สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
20 ตุลาคม 2569 ปารเมศ วิทยารักษ์สรรค์ สส.กทม.พรรคประชาชน โพสต์ถึงมาตรการ “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ว่า ชื่นชมการปราบผับผิดกฎหมายและแนวคิด “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” แต่จะแก้ส่วยและป้องกันโศกนาฏกรรมให้จบ ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวน พรรคภูมิใจไทย มาร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509 ให้ใช้งานได้จริงครับ
ก่อนอื่นผมขอชื่นชม ท่านพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย (มท.2) ที่เอาจริงเอาจังกับการลงพื้นที่กวดขันและจับกุมผับบาร์ที่ผิดกฎหมายในย่านถนนข้าวสารเมื่อวันก่อน ถือเป็นการส่งสัญญาณที่ดีในการบังคับใช้กฎหมายครับ
และยิ่งได้ฟังบทสัมภาษณ์ของ รัฐมนตรีภราดร ปริศนานันทกุล ที่ออกมาพูดถึงแนวคิดการทำ “ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” เพื่อคุมเข้มและปราบปรามการจ่ายสินบนให้เจ้าหน้าที่รัฐ ผมยิ่งรู้สึกยินดีที่ท่านมองเห็นปัญหาตรงกันว่า “ตัวบทกฎหมายปัจจุบัน” มีปัญหาและมีช่องโหว่ที่เปิดทางให้เจ้าหน้าที่รัฐนำไปใช้เรียกรับผลประโยชน์
แต่อย่างไรก็ตาม การไล่จับกุมเป็นรายวัน หรือการทำเพียงพื้นที่ทดลองเฉพาะจุด อาจเป็นเพียงการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ สิ่งที่ผมอยากเชิญชวนพรรคภูมิใจไทยมาร่วมกันทำอย่างจริงจังในจังหวะนี้ คือ การแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือการแก้ไข พ.ร.บ. สถานบริการ พ.ศ. 2509 และกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้สอดคล้องกับความเป็นจริงในปัจจุบัน
ที่ผ่านมา พรรคประชาชน ได้ยื่นร่างแก้ไข พ.ร.บ. สถานบริการ เข้าสู่สภาฯ ไปแล้ว เพื่อหวังจะปรับเปลี่ยนโครงสร้างกฎหมายที่ล้าหลังซึ่งบังคับใช้มานานกว่า 60 ปี แต่น่าเสียดายที่ร่างกฎหมายฉบับดังกล่าวกลับถูกนายกรัฐมนตรีปัดตกไป โดยไม่ทราบเหตุผลและคำอธิบาย
ในเมื่อวันนี้รัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทยเห็นตรงกันแล้วว่า กฎหมายที่มีอยู่มันล้าสมัยและเป็นบ่อเกิดของส่วย ผมจึงอยากถือโอกาสนี้เชิญชวนให้เรามาร่วมมือกันผลักดันการแก้ไขกฎหมายฉบับนี้อีกครั้ง เพื่อประโยชน์ของประชาชนและผู้ประกอบการครับ
เพราะความจริงที่ผู้ประกอบการต้องเผชิญทุกวันนี้ คือ “แม้ตั้งใจอยากทำให้ถูกกฎหมาย 100% ก็แทบเป็นไปไม่ได้” เนื่องจากติดล็อกข้อจำกัดที่ล้าหลังเต็มไปหมด ไม่ว่าจะเป็น:
1) เรื่องโซนนิ่ง (Zoning): ที่ถูกแช่แข็งมาหลายสิบปี ไม่สอดคล้องกับการขยายตัวของเมืองและย่านท่องเที่ยวในปัจจุบัน
2) เรื่องเวลาเปิด-ปิด: ที่ไม่ยืดหยุ่นตามบริบทของพื้นที่เศรษฐกิจกลางคืน
3) เรื่อง พ.ร.บ. ควบคุมอาคาร และกฎระเบียบที่ซ้อนทับกัน: ซึ่งไม่เอื้อต่อลักษณะอาคารและรูปแบบธุรกิจยุคใหม่
เมื่อกฎหมายมีช่องโหว่และตั้งเงื่อนไขที่ปฏิบัติตามได้ยากในโลกความเป็นจริง จึงกลายเป็นเครื่องมือที่บีบบังคับให้ผู้ประกอบการต้องเลี่ยงไปจดทะเบียนผิดประเภท หรือจำยอมจ่าย “ส่วย” เพื่อให้ธุรกิจยังเดินหน้าต่อไปได้
ที่สำคัญ ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เรื่องส่วย แต่คือเรื่อง “ชีวิตและความปลอดภัย” ของประชาชน อย่างกรณีเหตุการณ์ไฟไหม้ร้านโรงเบียร์ย่านลาดพร้าวที่ผ่านมา คือบทเรียนราคาแพงที่สะท้อนให้เห็นว่า หากเรานำร้านสถานบริการเหล่านี้เข้ามาอยู่ในระบบได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ร้านค้าทั้งหมดก็จะถูกตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัย โครงสร้างอาคาร และระบบป้องกันอัคคีภัยได้อย่างเป็นระบบและทั่วถึง รวมถึงการตรวจสอบและควบคุมที่เข้มงวดเรื่องผลกระทบทางสังคม ทั้งเรื่องมลภาวะทางเสียง และการใช้หรือจำหน่ายสารเสพติด ซึ่งหากมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดบนกติกาที่ทำตามได้จริง เราอาจจะไม่ต้องเจอกับความสูญเสียมากขนาดนั้นครับ
ถ้าเราต้องการคุมเข้มและปราบปรามสินบนเจ้าหน้าที่รัฐอย่างยั่งยืน ควบคู่ไปกับการดูแลความปลอดภัยของประชาชน ทางออกเดียวคือต้องเขียนกติกาใหม่ให้ชัดเจน โปร่งใส ทันสมัย และบังคับใช้ได้จริง เพื่อดึงธุรกิจนอกระบบเข้ามาตรวจสอบได้ เปลี่ยน ส่วยใต้โต๊ะให้กลายเป็น ภาษีเข้ารัฐ และคืนความเป็นธรรมให้ผู้ประกอบการที่อยากทำมาหากินอย่างสุจริตครับ มาร่วมมือกันแก้กฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จด้วยกันครับ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
