บทความพิเศษ | สิรภพ พุ่มพึ่งพุทธ
520 วันบันทึกของคำจากลา
ในโลกหลังกำแพง (25)
เรื่องเล่าก่อนวันสงกรานต์
วันเวลาไหลผ่านไป เสาร์อาทิตย์แห่งความเงียบเหงาเข้าปกคลุมทั่วจิตใจเรา แต่อย่างน้อยเรายังมีคนคอยคุยด้วย และที่สำคัญพวกเขาเข้าใจความอยุติธรรมที่ตนเองเผชิญ จากการข่มเหงประชาชนด้วยข้อกฎหมาย
ในแต่ละวันผมได้คุยกับพี่ก้องและบั๊กเป็นหลัก เพราะด้วยวัยที่ใกล้กัน และเราก็เพิ่งเข้ามา เลยทำให้ข้อมูลที่สดใหม่จึงเปรียบดังยาที่รักษาบาดแผลจากความไกลบ้าน
“สถานการณ์มันแย่ขนาดนั้นเลยเหรอหลังจากกรณีขวางขบวน” พี่ก้องถามขึ้น ขณะที่มือจับปากกาจดบันทึกอะไรสักอย่างอยู่
“ใช่พี่ ฝ่ายขวาออกมาแสดงกำลังภายในเยอะมาก ทั้งทหาร เสื้อเหลือง หรือพวกคลั่งก็มี มีขนาดโทร.มาขู่ศูนย์ทนายสิทธิฯ ไม่สิมาที่ศูนย์เลยด้วยซ้ำ เหมือนล่าแม่มดอะพี่” เราพูดถึงสถานการณ์ไป
“งึม งึม งึม…” พี่ก้องส่งเสียงในลำคอ ก่อนจะกล่าวถามต่อ
“เราคิดอยู่แล้ว เพราะเราเข้ามาในวันก่อนตะวันถอดประกันพอดี วันนั้นตะวันก็มาหาที่ศาลด้วย แต่ก็ไม่คิดว่าสถานการณ์จะถูกปลุกปั่นไปได้ไกลถึงขนาดนี้”
“ผมก็ไม่คิดเหมือนกัน ทั้งที่ยังไม่ทันจะเข้าใกล้เลยด้วยซ้ำ อ่อ อีกอย่างตอนนี้ตะวันก็อดอาหารจะครบเดือนแล้วด้วย” เราตอบกลับไป
“เดี๋ยวสงกรานต์จะมีอาหารพิเศษนะ ขนุนเข้ามาทีหลังเขาไม่น่าสั่งทัน ยังไงเดี๋ยวมาแชร์กันนะ” พี่ก้องที่อยู่ๆ เปลี่ยนไปเรื่องของกินแสดงว่าหิว แล้วมือที่ถือปากกาก็วางลง พลางหันไปคุ้ยถุงก๊อบแก๊บ หาขนมกินต่อ (สมเป็นพี่ก้อง)
เราเริ่มสนิทกับทุกคนขึ้นไวมากๆ เพราะส่วนหนึ่งก็เป็นกลุ่มก้อนเดียวกันด้วย เข้าสู่วันแรกของหยุดยาวแล้วสินะ ทำไมรู้สึกใจหวิวๆ จัง ทั้งที่ไม่ได้เยี่ยมใครมาสักพักอยู่เดิมแล้ว ทำไมเรายังไม่ชินอีกนะ
ตกเย็นของวันเสาร์รายการทีวีที่เปลี่ยนจากซีรีส์มาเป็นหนังแทนทำให้เราอดดูเรื่องที่ว่าจะตั้งใจดู คนทั้งแดนพูดเรื่องนี้กันไม่หยุด “ลำนำรัก” อะไรสักอย่าง อ่าาา ดูหนังก็ดู เราคิดในใจไม่ทันเสร็จเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“ขนุนๆ มานี่ๆ” พี่เกล้าและพี่เอ็มเรียกเรา อีกแล้ว!!!
“ค้าบพี่ มีไรค้าบบบบ” เราหันตอบกลับไป
“มาก่อนๆ เอ็งรู้ใช่มั้ยจันทร์นี้วันอะไร” พี่เกล้าถามขึ้น พร้อมกับตัวเราที่เคลื่อนย้ายก้นมานั่งจุ้มปุ๊กในที่นอนแก
“สงกรานต์ไงพี่ เอ้อ จริงด้วย ในนี้เขามีเล่นกันมั้ย” เราถามกลับไป แม้ในใจจะคิดว่ามันจะไปมีได้ไง เราติดคุกนะ
“มีสิน้อง ในคุกมีทุกอย่างเหมือนข้างนอกเลย ที่ผ่านมาปีที่แล้วเขาก็เล่นกัน” พี่เอ็มตอบ
“มีสิ ในนี้เหรอ เขาไม่เล่นสาดน้ำนะ เขาเล่นสาดข้าวหมูกัน ใครมีเงินหน่อยก็ซื้อน้ำปลามาผสมพริกป่นมาเล่นกัน ปาร์ตี้โฟมก็มีนะ แต่ในนี้เขาเรียกปาร์ตี้แฟ้บ มีกะเทยมาเต้นยั่วๆ ด้วยนะ ของดีเลย” พี่เกล้าเสริม ขณะที่เรานั่งเหม่อไปเลยหลังจากได้ยิน
“เชี่ยไรเนี่ย ในคุกเขาเล่นไรพิเรนทร์งี้กันเหรอ ผู้คุมไม่ทำไรเหรอ” เราตอบกลับไปทันที
“ไอ้น้อง ในนี้มันคุก ผู้คุมก็ดูแหละ ขอแค่ไม่มีใครเจ็บตัวพอ” พี่เอ็มตอบอย่างตรงไปตรงมา
“ไอ้หนุน สงกรานต์ระวังไว้เขาจะเล่นคนเพิ่งมาใหม่ด้วยนะ หาที่หลบให้ดีละ” พี่เกล้าพูดเชิงติดตลก ตามประสาความไร้แก่นสารของแก
จากที่ฟังมาทั้งหมดทั้ง ‘วอตเดอะฟัก’ และ ‘กังวลใจ’ ในเวลาเดียวกัน ‘แล้วเราจะรอดมั้ยถ้าถึงวันนั้น เราจะโดนอะไร เราต้องหลบที่ไหนดี’ คิดวนไปวนมา ถึงแกสองคนจะชวนคุยเรื่องอื่นกันแล้ว แหงสิใครจะไม่กังวล นี่มันต่างจากที่คิดมากนะ จากที่ดูสงบๆ จะกลายเป็นนรกบนดินเลยนะ เดี๋ยวไปคุยกับพี่ก้องแล้วกันว่าทำไงดี
ชีวิตเราก็วนลูปเดิมไป อาบน้ำ ซักผ้า กินข้าว ในระหว่างที่ล้อมวงกินข้าวกัน เราก็เอ่ยถามขึ้น
“ใครทันสงกรานต์ในเรือนจำบ้างมั้ยครับ” แล้วเราก็เล่าเรื่องที่ฟังมาเมื่อคืนให้ทุกคนฟัง
“ที่ว่ามาก็มีจริงบ้าง” พี่มายด์พูดขึ้น
“ถ้ากังวลก็แนะนำให้อยู่แต่ในห้องสมุดดีสุด อย่างน้อยมีหนังสือให้อ่านนะ แล้วมันก็เป็นฐานของพวกเราอยู่แล้ว ปลอดภัย อย่างมากคงมีแค่ล้อมวงเล่นดนตรีร้องเพลงกัน” พี่ก้องต่อ
“เอ็งอย่าไปคิดมาก คุกไม่ใช่บ้าน เราต้องปรับตัวให้ได้” พี่บูมปิดท้ายด้วยความจริง
“งั้นช่วงนั้นผมหลบในห้องสมุดแล้วกัน หวังว่าจะไม่มีอะไรนะ” เราตอบกลับไปพร้อมตักมาม่ามื้อยามเช้าเข้าปากต่อ
“เออ ไอ้หนุน วันนี้มาร้านค้าด้วย มาทำนิ้วจะได้ซื้อของได้” พี่บูมวางจานที่กินเสร็จลงพร้อมหันมาพูดทางเรา
“เย้ ขอบคุณค้าบบบ” เราตอบด้วยความเริงร่าในทันที
“เปลี่ยนอารมณ์ไวไปไหน เออๆ ยังไงมาด้วยละ และก็อย่าเครียดมากน้อง กินข้าวบ้าง เดี๋ยวป๊าแม่เป็นห่วง” พี่บูมพูดพร้อมเดินจากไป “อีกอย่าง ถ้าเศร้ามากก็หาขนมปังกินด้วย ในนี้อร่อยมากนะ” เราที่ได้ฟังก็กล่าวขอบคุณในทันที
แล้วพิธีกรรมการเข้าแถวเช็กยอดก็จบลง เราก็ไปนั่งรอในห้องสมุด รอเวลาทำนิ้วอีกครั้งหลังจากที่แห้วไปครั้งก่อน จนสิบโมงกว่าๆ เราถึงไปที่ร้านค้าตามคำแนะนำพี่บูม
“มาๆ ขนุน เดี๋ยวสแกนนิ้วนะ วันหยุดของไม่เข้า คนเลยน้อยไม่ต้องแปลกใจ” พี่บูมพูดดักเรา
“ได้ครับ เดี๋ยวผมซื้อของเลยได้มั้ย จะได้มีของใช้ไปเลย” เราถามกลับไป
“อ่าๆ อยากได้ไรบ้าง เดี๋ยวจัดการให้” พี่บูมถามกลับมา
“งั้นเอามาม่า สบู่ นมนั้นด้วย เอาไอ้ตรงนั้น เอาตรงที่อยู่ข้างบน” เราก็เริ่มช้อปปิ้งในทันที ก่อนจะปิดท้ายด้วยว่าจะเอาขนมปัง
“หนมปังรอสั่งหลังสงกรานต์ ตอนนี้ของไม่เข้าโรงครัวปิด” พี่บูมตอบกลับมา ไอ้เราก็หัวเสียเลย ‘แล้วจะบอกให้ความหวังทำไมตอนเช้า!!!’ แต่ดีเสียงในหัวไม่ดัง เราตอบแค่ ‘ครับ’ แล้วเดินกลับไปเก็บของ
ก่อนจะหมดวัน เราก็นั่งคิดวนไปวนมาถึงเรื่องที่จะอาจเกิดขึ้นได้ในวันพรุ่งนี้ แต่ก็ไม่ลืมจะนึกถึงเรื่องข้างนอก ‘ปีนี้ที่บ้านจะกลับบ้านนอกมั้ยนะ’ หรือ ‘แล้วเสร็จหลังสงกรานต์เราจะได้กลับบ้านมั้ย’ เราคิดวนไปวนมาจนน้ำตาก็เริ่มไหลอีกครั้ง ‘ทำไมเราเสียน้ำตาง่ายจังนะ’
แล้ววันนี้ก็จบลง เราที่ขึ้นเรือนนอนก็พยายามนั่งดูทีวีที่ไม่ได้มีรายการที่ตรงจริตเราขนาดนั้น เสียงขำดังทั่วแดนจากหลังแจ๊สชวนชื่นเล่นมุขในรายการ “ก็มาดิค้าบ” ก่อนเราจะข่มตาจิตนาการภาพในวันพรุ่งนี้เพื่อหนีวันนี้ก่อนหลับไป
