bg-single

เบื้องหลังพลิกฟื้นการบินไทย ผ่านวิสัยทัศน์ ชาญศิลป์ ตรีนุชกร

15.10.2024

รายงานพิเศษ | จารุวิชญ์ สิงคะเนติ

 

เบื้องหลังพลิกฟื้นการบินไทย

ผ่านวิสัยทัศน์

ชาญศิลป์ ตรีนุชกร

 

“สิ่งที่กังวลอันหนึ่งก็คือต้องมีการพัฒนารุ่นต่อรุ่น วันนี้หลายคนเริ่มเกษียณ เพราะว่าองค์กรเราไม่ได้แข่งขันมาเป็นเวลา 10 กว่าปี เราขาดคนที่เป็นมืออาชีพแล้วออกไป คนใหม่ก็ไม่เข้ามา ช่องว่างตรงนี้ต้องเร่งแก้” นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูการบินไทยในช่วงที่ผ่านมา กล่าวถึงก้าวต่อไปของการบินไทย ในงานเปิดตัวหนังสือ ‘พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย’

นายชาญศิลป์กล่าวว่า การฟื้นฟูการบินไทยถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย ดังนั้น การฟื้นฟูการบินไทยขึ้นมาได้จึงจำเป็นต้องบันทึกไว้และควรถูกจดจำสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งหลายท่านจากหลายภาคส่วน รวมทั้งบุคลากรการบินไทยก็ได้ช่วยเหลือกันและก้าวผ่านเวลายากลำบากด้วยกันมา

ย้อนไปในตอนเข้ามารับตำแหน่งหลังจากเกษียณเพียงเดือนเดียว “ถือว่าเป็นการตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งเพื่อฟื้นฟูการบินไทยเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่ผมเชื่อว่า นี่คือช่วงที่ต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว แล้ววันหนึ่งจะฟื้นขึ้นมาได้” นายชาญศิลป์กล่าว

เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้เรียกให้ไปพบ อยากให้มาช่วยในการฟื้นฟูการบินไทย จึงถามท่านนายกฯ 3 ข้อคือ

ข้อที่ 1 จำเป็นต้องรักษาสายการบินไทยไว้หรือไม่

ข้อที่ 2 ถ้าจำเป็นต้องเอาคนออกได้หรือไม่ แต่ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย

และข้อที่ 3 ถ้าต้องพ้นจากสภาพรัฐวิสาหกิจได้หรือไม่ เพราะเคยบริหารรัฐวิสาหกิจมาก่อน จึงรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและช้ามาก

ซึ่งท่านนายกฯ บอกว่าทำได้ จึงตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งช่วยฟื้นฟูการบินไทย

เมื่อถามถึงมองการบินไทยอย่างไรก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งเพื่อฟื้นฟู

นายชาญศิลป์กล่าวว่า ผมมีความคุ้นเคยกับบุคลากรในการบินไทยอยู่ อย่างคุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คุณสุวรรธนะ สีบุญเรือง ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโส สังกัดสำนักงานประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)

และทางการบินไทยเองก็มีบุญคุณกับทางบริษัท ปตท. ที่ได้ช่วยเหลือในการเลือกใช้น้ำมันสำหรับเครื่องบิน รวมถึงมองว่าไม่มีใครจะตกระกำลำบากตลอดไป และเชื่อว่าในวันที่วิกฤตก็จะต้องมีโอกาสฟื้นขึ้นมาได้เสมอ

รวมทั้งการบินไทยเป็นหน่วยงานสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการจ้างงาน การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม หากย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้วการบินไทยเป็นสายการบินชั้นนำของเอเชีย จะเห็นว่าเราเคยยิ่งใหญ่มาก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอยากรักษาความยิ่งใหญ่ตรงนี้เอาไว้

“การเดินเข้ามารับตำแหน่งที่การบินไทยนั้นมาคนเดียว ซึ่งมาด้วยใจที่รักการบินไทย ผมต้องเปลี่ยนทัศนคติที่เป็นบวก ต้องเปิดใจและเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรร่วมกับสถานการณ์โดยรอบ รวมถึงเข้าหาบุคลากรด้วยการให้เกียรติกัน ผมเชื่อว่าบุคลากรมีความรู้ความสามารถที่จะนำมาร้อยเรียงซึ่งกันและกันได้ ผมเจอเพชรหลายคนในการบินไทย ที่มีทั้งความสามารถและรักองค์กร ผมเป็นเพียงลมใต้ปีกที่ช่วยผลักดันเท่านั้น ผมจึงเชื่อว่าการบินไทยฝ่าวิกฤตครั้งนี้ได้”

นายชาญศิลป์กล่าวต่อว่า การขาดทุนสะสมของการบินไทยในระยะเวลา 64 ปีที่ผ่านมา มีการขาดทุนเพียง 12 ครั้ง

โดยครั้งแรกเริ่มมาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 จากนั้นวิกฤต 9-11 และจุดชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดทุนครั้งใหญ่คือการปิดสนามบิน 2551 รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองภายในซึ่งการบินไทยการขาดทุนสะสมมาตั้งแต่ปี 2554-2564 รวมถึงการลงทุนที่ผิดพลาด ทำให้หนี้สูงถึง 1.3 แสนล้าน

เมื่อเจอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ถือว่าเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” สำหรับสายการบินอื่นๆ เช่นกัน

“แต่ผมมองว่า เป็นโอกาสอย่างยิ่งสำหรับการบินไทย จะต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าไม่มีโควิด-19 การบินไทยไม่เป็นอย่างวันนี้ เปรียบเสมือนการเข้าห้องผ่าตัดและห้องไอซียู”

“เริ่มจากอะไรที่ขายได้ขายเพื่อเอาเงินสดกลับมา เพราะตอนที่เข้าไปบริหารมีเงินสดอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งบริหารไม่เกิน 4-5 เดือนก็หมด การขายทรัพย์สินในบริษัทออกมาเป็นเงินก่อนแล้วถ้ามีแล้วค่อยหาใหม่ได้ ซึ่งการใช้วิธีนี้ทำให้ตอนนี้การบินไทยมีเงินสดถึง 80,000-90,000 ล้านบาท สิ่งที่สำคัญคนที่อยู่หรือไป คือ คนที่เสียสละในการออกวิกฤตครั้งนี้ เพราะทุกคนมีจิตวิญญาณของความรักองค์กร”

“ทั้งหมดต้องขอบคุณทีมงานทำแผนฟื้นฟู ซึ่งได้นำแผนของต่างประเทศมาศึกษาและนำมาปรับใช้ และนำบทเรียนเก่าๆ ของการบินไทยนำมาปรับปรุง โดยการรับมือกับเจ้าหนี้ถึง 13,000 รายที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่เราต้องทำความเข้าใจว่าหากปล่อยล้มละลาย จะได้เพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมว่าเป็นครั้งแรกที่บริษัทขนาดใหญ่ขนาดนี้ที่สามารถผ่านจุดต่ำสุดมาได้”

“อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างขวัญกำลังใจ โดยการไปพบทุกหน่วยงานภายในการบินไทย เพื่อพูดคุยถึงความคืบหน้าของแผนฟื้นฟู เพื่อสร้างกำลังใจ รวมไปถึงการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความสบายใจ ยามวิกฤตต้องการผู้นำ ซึ่งทุกคนเป็นผู้นำที่ต้องเสียสละ เพราะทุกคนมีจิตวิญญาณของความรักองค์กร”

นายชาญศิลป์กล่าวว่า เมื่อการบินไทยหลังพ้นการเป็นรัฐวิสาหกิจถือว่ามีความคล่องตัวในการบริหารจัดการองค์กรในการแก้ปัญหาหนี้สินที่ดีมาก เพราะการจัดซื้อ-ขายภายในองค์กรต้องถือว่าไม่ใช่การจัดซื้อรูปแบบปกติ แต่เมื่อพ้นความเป็นรัฐวิสาหกิจถือว่าทำได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญเมื่อเป็นรัฐวิสาหกิจชอบมีคนร้องเรียนอย่าง ป.ป.ช. ทำให้ไม่มีใครกล้าทำงานในการแก้ปัญหา

การทำตามแผนฟื้นฟูเราตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เราจะเป็นสายการบินชั้นนำระดับพรีเมี่ยมโดยสามารถมีกำไรได้อย่างยั่งยืน

โดยมีภารกิจ (Mission) 4 ข้อ คือ 1) customer sentinel 2) commercial excellence 3) continuous movement และ 4) cost effectiveness

นายชาญศิลป์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้มาจุดนี้ได้ เพราะผมมีกัลยาณมิตรที่กรุณาช่วยเหลือในเวลานั้น รวมทั้งพี่น้องสื่อมวลชน ที่ช่วยเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ และหน่วยงานอย่างสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) รวมทั้งรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน และเจ้าหนี้เข้าใจบุคลากรการบินไทยทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการบินไทย เพราะ “ฟ้ายังมีสีฟ้าอยู่ การบินไทยต้องบินให้ได้”

นายชาญศิลป์กล่าวว่า ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรจะมีจัดรูปแบบทิศทางการบินไทยให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามีอยู่ โดยวางเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว เป้าหมายสำคัญคือการที่สายการบินสามารถสร้างการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพได้

โดยตั้งเป้าให้เป็นสายการบินแห่งชาติระดับกลางถึงบนที่มีความปลอดภัยสูงสุด ทันสมัยและมีการบริการที่ดีพร้อมกับสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารต่อไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าการบริการของประเทศไทยถือว่าเป็นอันดับต้นๆ

สุดท้ายนายชาญศิลป์กล่าวว่า สิ่งที่กังวลอันหนึ่งก็คือต้องมีการพัฒนารุ่นต่อรุ่น วันนี้หลายคนเริ่มเกษียณ เพราะว่าองค์กรเราไม่ได้แข่งขันมาเป็นเวลา 10 กว่าปี เราขาดคนที่เป็นมืออาชีพแล้วออกไป คนใหม่ก็ไม่เข้ามา

ช่องว่างตรงนี้ต้องเร่งแก้ ซึ่งวันนี้หลังบ้านการบินไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะแข่งขันระดับโลกได้ ซึ่งปัจจุบันหลังจากที่แผนฟื้นฟูเป็นไปตามคาด โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมาการบินไทยทำกำไรสูง 2.8 หมื่นล้านบาท ตามแผนการบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูประมาณกลางปี 2568 โดยมีเงื่อนไข มี 4 ข้อ คือ 1) เพิ่มทุนโดยทุนต้องเป็นบวก 2) จ่ายเงินครบตามแผน 3) ต้องมี EBITDA 12 เดือนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้าน และ 4) ตั้งกรรมการบริหารให้ครบ

นายชาญศิลป์ทิ้งท้ายว่า อยากขอบคุณทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบุคลากรการบินไทยทุกท่าน รวมทั้งสื่อมวลชนที่ช่วยกันให้กำลังใจผมมีหน้าที่เพียงแค่สร้างกำลังใจเท่านั้น เราทำงานเป็นทีม ผมไม่ใช่ซูเปอร์แมน แต่ว่าทุกคนเก่ง กล้าหาญ และเสียสละ

หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือ “พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย” โดย ‘ชาญศิลป์ ตรีนุชกร’ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ : https://www.matichonbook.com (ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป) และสามารถหาซื้อได้ที่ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 บูธ J02 สำนักพิมพ์มติชน (ประตู Hall 6 ติดกับบูธ B2S) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 วันที่ 10-20 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

น้องโนรากับกีตาร์ไฟบิน | กวีกระวาด : ชิตะวา มุนินโท
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)