ส่อง 2 งาน Exclusive มติชน ในบรรยากาศใหม่ๆ ว่าด้วยพื้นที่ของความโกรธ/ความทรงจำ กับลลิตา (พม่า) และ (6 ตุลา) ธงชัย
มนัส สังข์จันทร์ x พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
คืนวันศุกร์ที่ 2 ตุลาคม และบ่ายวันเสาร์ที่ 3 ตุลาคม 2569 เครือมติชนมี 2 กิจกรรมที่น่าสนใจ
เป็น “พื้นที่พิเศษ” พื้นที่เฉพาะสำหรับสมาชิก ตลอดจนผู้สนใจในประเด็นนั้นๆ
เป็นกิจกรรมและ “แนวทางใหม่ๆ” ที่ทำให้ผู้อ่าน (ตัวจริง) กับนักวิชาการ-นักเขียน ได้พบกันในพื้นที่เล็กๆ เพื่อแลกเปลี่ยนและสนทนาร่วมกันได้อย่างเต็มที่
ขอสรุปเนื้อหาจาก 2 วงมานำเสนอ ณ ที่นี้
พม่าในความทรงจำแบบไทย เมื่อเรา “โกรธ” “เกลียด” ได้แค่ศัตรูที่เราเหนือกว่า
เริ่มที่วงของ ผศ.ดร.ลลิตา หาญวงษ์ นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญพม่า ได้เปิดบทสนทนาในวง Lecture Bar (ครั้งที่ 2) ในหัวข้อ “พม่าในจินตนาการของไทย การเมืองของความทรงจำภาพแทนและความเป็นอื่น” จัดโดยสำนักพิมพ์มติชน ด้วยคำถามอย่างง่ายว่า เมื่อเราได้ยินคำว่า “พม่า” แล้วนึกถึงอะไรเป็นอันดับแรก?
“สายโลหิต” (2538) “หงสาวดี” (2569)ไปจนถึง “ก้านกล้วย” (2549) ได้กลายเป็นคำตอบที่ชวนยิ้มและเรียกเสียงหัวเราะเบาๆ ออกมาจากกลุ่มผู้คนที่นั่งกันแน่นขนัดอยู่ ณ ร้าน GLAMYaowarat
แน่ละ คำตอบของผู้ร่วมงานนอกจากสร้างความเป็นกันเองและครื้นเครงสร้างชีวิตชีวาให้บรรยากาศของ Lecture Bar ดูสมบูรณ์เต็มไปด้วยทั้งความรู้และเสียงหัวเราะแล้ว
คำตอบนี้ยังเป็นการเปิดเผยถึงจินตนาการและความทรงจำต่อ “พม่า” ของการรับรู้ของคนไทยได้เป็นอย่างดี แต่แล้วเหตุใดละจึงเป็นเช่นนั้น?
อ.ลลิตาได้พาผู้เข้าร่วมงาน/ผู้ฟังย้อนไปสำรวจงานเขียนที่เชื่อกันว่าเป็นตัวก่อร่างสร้างภาพแทน “พม่า” ในฐานะ “ศัตรู” ที่ทำให้เรา “โกรธ” “เกลียด” นั้นว่าจริงๆ แล้วมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไรและเกิด ณ ช่วงเวลาไหนกันแน่
โดยชี้ให้เห็นว่าบางทีคนที่ “เขียน” พม่าให้ดูเป็นศัตรูอาจไม่ได้เกลียดพม่าก็ได้ ยกตัวอย่างหนังสือ “เที่ยวเมืองพม่า” ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้มองพม่าว่าเป็น “ญาติทางวัฒนธรรม” ของสยามด้วยซ้ำ โดยทรงเล่าผ่านเรื่องราวของวัด งานช่างฝีมือ และวัฒนธรรม
แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่รัฐสยามเองต้องเข้าสู่การก่อร่างสร้างชาติไทยในยุคก่อน พ.ศ.2500 นั้น “พม่า” ก็กลับเป็นตัวเลือกที่ดีและง่ายที่สุดของผู้มีอำนาจในการทำให้เรา (คนไทย) “โกรธ” และ “เกลียด” ไอ้ตัวร้ายอย่าง “พม่า” นี้ซึ่งเป็นศัตรูที่ปลอดภัยมากกว่าที่เราจะไปโกรธเอาศัตรูตัวจริงที่แย่งเอาดินแดนของสยามไปในยุคล่าอาณานิคมอย่างอังกฤษ/ฝรั่งเศส
พร้อมกันนั้น “พม่า” ยังมีอีกหนึ่งประโยชน์คือเป็นเครื่องเตือนใจกระตุ้นความรักชาติสยาม เปรียบเทียบได้ว่าเรานั้นไม่เคยเป็นเมืองขึ้นของใคร
ด้วยเหตุนี้ “พม่า” จึงตกอยู่ในฐานะศัตรูที่เป็น Comfort Zone ของไทยอันเป็นผลมาจากกระบวนการสร้างรัฐไทยแบบหนึ่งที่ อ.ลลิตาเรียกว่า “Narrative ที่เพิ่งสร้าง” ที่มักจะมีหรือจำเป็นต้องมี “พม่า” อยู่ในนั้นเสมอ
เริ่มตั้งแต่หนังสือ “ไทยรบพม่า” ที่กลายเป็นตำราของชนชั้นนำไทยช่วงทศวรรษที่ 2460
การสร้างบทละครและเพลงปลุกใจของหลวงวิจิตรวาทการ ในยุคสร้างชาติทศวรรษ 2470-2480
ในแบบเรียนและความทรงจำของคนไทยที่ยังมี “พม่า” เป็นแกนกลางในฐานะ “ผู้รุกราน”
การมี “พม่า” ในสื่อบันเทิงอย่างหนังฟอร์มยักษ์หลากหลายเรื่องทั้งสุริโยไท (2544) ตำนานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (2550), บางระจัน (2543)
รวมไปถึงยุคโซเชียลในปัจจุบันที่ “พม่า” จากศัตรูของชาติต้องกลายเป็นแรงขับเคลื่อนใหญ่ทางเศรษฐกิจของไทย
เป็นความเป็นอื่นที่ขยับขยายจากในตำราเรียนมาสู่การเผชิญหน้าในชีวิตจริงกับพวกเขา “ชาวพม่า” ผู้กลายมาเป็นเพื่อนบ้านที่มาอาศัยอยู่ข้างบ้านเรา
อ.ลลิตาทิ้งท้ายในงาน Lecture Bar ครั้งที่ 2 นี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า เราอาจจะจดจำพม่ากันคนละแบบจาก “ผู้รุกราน” ไปสู่ “แรงงานต่างด้าว” ในข่าวว่าพวกเขาเหล่านี้อาจจะมาแย่งงานพวกเรา ปลุกสร้างความ “เกลียด” ที่ทำให้ “โกรธ” ในปัจจุบันได้อีกครั้ง
หรือความ “เกลียด” ที่เริ่มต้นตั้งแต่ครั้ง “ไทยรบพม่า” นั้นอาจถูกลืมเลือนไปจากสังคมไทยแล้วเพราะเรามีศัตรูใหม่แล้วในอีกฝั่งของชายแดนด้านตะวันออก

50 ปี 6 ตุลา ความโกรธ ความทรงจำ และคำขอโทษ
อีกหนึ่งงาน Matichon only fanclub Ep.2 นำสนทนาโดย ศ.ธงชัย วินิจจะกูล หัวข้อคิดต่อจาก 6 ตุลา และล้อมวงคุย บทที่ยังไม่จบของห้วงแห่งความเงียบงัน “การเยียวยาถึงที่สุด แต่จะเกิดขึ้นยากมาก ใครจะกล้าลองเสนอไหม?” (อ.ธงชัยถามผู้เข้าร่วมกิจกรรม)
“ดีที่สุด ที่สวยสุด” ไม่ใช่เงินทอง แต่คือ “คำขอโทษ”
“คำขอโทษจะปลดล็อกภาระอันหนักอึ้งทั้งหมด เราถือว่ามันเป็นการขอโทษจากรัฐ”
“ถึงทุกวันนี้ยังมีคนบางคนเห็นว่าเหตุการณ์นี้เป็นอาชญากรรมของรัฐ หรือไม่เห็นด้วยว่าเป็นสงครามกลางเมืองก็ว่ากันไป แต่สำหรับผมสำหรับคนที่เชื่อว่านี่เป็นอาชญกรรมที่รัฐใช้กำลังความรุนแรงเกินสมควร โดยที่ไม่จำเป็น จนตายอย่างโหดเหี้ยมขนาดนั้น และมีการใช้โฆษณาชวนเชื่อ มีสื่อมวลชนนำเสนอจนมีคนเชื่อว่าฝ่ายตรงข้ามไม่ใช่คน ถ้าคนเหล่านั้นที่มีส่วนประกอบเหตุหลักๆ ขอโทษซะ โดยที่ไม่จำเป็นว่าต้องเป็นคนนั้นเอง จะเป็นองค์กรเป็นสถาบันที่เป็นตัวแทนขององค์กรนั้น มันจะเป็นการตราลงไปเลยว่าอย่าทำอย่างนั้นอีก”
“แต่ในสังคมซึ่งคนผู้กระทำไม่เคยขอโทษ มันไม่เกิด closure (ความรู้สึกโล่งใจ/ทำใจได้ ในทางจิตวิทยา หมายถึง ความรู้สึกที่ยอมรับและจบเรื่องราวแย่ๆ ในอดีตได้) ไม่ใช่ให้เรื่องมันค้างเติ่ง คนที่ผ่านเหตุการณ์ 6 ตุลามา ถ้าเหตุการณ์มันยังค้างเติ่งแปลว่าไม่เกิด closure”
“คำขอโทษเป็น closure ที่ดีที่สุด”
สําหรับผม สำหรับคนผ่าน 6 ตุลาแต่ละคน สามารถผ่าน closure ได้ด้วยตัวเองสารพัดวิธีสารพัดแบบ
ถ้าในเชิงสังคม closure ที่ดีที่สุดก็คือคำขอโทษจากรัฐ ถ้าเกิดปุ๊บทุกอย่างจะจบ ม่านจะปิดทันที
ต่อให้รายละเอียดหลายอย่างยังไม่จบ คนเหล่านั้นก็ถือว่ายกสิ่งที่หนักออกจากอก สามารถพูดได้เต็มปากต่อให้ไม่ได้สตางค์สักสตางค์ ผมเชื่อว่าหลายคนยินดี แต่ทุกสังคมต้องมีปัญหา 108 เรื่อง มันไม่ง่าย แต่เห็นพร้อมกันว่าไม่ว่าการเยียวยาหรือการคืนความยุติธรรม ต้องอาศัยความทรงจำ

ผมจึงยืนยันมาตลอดว่า 6 ตุลา ไม่ใช่งานเช็งเม้งหรือในเวลาต่อมาผมบอกว่าเช็งเม้งก็ได้ มีแต่คนที่ไม่เข้าใจความหมายอันลึกล้ำของเช็งเม้งต่างหาก จะเที่ยวใช้คำนี้ในความหมายดูถูก มีแต่คนที่ไม่เข้าใจ ผมไม่อยากจะเรียกว่าคนเหล่านั้นไม่มี Empathy ไม่เข้าใจเลยว่าความทรงจำต่อเหตุการณ์แบบนี้มันมีความหมาย ไม่ใช่ต่อเพียงอดีต
การที่คนมาได้ร่วมรำลึก 20 ปี 6 ตุลา เมื่อ 30 ปีก่อนเป็นครั้งหนึ่งครั้งใหญ่ที่ได้ร่วมกันยกภูเขาออกจากอก หลังจากนั้นก็ทำมาเรื่อย มันมีผลต่อคนมาเรื่อยๆ
มันมีผลต่ออดีตและมีผลต่ออนาคต
การทำอย่างนี้ต่างหากคือการที่อย่างน้อยที่สุดได้ต่อสู้เพื่อโอกาส 1% มันยังมีโอกาสได้ที่จะเอาคืนความยุติธรรม ทั้งนี้ ผมเชื่อว่ามีโอกาสแค่ 1% ซึ่งผมคิดว่าสังคมไทยไปไม่ถึงหรอก แต่ในเมื่อยังมี 1% อยู่ ก็ต้องเอา อย่างน้อยที่สุดต้องคงความทรงจำเอาไว้ ความทรงจำ 6 ตุลาคมต่อให้คนรับรู้ในประเทศไทยนี้ สมมุติมี 70 ล้านคน โดยมีคนรู้เรื่อง 6 ตุลา จำนวน 69 ล้าน มี 69 ล้านคนเห็นด้วยกับผมหมด อีก 1 ล้านคนเท่านั้นไม่เห็นด้วย
แต่ 1ล้านคนนั้นเผอิญเป็นคนในรัฐที่ไม่ยอมขอโทษ ทำให้ 69 ล้านคนยังกลัวอยู่ ไม่กล้าพูด ญาติยังไม่ยอมมาร่วมงาน ผมก็ถือว่ามันยังไม่บรรลุภาวะที่ความเงียบงันได้ยุติลง เพราะมันเป็นเรื่องของอำนาจ มันไม่ใช่เรื่องของปริมาณคนว่ากี่คนเห็นด้วยมากน้อย เป็นเรื่องของอำนาจที่แทรกอยู่กับความทรงจำว่าอะไรจะจำได้ อะไรไม่อนุญาตให้จำ
ในแง่นี้ผมถึงบอกต้องผลักดันไปให้สุด ว่าให้อำนาจที่มากดเอาไว้ว่าเรื่องนี้ห้ามจำ หรือเรื่องนี้ต้องเก็บกดไว้มันอิหลักอิเหลื่อ
ความอิหลักอิเหลื่อนี้จะยุติก็ต่อเมื่อทำให้เกิด closure ทำให้เกิดการปิดอย่างสิ้นสุดอย่างจริงจัง ในทางใดทางหนึ่ง
แต่ที่วิเศษที่สุดคือคำขอโทษ ไม่ได้มีแบบเดียวนะ แต่เพื่อให้ภาพพวกเราเห็นว่ามันไม่ใช่ปริมาณคนส่วนมากในสังคมไทยรู้เรื่อง 6 ตุลาหรือยัง แต่หมายถึงอำนาจที่มากดทับทำให้คนไม่กล้าพูด ทำให้คนต้องเงียบ มันได้ถูกยกพ้นออกไป
อันนั้นต่างหากภาวะของความเงียนงันเกี่ยวกับ 6 ตุลาจึงถือว่ายุติ
เรามักจะพูดว่าเราโกรธไม่พอ แต่คำนี้พูดทีไร ผมเคยพูดอยู่ 1 ครั้งสักหลายปีมาแล้ว พอผมพูดปุ๊บผมฉุกใจคิดขึ้นมาทันที เฮ้ย 6 ตุลาโกรธไม่พออีกเหรอ อย่ามาบอกว่า public โกรธไม่พอ คนไทยโกรธไม่พอไม่ มันขึ้นอยู่กับว่าโกรธใครโกรธอะไร
เราโกรธคนที่อำนาจน้อยกว่าเรา
คนที่มีอำนาจมากกว่าเรา เราไม่ค่อยกล้าโกรธอำนาจ
เวลาอำนาจมากกว่าเราก็สงบเสงี่ยมเตรียมตัวจะโกรธบ้าง แอบไปโกรธที่บ้าน แอบฉุนอยู่ในใจ แต่ไม่กล้าจะแสดงออกเป็น public anger
แต่พอเขมรที่เราเชื่อว่าอำนาจน้อยกว่าเรา เราโกรธกันง่ายมาก โกรธกันแรง โกรธกันจิปาถะ โกรธกันทั้ง public สื่อมวลชนยิ่งต้องแสดงความโกรธ ยิ่งมีความเป็นคนไทยมากขึ้น
เราโกรธเฉพาะคนมีอำนาจน้อยทำอะไรเราไม่ได้ คนมีอำนาจเยอะเราไม่โกรธหรอก แต่มันเป็นอย่างนี้จริงๆ
ชมคลิป
