
รายงานพิเศษ | จารุวิชญ์ สิงคะเนติ
เบื้องหลังพลิกฟื้นการบินไทย
ผ่านวิสัยทัศน์
ชาญศิลป์ ตรีนุชกร
“สิ่งที่กังวลอันหนึ่งก็คือต้องมีการพัฒนารุ่นต่อรุ่น วันนี้หลายคนเริ่มเกษียณ เพราะว่าองค์กรเราไม่ได้แข่งขันมาเป็นเวลา 10 กว่าปี เราขาดคนที่เป็นมืออาชีพแล้วออกไป คนใหม่ก็ไม่เข้ามา ช่องว่างตรงนี้ต้องเร่งแก้” นายชาญศิลป์ ตรีนุชกร กรรมการและผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของบริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการฟื้นฟูการบินไทยในช่วงที่ผ่านมา กล่าวถึงก้าวต่อไปของการบินไทย ในงานเปิดตัวหนังสือ ‘พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย’
นายชาญศิลป์กล่าวว่า การฟื้นฟูการบินไทยถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับประเทศไทย ดังนั้น การฟื้นฟูการบินไทยขึ้นมาได้จึงจำเป็นต้องบันทึกไว้และควรถูกจดจำสำหรับคนรุ่นต่อๆ ไป ซึ่งหลายท่านจากหลายภาคส่วน รวมทั้งบุคลากรการบินไทยก็ได้ช่วยเหลือกันและก้าวผ่านเวลายากลำบากด้วยกันมา
ย้อนไปในตอนเข้ามารับตำแหน่งหลังจากเกษียณเพียงเดือนเดียว “ถือว่าเป็นการตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งเพื่อฟื้นฟูการบินไทยเป็นการตัดสินใจที่ยากมาก แต่ผมเชื่อว่า นี่คือช่วงที่ต่ำสุดได้ผ่านไปแล้ว แล้ววันหนึ่งจะฟื้นขึ้นมาได้” นายชาญศิลป์กล่าว
เมื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา (นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น) ได้เรียกให้ไปพบ อยากให้มาช่วยในการฟื้นฟูการบินไทย จึงถามท่านนายกฯ 3 ข้อคือ
ข้อที่ 1 จำเป็นต้องรักษาสายการบินไทยไว้หรือไม่
ข้อที่ 2 ถ้าจำเป็นต้องเอาคนออกได้หรือไม่ แต่ก็ต้องจ่ายค่าชดเชยตามกฎหมาย
และข้อที่ 3 ถ้าต้องพ้นจากสภาพรัฐวิสาหกิจได้หรือไม่ เพราะเคยบริหารรัฐวิสาหกิจมาก่อน จึงรู้ว่าเป็นเรื่องที่ยุ่งยากและช้ามาก
ซึ่งท่านนายกฯ บอกว่าทำได้ จึงตัดสินใจเข้ามารับตำแหน่งช่วยฟื้นฟูการบินไทย

เมื่อถามถึงมองการบินไทยอย่างไรก่อนที่จะเข้ามารับตำแหน่งเพื่อฟื้นฟู
นายชาญศิลป์กล่าวว่า ผมมีความคุ้นเคยกับบุคลากรในการบินไทยอยู่ อย่างคุณชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) คุณสุวรรธนะ สีบุญเรือง ประธานเจ้าหน้าที่อาวุโส สังกัดสำนักงานประธานเจ้าหน้าที่บริหารและรักษาการแทนประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน)
และทางการบินไทยเองก็มีบุญคุณกับทางบริษัท ปตท. ที่ได้ช่วยเหลือในการเลือกใช้น้ำมันสำหรับเครื่องบิน รวมถึงมองว่าไม่มีใครจะตกระกำลำบากตลอดไป และเชื่อว่าในวันที่วิกฤตก็จะต้องมีโอกาสฟื้นขึ้นมาได้เสมอ
รวมทั้งการบินไทยเป็นหน่วยงานสำคัญสำหรับประเทศไทย โดยเฉพาะการส่งเสริมทางด้านเศรษฐกิจ ทั้งเรื่องการจ้างงาน การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม หากย้อนกลับไปเมื่อ 60 ปีที่แล้วการบินไทยเป็นสายการบินชั้นนำของเอเชีย จะเห็นว่าเราเคยยิ่งใหญ่มาก ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจอยากรักษาความยิ่งใหญ่ตรงนี้เอาไว้
“การเดินเข้ามารับตำแหน่งที่การบินไทยนั้นมาคนเดียว ซึ่งมาด้วยใจที่รักการบินไทย ผมต้องเปลี่ยนทัศนคติที่เป็นบวก ต้องเปิดใจและเข้าใจวัฒนธรรมองค์กรร่วมกับสถานการณ์โดยรอบ รวมถึงเข้าหาบุคลากรด้วยการให้เกียรติกัน ผมเชื่อว่าบุคลากรมีความรู้ความสามารถที่จะนำมาร้อยเรียงซึ่งกันและกันได้ ผมเจอเพชรหลายคนในการบินไทย ที่มีทั้งความสามารถและรักองค์กร ผมเป็นเพียงลมใต้ปีกที่ช่วยผลักดันเท่านั้น ผมจึงเชื่อว่าการบินไทยฝ่าวิกฤตครั้งนี้ได้”
นายชาญศิลป์กล่าวต่อว่า การขาดทุนสะสมของการบินไทยในระยะเวลา 64 ปีที่ผ่านมา มีการขาดทุนเพียง 12 ครั้ง
โดยครั้งแรกเริ่มมาจากวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง 2540 จากนั้นวิกฤต 9-11 และจุดชนวนสำคัญที่ทำให้เกิดการขาดทุนครั้งใหญ่คือการปิดสนามบิน 2551 รวมถึงความขัดแย้งทางการเมืองภายในซึ่งการบินไทยการขาดทุนสะสมมาตั้งแต่ปี 2554-2564 รวมถึงการลงทุนที่ผิดพลาด ทำให้หนี้สูงถึง 1.3 แสนล้าน
เมื่อเจอการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ก็ถือว่าเป็น “วิกฤตซ้อนวิกฤต” สำหรับสายการบินอื่นๆ เช่นกัน
“แต่ผมมองว่า เป็นโอกาสอย่างยิ่งสำหรับการบินไทย จะต้องพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส ถ้าไม่มีโควิด-19 การบินไทยไม่เป็นอย่างวันนี้ เปรียบเสมือนการเข้าห้องผ่าตัดและห้องไอซียู”
“เริ่มจากอะไรที่ขายได้ขายเพื่อเอาเงินสดกลับมา เพราะตอนที่เข้าไปบริหารมีเงินสดอยู่ที่ 5,000 ล้านบาท ซึ่งบริหารไม่เกิน 4-5 เดือนก็หมด การขายทรัพย์สินในบริษัทออกมาเป็นเงินก่อนแล้วถ้ามีแล้วค่อยหาใหม่ได้ ซึ่งการใช้วิธีนี้ทำให้ตอนนี้การบินไทยมีเงินสดถึง 80,000-90,000 ล้านบาท สิ่งที่สำคัญคนที่อยู่หรือไป คือ คนที่เสียสละในการออกวิกฤตครั้งนี้ เพราะทุกคนมีจิตวิญญาณของความรักองค์กร”
“ทั้งหมดต้องขอบคุณทีมงานทำแผนฟื้นฟู ซึ่งได้นำแผนของต่างประเทศมาศึกษาและนำมาปรับใช้ และนำบทเรียนเก่าๆ ของการบินไทยนำมาปรับปรุง โดยการรับมือกับเจ้าหนี้ถึง 13,000 รายที่มีความต้องการที่แตกต่างกัน แต่เราต้องทำความเข้าใจว่าหากปล่อยล้มละลาย จะได้เพียง 10-15 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมว่าเป็นครั้งแรกที่บริษัทขนาดใหญ่ขนาดนี้ที่สามารถผ่านจุดต่ำสุดมาได้”
“อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญคือ การสร้างขวัญกำลังใจ โดยการไปพบทุกหน่วยงานภายในการบินไทย เพื่อพูดคุยถึงความคืบหน้าของแผนฟื้นฟู เพื่อสร้างกำลังใจ รวมไปถึงการพึ่งพาสิ่งศักดิ์สิทธิ์เพื่อความสบายใจ ยามวิกฤตต้องการผู้นำ ซึ่งทุกคนเป็นผู้นำที่ต้องเสียสละ เพราะทุกคนมีจิตวิญญาณของความรักองค์กร”

นายชาญศิลป์กล่าวว่า เมื่อการบินไทยหลังพ้นการเป็นรัฐวิสาหกิจถือว่ามีความคล่องตัวในการบริหารจัดการองค์กรในการแก้ปัญหาหนี้สินที่ดีมาก เพราะการจัดซื้อ-ขายภายในองค์กรต้องถือว่าไม่ใช่การจัดซื้อรูปแบบปกติ แต่เมื่อพ้นความเป็นรัฐวิสาหกิจถือว่าทำได้ง่ายขึ้น ที่สำคัญเมื่อเป็นรัฐวิสาหกิจชอบมีคนร้องเรียนอย่าง ป.ป.ช. ทำให้ไม่มีใครกล้าทำงานในการแก้ปัญหา
การทำตามแผนฟื้นฟูเราตั้งวิสัยทัศน์ (Vision) เราจะเป็นสายการบินชั้นนำระดับพรีเมี่ยมโดยสามารถมีกำไรได้อย่างยั่งยืน
โดยมีภารกิจ (Mission) 4 ข้อ คือ 1) customer sentinel 2) commercial excellence 3) continuous movement และ 4) cost effectiveness
นายชาญศิลป์กล่าวว่า สิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้มาจุดนี้ได้ เพราะผมมีกัลยาณมิตรที่กรุณาช่วยเหลือในเวลานั้น รวมทั้งพี่น้องสื่อมวลชน ที่ช่วยเผยแพร่ข่าวสารต่างๆ และหน่วยงานอย่างสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) และการท่าอากาศยานแห่งประเทศไทย (ทอท.) รวมทั้งรัฐบาลที่ให้การสนับสนุน และเจ้าหนี้เข้าใจบุคลากรการบินไทยทุกท่านเห็นถึงความสำคัญของการบินไทย เพราะ “ฟ้ายังมีสีฟ้าอยู่ การบินไทยต้องบินให้ได้”
นายชาญศิลป์กล่าวว่า ภายหลังการปรับโครงสร้างองค์กรจะมีจัดรูปแบบทิศทางการบินไทยให้สอดคล้องกับทรัพยากรที่เรามีอยู่ โดยวางเป้าหมายระยะกลางและระยะยาว เป้าหมายสำคัญคือการที่สายการบินสามารถสร้างการแข่งขันที่มีประสิทธิภาพได้
โดยตั้งเป้าให้เป็นสายการบินแห่งชาติระดับกลางถึงบนที่มีความปลอดภัยสูงสุด ทันสมัยและมีการบริการที่ดีพร้อมกับสร้างความประทับใจให้กับผู้โดยสารต่อไปได้ดียิ่งขึ้น เพราะเชื่อว่าการบริการของประเทศไทยถือว่าเป็นอันดับต้นๆ

สุดท้ายนายชาญศิลป์กล่าวว่า สิ่งที่กังวลอันหนึ่งก็คือต้องมีการพัฒนารุ่นต่อรุ่น วันนี้หลายคนเริ่มเกษียณ เพราะว่าองค์กรเราไม่ได้แข่งขันมาเป็นเวลา 10 กว่าปี เราขาดคนที่เป็นมืออาชีพแล้วออกไป คนใหม่ก็ไม่เข้ามา
ช่องว่างตรงนี้ต้องเร่งแก้ ซึ่งวันนี้หลังบ้านการบินไทยมีความเข้มแข็งเพียงพอที่จะแข่งขันระดับโลกได้ ซึ่งปัจจุบันหลังจากที่แผนฟื้นฟูเป็นไปตามคาด โดยตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นมาการบินไทยทำกำไรสูง 2.8 หมื่นล้านบาท ตามแผนการบินไทยจะออกจากแผนฟื้นฟูประมาณกลางปี 2568 โดยมีเงื่อนไข มี 4 ข้อ คือ 1) เพิ่มทุนโดยทุนต้องเป็นบวก 2) จ่ายเงินครบตามแผน 3) ต้องมี EBITDA 12 เดือนไม่ต่ำกว่า 20,000 ล้าน และ 4) ตั้งกรรมการบริหารให้ครบ
นายชาญศิลป์ทิ้งท้ายว่า อยากขอบคุณทุกภาคส่วนโดยเฉพาะบุคลากรการบินไทยทุกท่าน รวมทั้งสื่อมวลชนที่ช่วยกันให้กำลังใจผมมีหน้าที่เพียงแค่สร้างกำลังใจเท่านั้น เราทำงานเป็นทีม ผมไม่ใช่ซูเปอร์แมน แต่ว่าทุกคนเก่ง กล้าหาญ และเสียสละ

หมายเหตุ : สำหรับผู้ที่สนใจหนังสือ “พลิกฟ้า ฝ่าวิกฤต การบินไทย” โดย ‘ชาญศิลป์ ตรีนุชกร’ สามารถสั่งซื้อออนไลน์ได้ที่ : https://www.matichonbook.com (ตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2567 เป็นต้นไป) และสามารถหาซื้อได้ที่ งานมหกรรมหนังสือระดับชาติ ครั้งที่ 29 บูธ J02 สำนักพิมพ์มติชน (ประตู Hall 6 ติดกับบูธ B2S) ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ชั้น LG ฮอลล์ 5-7 วันที่ 10-20 ตุลาคม 2567 ตั้งแต่เวลา 10.00-21.00 น.
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
