50 ปี 6 ตุลา ตอนจบ | สุรชาติ บำรุงสุข
ในขณะที่ทฤษฎีโดมิโนสร้าง “ความกลัว” ด้านความมั่นคง ด้วยรูปธรรมที่ชัดเจนด้วยการล่มสลายอย่างไม่คาดคิดของรัฐบาลนิยมตะวันตกในอินโดจีน
หากย้อนเวลากลับไปแล้ว เราจะพบว่า ใครเลยจะคิดว่า ปี 2518 จะเป็นดัง “แผ่นดินไหวใหญ่” ทางการเมืองที่รัฐบาลฝ่ายขวาใน 3 ประเทศ มาถึงจุดสิ้นสุดในปีดังกล่าว ดังนั้น สำหรับชนชั้นนำ ผู้นำฝ่ายขวาไทยในส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในกองทัพ มีข้อสรุปที่ชัดเจนว่า การเคลื่อนไหวของขบวนนิสิตนักศึกษา รวมทั้งขบวนการประชาชนในสังคม จะต้องถูกหยุดได้แล้ว
สถานการณ์ที่เห็นการล้มตามกันดังเช่นที่เป็น “ภาพลักษณ์” ของตัวโดมิโนนั้น ทำให้อนาคตความอยู่รอดของไทยถูกมองว่า เป็นเสมือนสิ่งที่แขวนอยู่กับเส้นดายบางๆ ที่มีการขยายตัวของลัทธิคอมมิวนิสต์จากอินโดจีนเป็น “ตัวดึงน้ำหนัก” ที่จะทำให้ด้ายเส้นนั้น ต้องขาดลงได้ทุกเวลา
ในสภาวะเช่นนี้ ทำให้เกิดการประมาณสถานการณ์หลังการล้มของโดมิโนอินโดจีนอย่างน่ากังวลว่า การรุกใหญ่ของฝ่ายคอมมิวนิสต์ โดยเฉพาะจากการบุกกองกำลังภายนอกนั้น น่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลาอีกไม่นานนัก และประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับภาวะของ “สงครามใหญ่”
ดังนั้น เหตุการณ์การล้อมปราบในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 จึงเป็นเสมือน “การปิดเกม” ที่กลุ่มฝ่ายขวาเชื่ออย่างมากว่า การปิดเกมเช่นนี้ จะทำให้สามารถควบคุมสถานการณ์ความมั่นคงได้ตามที่ต้องการ เพื่อเตรียมรับกับสงครามที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต
เปลี่ยนชีวิต
แต่ผลของปฏิบัติการขนาดใหญ่ในทางความมั่นคงที่เกิดขึ้น ย่อมมีผลสะท้อนกลับในตัวเองเสมอ ดังเช่นการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาฯ กลับเป็นดังสำนวนไทยว่า “เอาเสือเข้าป่า” เพราะผลพวงที่เกิดขึ้นในเช้าวันนั้น ทำให้คนหนุ่มสาวหลายคนมีความคิดที่ชัดเจนว่า การต่อสู้ทางการเมืองในเขตเมืองจบลงแล้ว … เวทีในเมืองถูกโค่นทิ้งพร้อมกับการเสียชีวิตของเพื่อนหลายคน
สภาวะเช่นนี้ ย่อมเป็นดังแรงผลักดันให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ ตัดสินใจครั้งใหญ่ในชีวิตคือ การเดินทางออกจากเมือง เข้าร่วมการ “ต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธ” กับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย
ต้องยอมรับว่า การตัดสินใจครั้งนี้ เป็นการ “เดิมพันชีวิต” ด้วยความมุ่งมั่นทางการเมือง เพราะ “ชีวิตในป่า” ไม่เหมือนตอนพวกเราเป็นนิสิตนักศึกษา แล้ว “ไปเที่ยวป่า” เพราะนั่นเป็นเพียงการสัมผัสป่าในแบบชีวิตลูกหลานชนชั้นกลางด้วยคำว่า “ทัศนศึกษา” ที่ชมรมในมหาวิทยาลัยจัดขึ้น
แต่การ “เข้าป่า” หลังเหตุการณ์ปี 2519 มีนัยถึง การเข้าร่วมกับกองกำลังติดอาวุธ ที่ทำสงครามกับฝ่ายรัฐ หรือในทางรัฐศาสตร์ ก็กล่าวได้ว่า คนหนุ่มสาวเหล่านี้ได้ตัดสินใจด้วยความมุ่งมั่นในการเป็น “กบฏ” ต่อรัฐบาลไทย ดังนั้น ชีวิตในป่าจึงมีความหมายโดยตรงหมายถึง “ชีวิตในฐานที่มั่น” ที่อยู่ในชนบท และแน่นอนว่า ชีวิตเช่นนี้ ไม่ใช่ความสะดวกสบาย นิสิตนักศึกษาหลายคนเสียชีวิตด้วยไข้มาลาเรียในป่า
ทุกครั้งที่มีโอกาสหวนรำลึกถึงอดีต ผมอดคิดถึงการตัดสินใจของเพื่อนพ้องน้องพี่เหล่านี้ไม่ได้ นิสิตนักศึกษาเหล่านี้ ไม่เคยเรียนวิชาทหาร อาจจะพอมีบางคนเคยเป็น “นักศึกษาวิชาทหาร” มาบ้าง แต่ก็แตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการเป็น “นักรบ” ของกองทัพประชาชนของพรรคคอมมิวนิสต์ไทย
ดังนั้น เพื่อนๆ ของพวกเราหลายคน จึงเปลี่ยนจากมือที่เคยจับ “ปากกา” ไปสู่การ “จับปืน” … ยิ่งสำหรับน้องๆ ในจุฬาบางคนนั้น ผมนึกไม่ถึงเลยกับชีวิต “นักรบในป่า” โดยเฉพาะการเป็น “ทหารหญิง” เพราะแต่เดิมพวกเขาเหล่านี้ มีสถานะเป็นเพียง “ผู้ปฏิบัติงาน” ของพรรคจุฬาประชาชน ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคนักศึกษาที่เข้มแข็งในช่วงของการเคลื่อนไหวในขณะนั้น
พวกเขาอาจเคยออกไปเคลื่อนไหว “ติดโปสเตอร์” ด้วยกันในตอนกลางคืน ก่อนที่การเคลื่อนไหวใหญ่จะเริ่มในวันรุ่งขึ้น … หลังจากวันที่ 6 ตุลาฯ แล้ว พวกเขาหลายคนตัดสินใจออกเดินทางสู่ชนบท แน่นอนว่า การเดินทางครั้งนี้ ไม่ใช่การไปทัศนศึกษาในแบบที่เราเคยไป แต่เป็นการเดินทางเข้าสู่ฐานที่มั่นในชนบทเพื่อทำสงคราม เป็นอนาคตที่เดิมพันด้วยชีวิต
ตั๋วสงคราม
ประวัติศาสตร์สงครามในทุกยุคมีคำบอกที่ชัดเจนเสมอว่า การไปสงครามไม่มีหลักประกันเลยว่า ทุกคนในสนามรบจะมี “ตั๋วกลับบ้าน” … ทุกสงครามมีความโหดร้ายในตัวเองเสมอ ไม่ว่าสงครามนั้น จะใหญ่หรือเล็กก็ตาม เช่นเดียวกับที่ในทุกสงคราม มีความสูญเสียของบรรดานักรบทั้ง 2 ฝ่าย
ในสภาวะเช่นนี้ ในทุกมหาวิทยาลัยจึงมี “นักรบนิรนาม” ที่ทอดชีวิตไว้กับสงครามในชนบทไทย … เพื่อนๆ ของเราหลายคนที่ออกเดินทางหลังการล้อมปราบของเดือนตุลา 2519 ไม่ได้กลับบ้าน แม้สงครามคอมมิวนิสต์ในไทยจะยุติลงอย่างเป็นทางการในปี 2526 แต่พวกเขาก็ไม่ได้กลับคืนสู่ครอบครัว
ผมเชื่อว่า วันนี้พวกเราในหลายมหาวิทยาลัยที่ยังมีชีวิตอยู่ และเคยเป็น “ผู้ผ่านทาง” ในเหตุการณ์ตุลาคม 2519 จึงพยายามที่จะรวบรวมรายชื่อของเพื่อนๆ เหล่านี้ และอย่างน้อย ถ้าทำอะไรไม่ได้มากนัก ก็ยังเป็นโอกาสให้คนที่อยู่หลังได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลเพื่อรำลึกถึงพวกเขา
ดังนั้น สิ่งหนึ่งที่ผมในฐานะอดีตกรรมการ “สโมสรนิสิตจุฬาฯ” ในปี 2519 ทำในช่วงวาระครบรอบ 40 ปี 6 ตุลาคม ในปี 2559 คือ การรวบรวมรายชื่อเพื่อนพ้องน้องพี่ชาวจุฬาฯ จากคณะต่างๆ … 9 ชีวิตของนิสิตจุฬาเสียสละไปกับผลพวงของ 6 ตุลา จนวันนี้ ผมก็ยังจำภาพของน้องๆ ของผมเหล่านั้น ได้เป็นอย่างดี แม้ไม่เคยคิดเลยว่า เราจะเจอกันครั้งสุดท้ายในเย็นวันที่ 5 ตุลาคม 2519
วันนี้ พวกเขานอนสงบอยู่ในหลายพื้นที่ของชนบทไทย พวกเราที่ยังมีชีวิตอยู่ จึงขอฝากร่างของเพื่อนเหล่านี้ไว้กับผืนป่าใหญ่ … ขอผืนป่าใหญ่ช่วยนำพาวิญญาณของเพื่อนเราให้พบกับความสุขและความสงบ และขอสายลมที่พัดผ่านผืนหญ้าในป่าใหญ่ที่ครอบคลุมร่างของเพื่อนๆ เรา ช่วยบอกว่า “เรายังรำลึกถึงพวกเขาเสมอ” แม้เวลาจะผ่านไป 50 ปีแล้วก็ตาม !
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
