไปหมด

: คนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองเท่าดิม มองยังไงบ้างเท่าที่คลุกคลีกับนักศึกษา

ถามว่าคนรุ่นใหม่ไม่สนใจการเมืองไหม ถ้าจากงานที่สอนในห้องเรียนที่เด็กลงทะเบียนเพิ่มขึ้นทุกเทอม คิดว่าไม่ใช่ ก่อนหน้านี้อาจมีนักศึกษาลงทะเบียน 30-50 คน แต่ตอนหลังๆ 60-70 คน บางเทอมเป็นร้อย จนสถานที่ห้องเรียนรับไม่ได้ เด็กอยากรู้ นักศึกษาอยากรู้ ไม่ใช่เขาไม่มีโซเชียลมีเดียที่เขาสนใจ แต่เขาอยากรู้ว่าข้อเท็จจริงคืออะไร ที่เขาเห็น เขารู้ เขาค้นหาเจอ มันจริงหรือปลอม หลักฐานอยู่ที่ไหน และทำไมเรื่องเหล่านี้เขาถึงไม่เคยได้เรียนรู้ในระดับประถมหรือมัธยม คือคำถามที่เจอทุกเทอม

จะบอกว่านักศึกษาไม่สนใจการเมืองไม่ใช่ เขาสนใจการเมืองแล้วเขาอยากเห็นการเมืองดีกว่านี้ด้วย

เพราะฉะนั้น คิดว่าเด็กรุ่นใหม่ไม่ใช่ว่าเขาไม่สนใจการเมือง แต่มุมที่เขาสนใจตอนนี้คือมุมเรื่องความเป็นธรรม เรื่องความยุติธรรมในสังคม เรื่องอนาคตของเขาที่จะมีกับการเมืองในปัจจุบัน

เรื่องเงินกู้เป็นคำถามที่นักศึกษาถามเยอะมาก จะมาเรียนหนังสือก็ต้องให้กู้เรียน กู้ กยศ. จะบริหารประเทศก็กู้ เขาฟังดูแล้วบอกไม่สมเหตุสมผล เขาเป็นคนรุ่นใหม่ควรมีสิทธิ์ที่จะได้รับสวัสดิการในการเรียนไม่ควรต้องผูกขาเขาไว้ด้วยหนี้

เขาบอกว่าในเมื่ออัตราเกิดก็น้อยแล้วเขาเป็นเจเนอเรชั่นที่ต้องแบกประเทศนี้ทำไมต้องเอาตุ้มเหล็กมาผูกขาเขาอีก

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เดนตายในผ้าเหลือง | บุกเข้าถ้ำเสือ หลังการนองเลือดที่เยาวราช
รู้จัก อัยการสูงสุด คนใหม่ เคยถูกกล่าวหา “เหลืองตัวพ่อ” พร้อมลุยภารกิจลบคำสบประมาท ‘ยักษ์ไร้เขี้ยว’ ชงโมเดล ‘FBI’ แก้จุดบอด
ย้อนคดีโกงเงินบุญ! ฉาว ‘วัดพระบาทน้ำพุ’ สู่คำตัดสินคุก 742 ปี อดีตเจ้าอาวาส ‘อลงกต’
เหยี่ยวถลาลม | สำราญ นวลมา นอนมาแล้วไปยังไงต่อ
ความรุนแรงจากรัฐไม่เคยหายไป… สังคมไทยไม่ได้ตระหนัก แถมมีวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิด ชวนคิดผ่านมุมมองนักวิชาการ ‘สิทธิมนุษยชน’
เส้นทางความรัก ‘กวินท์-ปุ้มปุ้ย’ สู่วันปิดฉากชีวิตคู่! เหลือสถานะพ่อและแม่ ยันจากกันด้วยดีไร้มือที่สาม
ธงทอง จันทรางศุ | บริหารความเสี่ยง
‘เลขา รมว.เกษตรฯ’ ลั่น แทร็คเตอร์ EV คันละ 16 ล้านไม่จริง! เพราะถ้าราคานี้ตัวเองก็รับไม่ได้ ย้ำ การของบฯทุกหน่วยงานมีการตรวจสอบเข้ม ชี้โครงการมีหลายอย่างเกิดจากความตั้งใจดี-ต้องการลดต้นทุนให้ชาวนา
‘อธิบดีกรมข้าว‘ ยัน รถไถคันละ 16 ล้านบาท ไม่จริง น่าจะเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
เมียนมาและอาเซียนในสถานการณ์ใหม่
เมื่อไม่มีอะไร ‘ปกติ’ อีกต่อไป!
ถกประชาธิปไตยที่กรุงเอเธนส์