ยุทธการ 22 สิงหา : เปิดตัว ‘เฉลิม อยู่บำรุง’ โดดเด่น ประสาน ชิด ‘เชษฐา ฐานะจาโร’

ไม่ว่าการขยับของ นายทักษิณ ชินวัตร ไม่ว่าการขยับของ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ล้วนตกอยู่ในแสงแห่งสปอตไลต์
แม้ นายทักษิณ ชินวัตร จะอยู่ “ต่างประเทศ”
เหตุเพราะภายในประเทศยังมีพรรคเพื่อไทยเคลื่อนไหวอยู่ใน “รัฐสภา” เหตุเพราะภายในประเทศบทบาทของ “นปช.” ในนามของ “คนเสื้อแดง” ประกาศเจตจำนง และเป้าหมายในทางการเมืองอย่างชัดเจน
นี่คือปัจจัย “ร้อนแรง” ในทางการเมือง
แม้ว่าเป้าหมายในการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย” จะดำเนินมาอย่างไร แม้ว่าบทสรุปในการเคลื่อนไหวเห็นได้จากรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549
โค่น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ออกจากตำแหน่ง ยุบพรรคไทยรักไทย
เกิดองค์กรทางการเมืองคือ “คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ” (คมช.) ประสานยุทธศาสตร์กับรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ อันถือว่าเป็นผลผลิตและความต่อเนื่องจากกระบวนการ “รัฐประหาร” โดยตรง
กระนั้น หากนับจากสถานการณ์ก่อนและหลังรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 เป็นต้นมา ความขัดแย้งและต่อสู้ในทางการเมืองก็ยังดำรงอยู่และทวีความร้อนแรงแหลมคมเป็นลำดับ
จำเป็นต้องเข้าใจสภาวะ “ยอกย้อน” ของ “สถานการณ์” ที่ดำรงอยู่ ดำเนินไป
การเลือกตั้งเดือนธันวาคม 2550 เป็นชัยชนะของพรรคพลังประชาชนอันเป็น “อวตาร” แห่งพรรคไทยรักไทย
อันเท่ากับรูปธรรมยืนยัน “ความล้มเหลว” ในทางการเมืองจาก “รัฐประหาร”
อย่างที่รับรู้กันในภายหลังว่าแผน “บันได 4 ขั้น” อันมาจากพิมพ์เขียวของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) อันวางอยู่ที่อำนาจทางการเมืองของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ล้มเหลว
ที่เด่นชัดคือ พรรคประชาธิปัตย์ มิอาจชนะพรรคพลังประชาชน
ที่เด่นชัดยิ่งกว่านั้นก็คือ พันธมิตรของพรรคประชาธิปัตย์ อันได้แก่ พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทยพัฒนา พรรครวมใจไทยพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคประชาราช ได้รับความนิยมน้อยกว่าพรรคพลังประชาชนอันเป็นความต่อเนื่องแห่งพรรคไทยรักไทย
การต่อสู้ที่เคยประสบความสำเร็จก่อนรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 จึงจำเป็นต้องเริ่มต้นใหม่
เกิดการประท้วงโดย “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
เกิดการต่อสู้โดยพรรคประชาธิปัตย์ในฐานะที่เป็น “ฝ่ายค้าน” อย่างประสานกับการเคลื่อนไหวของ “พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย”
แม้ นายสมัคร สุนทรเวช จะถูกถอดถอนจากตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” พรรคพลังประชาชนก็ผลักดัน นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เข้ามาแทนที่ แม้การเคลื่อนไหวจะยกระดับถึงขั้นยึดทำเนียบรัฐบาล ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ ยึดสนามบินดอนเมือง แต่รัฐบาลก็ยังอยู่
ต่อเมื่อมีคำวินิจฉัยยุบพรรคพลังประชาชนจาก “ศาลรัฐธรรมนูญ” นั้นหรอกจึงสามารถผลักรุนรัฐบาลใหม่ที่ร่วมมือระหว่างพรรคประชาธิปัตย์ กับกลุ่ม นายเนวิน ชิดชอบ ขึ้นมาได้โดยมี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็น “นายกรัฐมนตรี”
ถามว่าแล้วความขัดแย้งที่ดำรงมาตั้งแต่ยุคก่อนรัฐประหารเดือนกันยายน 2549 จบสิ้นหรือไม่
ตอบได้เลยว่า ยังไม่จบ ยังเป็นเพียงการเริ่มต้นบทใหม่
การจัดขบวนของ “คนเสื้อแดง” ไม่ว่าในส่วนกลาง ไม่ว่าในภาคเหนือ ไม่ว่าในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ส่ง “สัญญาณ” เด่นชัดยิ่งว่าปี 2552 จะมากด้วยความร้อนแรงและแหลมคมยิ่งในทางการเมือง
ขณะเดียวกัน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ก็มิได้นิ่งเงียบในลักษณะยอมรับต่อสภาพการณ์ใหม่ในทางการเมือง
วันที่ 15 มกราคม 2552 ก็เริ่มส่ง “สัญญาณ”
หนังสือ “บันทึกประเทศไทย ปี 2552” ของมติชนจึงบันทึกอย่างรวบรัด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์อาซาฮีที่โรงแรมแห่งหนึ่งในเมื่อดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ระบุว่า
พรรคประชาธิปัตย์ได้อำนาจจากเสียงส่วนใหญ่ด้วยการสนับสนุนจากศาล จากกองทัพและคณะองคมนตรี และ พ.ต.ท.ทักษิณยังเรียกร้องให้กองทัพและคณะองคมนตรีเลิกยุ่งกับการเมือง
คำให้สัมภาษณ์ดังกล่าวมีการแปลเผยแพร่ในประเทศไทยเมื่อวันที่ 22 มกราคม
ระยะกาลใกล้เคียงกันในวันที่ 19 มกราคม “ดี เสตชั่น” โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของกลุ่ม “เสื้อแดง” ได้ทดลองออกอากาศเป็นวันแรก ต่อมา วันที่ 25 มกราคม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร โฟนอินผ่านทางรายการ “ความจริงวันนี้” นัดพิเศษทางสถานีโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม
ประกาศ “ไม่เลิกการต่อสู้” หาก “ยังไม่ได้รับความเป็นธรรม”
นอกเหนือจากสัญญาณอันส่งมาจากนครดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อันเห็นผ่านการเคลื่อนไหวผ่าน “คนเสื้อแดง” จากการเปิดสถานีโทรทัศน์ “ดี สเตชั่น”
จำเป็นต้องมองไปยังพรรคเพื่อไทย จำเป็นต้องมองไปยังรัฐสภา
สัมผัสได้จากการประชุมพรรคเพื่อไทยในวันที่ 13 มกราคม มีมติเลือก ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธานที่ปรึกษาหัวหน้าพรรค
1 เป็นประธาน ส.ส. ทำหน้าที่คล้ายกับ “ผู้นำฝ่ายค้าน” ในสภาผู้แทนราษฎร
ขณะเดียวกัน ในวันเดียวกันนั้นแกนนำพรรคเพื่อไทยได้เชิญ พล.อ.เชษฐา ฐานะจาโร อดีตหัวหน้าพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ให้มาดำรงตำแหน่งเป็นประธานที่ปรึกษาพรรค
ต่อมา ในวันที่ 20 มกราคม พรรคเพื่อไทยก็มีการปรับโครงสร้างพรรคใหม่อีกครั้ง
ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กับ “สัญญาณ” อันส่งมาจาก “ดูไบ”
ทุกอย่างล้วนสัมพันธ์กับการทดลองออกอากาศเป็นวันแรกของ “ดี สเตชั่น” โทรทัศน์ผ่านดาวเทียมของ “เสื้อแดง”
นั่นก็คือ คำประกาศการต่อสู้อย่างเป็น “รูปธรรม” ในทางการเมือง
ผลที่ตามมาในการเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรสมัยสามัญนัดแรกของปี 2552 ในวันที่ 21 มกราคม
กลายเป็นภาพแห่งความปั่นป่วน วุ่นวาย อย่างชนิดโกลาหล
ฝ่ายค้านที่นำโดยพรรคเพื่อไทยใช้เกมนับองค์ประชุม 2 ครั้งในเวลาห่างกันไม่ถึงชั่วโมง
ทำให้ฝ่ายรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ต้องวิ่งกันวุ่น
วันรุ่งขึ้นเมื่อมีการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดที่ 2 ความวุ่นวายก็ยังมีอย่างต่อเนื่อง โดยในช่วงเย็นได้มีการเสนอให้นับองค์ประชุมอีก ปรากฏว่า มี ส.ส.อยู่ในห้องประชุมไม่ครบองค์ประชุมกึ่งหนึ่ง
โดยมี ส.ส.ฝ่ายรัฐบาลหายไปหลายคน ขณะที่ฝ่ายค้านอยู่ในห้องประชุมเพียง 2 คน
จำเป็นที่ประธานต้องสั่งปิดการประชุมทันที
ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรนัดต่อมาก็เกิดพฤติกรรมแบบเดียวกันหลายต่อหลายครั้ง เมื่อฝ่ายค้านเสนอนับองค์ประชุม แต่องค์ประชุมไม่ครบจนประธานต้องสั่งพักการประชุมเพื่อยื้อเวลา
เด่นชัดอย่างยิ่งว่าเป็นการเล่น “เกม” ในทางรัฐสภาโดยฝีมือของฝ่ายค้าน เด่นชัดอย่างยิ่งว่าเป็นการประกาศเปิดหน้าชกอย่างตรงตัว
นี่คือการรุกในเวทีสภาของพรรคเพื่อไทย
มั่นใจได้เลยว่าการรุกนี้จะต้องประสานและสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของ “คนเสื้อแดง” ในนาม “นปช.” ตามมาอย่างแน่นอน
นั่นก็คือ การเปิดเวทีการเคลื่อนไหว 2 เวทีอย่างมีการวางแผน
เวทีหนึ่งเป็นเวทีในทาง “รัฐสภา” ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นกองหน้า เวทีหนึ่งเป็นเวทีบน “ท้องถนน” ที่มีเสื้อแดง นปช.เป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน
สัญญาณ “รบ” ทางการเมืองเริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 2552
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
