bg-single

ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 (จบ)

17.10.2024

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

 

ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 (จบ)

 

ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 จากหลักฐานแบบร่างที่เหลืออยู่ แม้จะไม่สามารถยืนยันได้ว่าเป็นที่พอพระทัยทั้งหมดแล้วหรือยัง เพราะยังมิใช่แบบที่สรุปสุดท้าย แต่ก็ชัดเจนว่าโดยภาพรวมน่าจะเป็นไปตามแนวคิดของพระองค์ (ขาดตกบกพร่องไปก็เพียงการลงรายละเอียดลวดลายที่ดูจะยังไม่เป็นที่น่าพอใจนัก) ซึ่งจากแบบร่างที่ปรากฏเห็นได้ชัดว่ามีความแตกต่างมากกับสัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญของคณะราษฎร

สัญลักษณ์รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 ถูกกำหนดให้ใส่ไว้ในตู้ขาสิงห์ครอบกระจกตั้งอยู่บนโต๊ะขาสิงห์สูงโปร่งอีกชั้นหนึ่ง ซึ่งการออกแบบมีลักษณะคล้ายจะสื่อสารว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์และสำคัญในรูปแบบเดียวกันกับคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนา ซึ่งเป็นที่คุ้นเคยกันในสังคมไทย

จากลักษณะที่ปรากฏ หากได้สร้างจริง น่าจะถูกนำไปตั้งหรือเก็บรักษาไว้ภายในอาคารในรูปแบบเช่นเดียวกับหอพระไตรปิฎก เพราะลักษณะการออกแบบไม่เอื้อให้นำไปตั้งแสดงในที่สาธารณะ

และน่าเชื่อว่า ไม่น่าจะมีแนวคิดในการผลิตซ้ำปริมาณมากเพื่อแจกจ่ายไปตามจังหวัดต่างๆ แต่น่าจะเป็นการทำเพียงชุดเดียวโดยเก็บรักษาเอาไว้ในสถานที่พิเศษ

ในกรณีนี้อาจนำไปตั้งไว้ในอาคารที่มีความหมายเกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย เช่น ภายในพระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นทั้งสถานที่ประกอบพระราชพิธีพระราชทานรัฐธรรมนูญและรัฐสภาในเวลาต่อมาอีกด้วย

หรือหากมีแนวคิดในการผลิตมากกว่าหนึ่งชิ้น ก็คงผลิตในปริมาณไม่มากนักและถูกนำไปเก็บรักษาไว้เฉพาะในอาคารที่สำคัญ อาจจะเป็นทำเนียบรัฐบาล และศาลสถิตยุติธรรม เป็นต้น ในลักษณะของการเป็นวัตถุศักดิ์สิทธิ์ที่ควรจะ “ขลัง” ตามแนวคิดของพระองค์

ภาพรัชกาลที่ 7 ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 10 ธันวาคม 2475

มองเฉพาะในแง่การออกแบบ ตู้ของพระองค์มิได้มีคุณลักษณะในเชิงความเป็นสัญลักษณ์ที่จะนำไปผลิตซ้ำในวงกว้างสู่มวลชน แต่มีลักษณะเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญที่ต้องตั้งอยู่ภายในอาคารที่มีความพิเศษและศักดิ์สิทธิ์มากกว่า

ในขณะที่ “สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญ” ของคณะราษฎรมีลักษณะที่เอื้อต่อการนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์แบบมวลชนมากกว่า ทั้งง่ายต่อการนำมาประยุกต์ใช้ และง่ายต่อการดัดแปลงเข้ากับสื่อในรูปแบบต่างๆ

แม้สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรจะถูกอธิบายว่าถูกออกแบบขึ้นเพื่อให้มีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ต้องเคารพบูชาเช่นกัน โดยเฉพาะการกำหนดให้สัญลักษณ์เป็นรูปพานรัฐธรรมนูญวางอยู่บาน “พานแว่นฟ้า” ซึ่งในความหมายของไทย พานแว่นฟ้าคือภาชนะที่ใช้รองรับสิ่งของซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ ไม่ว่าจะเป็นพระมหาพิชัยมงกุฎ พระบรมสารีริกธาตุ และผ้าพระกฐิน ตลอดจนเอกสารหลายชิ้นและพิธีกรรมหลายอย่างที่สะท้อนความพยายามที่จะทำให้พานรัฐธรรมนูญกลายเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ปรากฏขึ้นจริง สัญลักษณ์พานรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรกลับมิได้ถูกยกให้มีความศักดิ์สิทธิ์ในแบบวัตถุทางศาสนาที่ต้องกราบไหว้มากมายขนาดนั้น

ตัวของมันเองถูกปรับแปลงและใช้สอยในรูปแบบที่หลากหลายจนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่มีความเป็นมวลชน

และหลายครั้งถูกนำไปสวมลงกับวัตถุสิ่งของสามัญในชีวิตประจำวันที่มิได้ชี้ชวนให้เราต้องกราบไหว้อะไรเลย เช่น ที่เขี่ยบุหรี่ กล่องไม้ขีดไฟ โอ่งน้ำ และขวดน้ำหวาน

(อ่านเพิ่มในหนังสือ ศิลปะ-สถาปัตยกรรมคณะราษฎร : สัญลักษณ์ทางการเมืองในเชิงอุดมการณ์)

ภาพรัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้า ตั้งอยู่ภายในกระโจมหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคม 10 ธันวาคม 2475 ที่มา : สำนักหอจดหมายเหตุแห่งชาติ

ความแตกต่างอีกประการ คือ รัฐธรรมนูญในตู้ของรัชกาลที่ 7 มิได้ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า แต่รัฐธรรมนูญของคณะราษฎรตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า

แม้นักวิชาการหลายท่านอธิบายว่า การนำรัฐธรรมนูญวางบนพานแว่นฟ้าคือการเน้นย้ำมิติศักดิ์สิทธิ์ แต่ผมกลับคล้อยตามข้อเสนอของนิธิ เอียวศรีวงศ์ มากกว่าที่วิเคราะห์ว่า ลักษณะดังกล่าวสะท้อนให้เราเห็นถึงนัยยะว่าด้วยที่มาหรือแหล่งกำเนิดรัฐธรรมนูญ (ดูประเด็นนี้ในหนังสือ ชาติไทย, เมืองไทย, แบบเรียนและอนุสาวรีย์)

นิธิอธิบายว่า ตามธรรมเนียมไทย เมื่อใดก็ตามที่คนธรรมดาจะถวายของให้กษัตริย์เราจำเป็นต้องใส่ของที่จะถวายลงบนพานแว่นฟ้าเสียก่อน จากนั้นจึงยกขึ้นถวาย

พานแว่นฟ้าจึงมีสถานะเหมือนวัตถุตัวกลางที่คนธรรมดาจะส่งผ่านสิ่งนั้นสู่กษัตริย์

ในทางกลับกัน หากกษัตริย์ประสงค์พระราชทานสิ่งใดให้แก่คนทั่วไป สามารถพระราชทานโดยตรงโดยไม่จำเป็นต้องผ่านวัตถุตัวกลางใดๆ ทั้งสิ้น ตัวอย่างคือ การพระราชทานปริญญาบัตร

ด้วยนัยยะนี้ รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้า จึงสื่อความหมายถึงรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นจากข้างล่างส่งขึ้นไปข้างบน โดยคณะราษฎรในฐานะตัวแทนของปวงชนชาวสยามนำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายให้ทรงลงพระปรมาภิไธย หรือกล่าวให้ชัดคือ รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากประชาชนมิใช่ของพระราชทาน

ในขณะที่รัฐธรรมนูญที่ไม่ได้ตั้งอยู่บนพานแว่นฟ้า ซึ่งแสดงในแบบร่างใส่ตู้รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 จะสื่อความหมายโดยอ้อมว่ารัฐธรรมนูญเป็นสิ่งของพระราชทานจากกษัตริย์ลงมาให้แก่ปวงชนชาวสยาม

แม้ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า พานแว่นฟ้ามีความหมายที่มากกว่านั้น โดยอาจจะหมายถึงการที่เราต้องการยกย่องสิ่งของใดว่าสูงส่งและศักดิ์สิทธิ์ ก็อาจทำได้โดยวางของสิ่งนั้นลงบนพานแว่นฟ้า ซึ่งไม่จำเป็นต้องเกี่ยวข้องเลยกับการพระราชทานหรือไม่พระราชทาน

แต่หากเราย้อนกลับไปมองเหตุการณ์วันที่ 10 ธันวาคม 2475 อีกครั้ง เราจะเห็นชัดว่า พานแว่นฟ้าที่ถูกใช้ในวันนั้นเป็นการใช้ในความหมายของวัตถุตัวกลางในการส่งผ่านสิ่งของ (รัฐธรรมนูญ) จากข้างล่าง (ประชาชน ผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร) ขึ้นไปสู่ข้างบน (กษัตริย์) เพื่อให้ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

เมื่อเสร็จพิธี รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้าได้ถูกนำมาตั้งในกระโจมบริเวณสนามหน้าพระที่นั่งอนันตสมาคมเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้มองเห็น มีการถ่ายภาพและตีพิมพ์เผยแพร่ในหนังสือพิมพ์ฉบับต่าง ๆ จนทำให้วัตถุชิ้นนี้เปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์

และไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม ตัวมันก็ได้ถูกนำมาใช้เป็นสัญลักษณ์เพื่อสื่อสารความหมายของระบอบประชาธิปไตยแทบจะในทันที

 

สิ่งที่น่าคิดคือ ณ ช่วงเวลาที่รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้ากำลังเปลี่ยนสภาพกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของระบอบประชาธิปไตยหลัง 10 ธันวาคม 2475 รัชกาลที่ 7 ก็มีพระราชดำริจัดทำตู้ใส่รัฐธรรมนูญขึ้นพร้อมกันแทบจะในทันที ราว 1 เดือนครึ่งหลังประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2475 ตามรายละเอียดที่กล่าวไป

ในทัศนะผม การเกิดขึ้นของตู้ใส่รัฐธรรมนูญคือการสะท้อนนัยยะความพยายามแย่งชิงสัญลักษณ์และความหมายกำเนิดรัฐธรรมนูญว่ามาจากแหล่งอำนาจใด เป็นการแข่งขันกันระหว่างสัญลักษณ์ “รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้า” ของคณะราษฎร ที่สะท้อนความหมายว่า ประชาชนเป็นผู้ก่อกำเนิดรัฐธรรมนูญ (จากล่างขึ้นบน) กับ “รัฐธรรมนูญในตู้ขาสิงห์” ของรัชกาลที่ 7 ซึ่งสะท้อนความหมายว่า รัฐธรรมนูญเกิดขึ้นจากการพระราชทาน (จากบนลงล่าง)

อย่างไรก็ตาม เมื่อราชบัณฑิตยสภารับทราบพระราชดำริในการจัดสร้างตู้ใส่รัฐธรรม ได้ทำจดหมายตอบกลับมีเนื้อความน่าสนใจตอนหนึ่งว่า

“…ตามจดหมายที่ 234/2124 ลงวันที่ 23 มกราคมศกนี้ ว่าขอให้ออกแบบตู้สำหรับรัฐธรรมนูญฯ นั้น เวลานี้ช่างแผนกศิลปากรกำลังระดมช่วยกระทรวงเกษตรพาณิชยการ จัดเครื่องพิพิธภัณฑ์ซึ่งรัฐบาลจะส่งไปแสดงที่กรุงเรไยนา ประเทศแคนาดา ในเวลาอันมีน้อย ถ้าสั่งให้วางมือก็จะเสียราชการทางโน้น ข้าพเจ้าเข้าใจว่าการออกแบบตู้สำหรับใส่รัฐธรรมนูญนี้พอจะรอได้ จึงแจ้งให้ทราบไว้พลาง…”

จนเวลาล่วงเลยมาราว 1 เดือน แบบก็ยังไม่เสร็จ จนมีการทำจดหมายทวงถามกันอีกครั้ง ซึ่งกว่าแบบร่างจะถูกเขียนขึ้นเวลาก็ล่วงมาจนถึงปลายเดือนเมษายน 2475 และสุดท้ายแบบดังกล่าวก็ไม่เป็นที่พอใจและถูกส่งกลับมาให้ปรับแก้อีกครั้ง

ซึ่งคราวนี้ไม่ได้มีการปรับแก้และส่งกลับไปให้พิจารณาอีกแต่อย่างใด ไม่แน่ใจว่าเป็นเพราะเอกสารต่อจากนี้สูญหาย หรือไม่มีการแก้แบบตามที่ร้องขอ

 

ไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ตาม ความล่าช้านี้ย่อมสะท้อนให้เห็นว่า ตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 ไม่น่าจะได้รับการตอบรับเท่าที่ควร อีกทั้งยังเป็นช่วงเวลาที่สถานการณ์การเมืองไม่สู้ดีนัก กำลังจะเกิดเหตุการณ์กบฏบวรเดชซึ่งถือว่าเป็นจุดแตกหักสำคัญระหว่างคณะราษฎรกับคณะเจ้า

ที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาล ณ ขณะนั้นก็กำลังสนับสนุนให้รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้ากลายเป็นสัญลักษณ์ของประชาธิปไตย โดยหลังจากเหตุการณ์ปราบกบฏบวรเดชไม่นาน รัฐบาลได้เริ่มโครงการจัดทำพานรัฐธรรมนูญจำลองส่งไปให้แก่จังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ สร้างอนุสาวรีย์ปราบกบฏ ผลิตสิ่งพิมพ์รูปพานรัฐธรรมนูญและหลักหกประการ ตลอดจนวัตถุที่บรรจุพานรัฐธรรมนูญเอาไว้อีกมากมายหลายประเภท ทั้งหมดนี้ได้กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้รัฐธรรมนูญบนพานแว่นฟ้ากลายมาเป็นสัญลักษณ์ที่สำคัญที่สุดของระบอบประชาธิปไตยไทย

เอกสารโครงการจัดทำตู้ใส่รัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 จึงเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นความพ่ายแพ้เล็กๆ ในการแย่งชิงความหมายกำเนิดรัฐธรรมนูญของรัชกาลที่ 7 ในช่วงแรกเริ่มระบอบประชาธิปไตย ก่อนที่แนวคิด “พระราชทานรัฐธรรมนูญ” ของพระองค์จะประสบความสำเร็จในที่สุดหลังการรัฐประหาร 2490 และกลายเป็นแนวคิดกระแสหลักของสังคมไทยในปัจจุบัน

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport