bg-single

‘ปฏิรูป’ หรือ ‘ปฏิวัติ’ ไม่มีอยู่จริง ในสังคมไทย มีแต่ ‘พวกปฏิกิริยา’

08.10.2024

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

 

‘ปฏิรูป’ หรือ ‘ปฏิวัติ’ ไม่มีอยู่จริง

ในสังคมไทย มีแต่ ‘พวกปฏิกิริยา’

 

กลายเป็นวาทกรรมเรื่อง “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ”

อันสืบเนื่องมาจากพรรคการเมืองหนึ่งบอกว่านโยบายของเขาไม่สุดขั้วเหมือนอีกพรรคหนึ่ง

นักการเมืองมักจะชอบติดป้ายให้ตัวเองดูดีกว่าของคนอื่นเสมอ

แต่ความเป็นจริงคืออย่างไรประชาชนต้องเป็นคนคิดเองวิเคราะห์เอง

เพราะเชื่อวิวาทะในเวทีการเมืองไม่ได้จริงๆ

ไม่นานก่อนหน้านี้ รัฐบาลเศรษฐา ทวีสิน มีความยำเกรงคำว่า “ปฏิรูป” ด้วยซ้ำ

ใช้คำว่า “พัฒนาร่วมกัน” ซึ่งเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่ได้มีความหมายอะไรในทางปฏิบัติ

เพราะมีความเกรงอกเกรงใจทั้งกองทัพและข้าราชการจนไม่อยากจะใช้คำนั้น

แต่ก็โยนให้พรรคก้าวไกล (ตอนนั้น) เป็นพวก “หักด้ามพร้าด้วยหัวเข่า”

ก่อนรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร คุณทักษิณ ชินวัตร พูดบนเวทีว่าพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคปฏิรูปให้คนมี “โอกาสทางเศรษฐกิจ”

และบอกว่าพรรคก้าวไกลมีแนวทาง “เปลี่ยนตรงหัว” ซึ่งเขาบอกว่าขัดกับวัฒนธรรมไทย

ต่อมาจักรภพ เพ็ญแข แสดงความเห็นว่าพรรคเพื่อไทยไปแนวปฏิรูป ส่วนพรรคประชาชนไปทางปฏิวัติในลักษณะ “สุดขั้ว”

กลายเป็นเรื่องเป็นราว

เหมือนผลักอีกพรรคหนึ่งไปชิดเส้นทางซ้าย ขณะที่พรรคที่ตนชื่นชอบอยู่ตรงกลางๆ

 

ทั้งสิ้นทั้งปวงนี้ได้สร้างความปวดหัวให้กับผู้คนไม่น้อย

เพราะไม่อาจจะเข้าใจว่าคำว่า “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ” นั้นในความเป็นจริงแล้วมีความหมายในทางปฏิบัติเหมือนหรือต่างกันอยางไร

จึงต้องมาทำความเข้าใจกันให้แจ่มแจ้งก่อนที่จะสับสนงุนงงกันมากไปกว่านี้

ความจริงมันไม่ได้มีเพียง “ปฏิรูป” กับ “ปฏิวัติ” เท่านั้นที่ใช้เพื่ออธิบายถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม

ยังมี “ปฏิสังขรณ์” และ “รัฐประหาร”

และเชื่อหรือไม่ว่า คำว่า “ปฏิกิริยา” ก็เคยถูกใช้ในความหมายทำนองนี้ให้เกิดความวุ่นวายในการตีความด้วย

ผมสอบถามผู้รู้หรือผู้ควรจะรู้ไปทั่วๆ แล้ว พอจะอธิบายได้ว่า

“ปฏิรูป” ใช้ในบริบทของการเปลี่ยนแปลงเพื่อปรับปรุงระบบที่มีอยู่แล้วให้ดีขึ้น

ปฏิรูปมักเกิดขึ้นภายใต้กรอบของกฎหมาย หรือการหารือร่วมกันในสังคม

เช่น การปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปเศรษฐกิจ การปฏิรูปสังคม

ความหมายคือการทำอะไรให้มันดีขึ้นแบบเป็นขั้นเป็นตอน ไม่ใช้ความรุนแรง

 

ในบริบทของการเมืองไทย “ปฏิรูป” กลายเป็นคำที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใช้บ่อย

บ่อยจนกลายเป็นคำที่ไร้ความหมาย

น่าสังเกตว่าอะไรที่อยู่ใต้การ “ปฏิรูป” มักจะไม่ได้ผลเพราะนักการเมืองไม่มีความกล้าหาญและมุ่งมั่นทางการเมือง (political will) พอที่จะทำให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้น

แม้จะย้ำว่าการ “ปฏิรูป” หรือ reform นั้นจะเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อระบบเดิมน้อยกว่า “ปฏิวัติ”

แต่กระนั้นก็ตาม การปฏิรูปที่ได้ผลก็ยังต้องการความจริงจังของผู้นำในการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

แต่ “ปฏิรูป” ของการเมืองไทยแตะเพียงผิวเผิน หากมีแรงต้านแม้เพียงน้อยนิดเพราะไปกระทบผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง นักการเมืองก็จะถอยทันที

เพราะเชื่อในสุภาษิต “รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดดี” มากกว่าความมุ่งมั่นว่า “เป้าหมายมีไว้ชน”

 

แต่ตัวอย่างของการ “ปฏิรูป” ที่จับต้องได้เพราะความเด็ดขาดของผู้นำก็น่าจะเป็นเรื่องการ “ปฏิรูป” เศรษฐกิจของประเทศจีน ในช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 20 ภายใต้การนำของเติ้ง เสี่ยวผิง

นั่นคือการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญยิ่งสำหรับประเทศในระบอบคอมมิวนิสต์ดั้งเดิมมายาวนาน

เติ้งต้องทำอะไรที่ผิดไปจาก “เหมา เจ๋อตง” ที่เป็นผู้ก่อตั้งสาธารณรัฐประชาชนจีนอย่างมาก

แต่ก็ตระหนักว่าถ้าไม่ “ปฏิรูป” จีนก็ไปไม่รอด

จึงเป็นที่มาของคำขวัญ “แมวสีอะไรไม่สำคัญ ขอให้จับหนูได้เป็นพอ”

นำไปสู่แนวทางเปิดตลาดเสรีและเชิญชวนนักลงทุนจากต่างชาติเข้ามามีบทบาทที่สำคัญ

ส่งผลให้เศรษฐกิจจีนเติบโตอย่างรวดเร็วแต่เด่นชัด

แม้โดยภาษาทางการแล้ว จีนก็ยังอยู่ภายใต้กรอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์

 

ส่วน “ปฏิวัติ” ในความหมายเดิม (ก่อนที่ไทยเราจะนำมาใช้ในการวิวาทะทางการเมืองจนเพี้ยนไปหมด) คือการการเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงและรวดเร็ว

“ปฏิวัติ” จริงหมายถึงการล้มล้างระบบเดิมทั้งหมดและสร้างระบบใหม่ขึ้นมาแทน

ในประวัติศาสตร์ นั่นคือการที่ประชาชนหรือกลุ่มผู้มีอำนาจไม่พอใจกับสภาพสังคมและการเมืองในขณะนั้น

ตัวอย่างที่โด่งดังที่สุดคือ การปฏิวัติฝรั่งเศสในปี 1789 ซึ่งเป็นการล้มล้างระบอบกษัตริย์และสร้างสาธารณรัฐฝรั่งเศสขึ้นมาแทน

ปฏิวัติครั้งนั้นเกิดจากความไม่พอใจอย่างรุนแรงต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคมที่แบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ การปฏิวัติรัสเซียในปี 1917 ซึ่งส่งผลให้เกิดการล้มล้างราชวงศ์และสร้างสหภาพโซเวียต

ระบบการปกครองและเศรษฐกิจถูกเปลี่ยนไปเป็นระบอบคอมมิวนิสต์ที่ให้ความสำคัญกับคนงานและเกษตรกร

เมืองไทยหากจะมีอะไรที่ใกล้เคียงกับ “ปฏิวัติ” เช่นนั้นก็น่าจะเป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

 

อีกคำหนึ่งในภาษาอังกฤษที่มีรากมาจาก Reform และ Revolution คือ Revolt

Revolt หมายถึง “กบฏ”

นั่นคือการต่อต้านหรือลุกขึ้นสู้กับอำนาจหรือผู้ปกครอง

มักจะเป็นการกระทำที่รุนแรงทันทีโดยกลุ่มคนที่ไม่พอใจในความไม่ยุติธรรมหรือไม่ชอบมาพากลเกินเหตุ

คำว่า Revolt นั้นไม่ได้มีเป้าหมายชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงระบบทั้งหมด

หากแต่เป็นการแสดงความไม่พอใจและพยายามที่จะล้มล้างหรือเปลี่ยนผู้นำในขณะนั้นเป็นหลัก

ทำให้ผมคิดถึงคำว่า “ปฏิสังขรณ์” ซึ่งมีความหมายใกล้เคียงกับการบูรณะหรือซ่อมแซมสิ่งที่มีอยู่เดิมให้กลับมาอยู่ในสภาพดี

แต่มักใช้ในบริบทที่เกี่ยวกับโบราณสถานหรือสิ่งที่มีคุณค่าทางวัฒนธรรม เช่น การปฏิสังขรณ์พระบรมมหาราชวัง หรือการบูรณะวัดวาอารามโบราณ

การปฏิสังขรณ์จึงไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงระบบใหม่หรือปฏิวัติอะไร

เป็นเพียงการรักษาคุณค่าเดิมให้ยังคงอยู่และส่งต่อไปยังอนุชนรุ่นหลัง

การเมืองไทยแค่ “ปฏิสังขรณ์” ยังไม่เกิดเลย จึงไม่ต้องพูดให้ไกลไปถึง “ปฏิรูป” หรือ “ปฏิวัติ”

 

แต่ความสับสนวุ่นวายนั้นเกิดจากการใช้คำว่า “ปฏิวัติ” ไปปนกับคำว่า “รัฐประหาร”

ซึ่งไม่ได้เกี่ยวอะไรกับการทำอะไรให้ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

ตรงกันข้ามกลับเป็นการทำให้บ้านเมืองเสื่อมโทรมเพราะเป็นการนำพาประเทศให้ถอยหลังกลับไปสู่ระบบเผด็จการทหารอย่างน่าสมเพชเวทนา

“รัฐประหาร” คือการยึดอำนาจทางการเมืองโดยใช้กำลังหรืออำนาจทหารเป็นหลัก

โดยไม่ผ่านกระบวนการทางกฎหมายหรือรัฐสภา

ของไทยจึงกลายเป็นการใช้คำว่า “ปฏิรูป” และ “ปฏิวัติ” ผิดเพี้ยนไปจากที่ควรเป็น

แต่หากจะสร้างความเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์จริงๆ นั่นคือการบูรณาการการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เข้าด้วยกันอย่างสมดุล

ทำให้เรื่องรัฐประหารเป็นอดีตไปอย่างถาวร

และไม่ใช้วาทกรรมในการด้อยค่าฝ่ายตรงกันข้าม

ก็น่าจะเน้นที่ reform และ transform

เพราะแม้ทั้งสองคำนี้มีความหมายและแนวคิดที่แตกต่างกันในบางด้าน แต่ก็โยงไปถึงการสร้างความเปลี่ยนแปลงในแง่บวกทั้งคู่

 

Reform (การปฏิรูป) : หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ปรับปรุงหรือแก้ไขส่วนที่มีอยู่ให้ดีขึ้นโดยยังคงรักษาโครงสร้างพื้นฐานเดิมไว้

มักเกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาหรือพัฒนาสิ่งที่มีอยู่ให้ดีขึ้น เช่น การปฏิรูปกฎหมาย การศึกษา หรือระบบสาธารณสุข

ลักษณะของการ reform คือการเปลี่ยนแปลงบางส่วน แต่ยังคงรักษารูปแบบหรือโครงสร้างหลักไว้

ตัวอย่าง : การปฏิรูประบบการศึกษาเพื่อให้ตอบโจทย์การเรียนรู้ที่ทันสมัยมากขึ้น แต่ยังคงระบบโรงเรียนและหลักสูตรพื้นฐานไว้

ส่วน Transform คือการเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง

ซึ่งหมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่และครอบคลุม ทำให้สิ่งนั้นเปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์

เป็นการเปลี่ยนแปลงที่พลิกโฉม ทำให้เกิดสิ่งใหม่หรือทำลายโครงสร้างเดิมเพื่อสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมา

ลักษณะของการ transform คือการเปลี่ยนแปลงอย่างรากฐาน ไม่เพียงแต่ปรับปรุง แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงทั้งหมด

หรืออีกนัยหนึ่ง Reform คือการเปลี่ยนแปลงบางอย่างในโครงสร้างเดิมเพื่อปรับปรุงให้ดีขึ้น

Transform คือการเปลี่ยนแปลงแบบพลิกโฉมทั้งหมด

คนไทยเถียงกันแทบเป็นแทบตายก็เพียงแต่ “ลมปาก”

“ปฏิรูป” ไม่เกิดเพราะมันยาก

“ปฏิวัติ” ทำไม่ได้เพราะมันรุนแรง

“ปฏิสังขรณ์” ก็ไม่ทำเพราะมันไม่หวือหวา

มีแต่พวก “ปฏิกิริยา” หรือ reactionaries

อันเป็นศัพท์คอมมิวนิสต์เก่าที่แปลว่า

“พวกต่อต้านความเปลี่ยนแปลงทุกรูปแบบสู่ความก้าวหน้าเพราะต้องการจะกลับไปสู้สภาพเดิมที่ล้าหลังที่ตนเคยชิน”

คุณว่าจริงไหม?

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)