bg-single

สุวรรณภูมิ [5] | สุวรรณภูมิ ‘ไม่อาณานิคม’ อินเดีย

20.10.2024

หมู่บ้านกระจัดกระจายบนเส้นทางคมนาคมชุมทางการค้าทางไกลทางทะเลสมุทรสมัยแรกเริ่ม ระหว่างตะวันตกกับตะวันออก คืออินเดียกับจีน

ครั้นนานไปบริเวณนั้นได้รับประโยชน์จนมีความมั่งคั่งจากการค้า ทำให้หมู่บ้านขยายตัวเติบโตเป็นชุมชนเมืองใหญ่ระดับรัฐ เพราะมีคนหลากหลายชาติพันธุ์จากหลายทิศทางพากันเคลื่อนไหวโยกย้ายเข้าไปตั้งหลักแหล่งเพื่อแสวงหาความมั่งคั่งนั้น

ชุมชนเมืองใหญ่ระดับรัฐในไทย (ขณะนั้นยังไม่พบการเผยแผ่ศาสนาจากอินเดีย) พบคูน้ำคันดินอยู่บนตะกอนที่เกิดจากทางน้ำล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ ราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือเรือน พ.ศ.500 มีศูนย์กลางอยู่ลุ่มน้ำท่าจีน-แม่กลอง (ต่อมาเรียกเมืองอู่ทอง อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี) พื้นที่ตอนบนของคาบสมุทรบริเวณฟากตะวันตกของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ซึ่งอยู่ทะเลจีนใต้เหนืออ่าวไทย และใกล้ทะเลอันดามัน อ่าวเบงกอล

“การสร้างเมืองจะสร้างบนตะกอนที่เกิดจากทางน้ำ ประมาณ 2,089 ปีมาแล้ว ก่อนสร้างจะขุดและปรับพื้นที่ จากนั้นใช้ดินสอพองบดอัดจนแน่น และใช้อิฐวางเพื่อก่อสร้างอาคาร”

“เมืองโบราณอู่ทองล่มสลายลงโดยการทับถมจากตะกอนที่เกิดจากทางน้ำในช่วงฤดูน้ำหลาก และตะกอนจากภูเขาที่ถูกพัดพาเป็นตะกอนน้ำพารูปพัด ไหลมาท่วมเมืองแทรกสลับกันตรงบริเวณรอยต่อของดินตะกอนทั้งสองชนิด เมื่ออายุ 1,539 ปีมาแล้ว”

[ข้อมูลใหม่จาก “รายงานการศึกษาดินตะกอนน้ำพารูปพัด (Alluvial fan) พื้นที่พิเศษเมืองโบราณอู่ทอง อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี” จัดทำโดย คเชนทร์ เหนี่ยวสุภาพ, วีรวัฒน์ ธิติสวรรค์ และวชิระ อังคจันทร์ แห่งสำนักงานทรัพยากรธรณี เขต 3 (ปทุมธานี) กรมทรัพยากรธรณี เมื่อ พ.ศ.2559]

หลังติดต่อค้าขายกับอินเดีย-ลังกา แล้วรับศาสนาพุทธ-พราหมณ์ ต้องเผชิญปัญหาการคมนาคมทางน้ำตื้นเขินซ้ำซาก เพราะตะกอนที่พัดมาจากทิวเขาทางตะวันตก ตั้งแต่ราว พ.ศ.1000 ทำให้เส้นทางน้ำเปลี่ยนแปลง ความเจริญรุ่งเรืองของเมืองอู่ทองจึงค่อยๆ เสื่อมถอยลงเมื่อหลัง พ.ศ.1600 โดยไม่มีเหตุจากความแห้งแล้งและโรคระบาดตามที่ประวัติศาสตร์ไทยบอกไว้

“เมืองอู่ทองเป็นบ้านเมืองใหญ่โตเมื่อประมาณ 2,000 ปีมาแล้ว โดยตั้งอยู่บนดินที่เกิดจากทางน้ำ จากนั้นจะมีตะกอนจากทิวเขา และตะกอนจากทางน้ำไหลแทรกสลับหลายช่วงเวลา ไปถมทับเมืองอู่ทอง ประชาชนเริ่มโยกย้ายตั้งแต่ราว 1,500 ปีมาแล้ว ทำให้เมืองต้องเสื่อมถอยลงไป” นายคเชนทร์ เหนี่ยวสุภาพ นักธรณีวิทยาผู้ศึกษาวิจัยเรื่องนี้บอกมติชนเมื่อหลายปีมาแล้ว

เมืองอู่ทองมีภัยธรรมชาติเป็นน้ำป่าจากทิวเขาด้านตะวันตก และอาจมีภัยอื่นๆ ซ้ำเติมด้วยก็ได้ เป็นเหตุให้ทรุดโทรมจนถึงเสื่อมถอย ผู้คนทยอยโยกย้ายไปตั้งหลักแหล่งที่อื่น ทำให้เมืองอู่ทองร่วงโรยแล้วลดความสำคัญ ราวหลัง พ.ศ.1600

ภัยธรรมชาติคุกคามเมืองอู่ทองนี้ ศ.ฌอง บวสเซอลิเยร์ บอกไว้ตั้งแต่ พ.ศ.2508 โดยสรุปว่า “อู่ทองอาจจะถูกทอดทิ้งไปอย่างกะทันหัน เพราะภัยธรรมชาติหรือเพราะเหตุอื่น”

[บทความเรื่อง “เมืองอู่ทองและความสำคัญของเมืองอู่ทองในประวัติศาสตร์ไทย” ของ ศ.ฌอง บวสเซอลิเยร์ (แปลเป็นภาษาไทย โดย น.ส.อุไรศรี วรศะริน) พิมพ์ในหนังสือ โบราณวิทยา เรื่องเมืองอู่ทอง กรมศิลปากร รวบรวมพิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2509 หน้า 6]

เมืองอู่ทอง ชุมทางการค้าระหว่างสุวรรณภูมิ-อินเดีย-จีน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขา มีทิวเขาอยู่ทางตะวันตก เป็นแหล่งทรัพยากรทั้งสมุนไพรและน้ำ แล้วเกิดภัยธรรมชาติดินตะกอนน้ำพารูปพัดไหลเข้าเมือง

ไม่อาณานิคมอินเดีย

เมืองใหญ่มีคูน้ำคันดินล้อมรอบพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ มีการปกครองเป็นแบบแผนด้วยการยกย่องหญิงเป็นผู้นำทางศาสนาผี มีอำนาจเป็นหัวหน้าเผ่าพันธุ์ หรือ “ชีฟด้อม” ควบคุมการค้าทางไกลกับบ้านเมืองห่างไกลทางทะเลและทางบก

ต่อมาได้ว่าจ้างชาวอินเดียซึ่งเป็นผู้รู้ผู้ชำนาญกิจการต่างๆ ทั้งด้านการค้าและศาสนา-การเมือง โดยคัดเลือกจากกลุ่มนักเดินทางที่ไปติดต่อแลกเปลี่ยนค้าขายสิ่งของมีค่าเหล่านั้นให้เป็นที่ปรึกษาเพื่อเลือกสรรเทคโนโลยีก้าวหน้าใช้ในกิจการบ้านเมือง

โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับข้อมูลความรู้ทางศิลปวิทยาการจากอินเดีย ได้แก่ ศาสนา, อักษรศาสตร์, พิธีกรรมต่างๆ ซึ่งบรรดาที่ปรึกษาชาวอินเดียเหล่านั้นไม่มีอำนาจครอบงำและสั่งการใดๆ ดังพบว่าหลังจากนั้น ความเชื่อท้องถิ่นทางศาสนาผี มีเหนือศาสนาใหม่จากอินเดีย

นายวันเลอร์ (นักวิชาการชาวเนเธอร์แลนด์) คัดค้านแนวคิดของเซเดส์ ว่าอุษาคเนย์มีบ้านเมืองเจริญก้าวหน้ามากแล้วก่อนติดต่ออินเดีย

เมื่อพวกอินเดียติดต่อค้าขายกับอุษาคเนย์ บรรดาหัวหน้าหรือผู้ปกครองบ้านเมืองเหล่านี้ก็รับพวกนักปราชญ์และผู้รู้ของอินเดียมาเป็นผู้ให้ความรู้ด้านศิลปวิทยาการ, ศาสนา และการประกอบพิธีกรรม

การรับศาสนาและศิลปวิทยาการ เป็นไปในลักษณะที่ผู้นำพื้นเมืองเป็นผู้เลือกสรรตามความเหมาะสมของสังคมชุมชนนั้น มิได้ถูกกำหนดหรือครอบงำจากอินเดีย

หลักฐานสำคัญต่างๆ ดังกล่าวมาทั้งหมด ล้วนตรงข้ามถึงขนาดหักล้างแนวคิดดั้งเดิมของ ศ.ยอร์ช เซเดส์ (นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศส) เสนอว่าตำนานกำเนิดรัฐฟูนันสะท้อนให้เห็นอินเดียเป็นผู้เจริญกว่าได้เข้าไปปราบปรามคนพื้นเมืองอุษาคเนย์และตั้งตัวเป็นใหญ่ แล้วนำอารยธรรมอินเดียเข้ามาสร้างให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองแก่คนพื้นเมือง เท่ากับสร้างอาณานิคมของอินเดียในอุษาคเนย์ หรืออุษาคเนย์เป็นอาณานิคมอินเดีย อันเป็นที่รู้ทั่วโลกในชื่อหนังสือของเซเดส์ว่า Indianized States of Southeast Asia แล้วยังเชื่อถือจนทุกวันนี้จากทางการไทย

[สรุปจากหนังสือ เหล็ก “โลหปฏิวัติ” เมื่อ 2,500 ปีมาแล้ว ของ ศรีศักร วัลลิโภดม สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2548 หน้า 11-12]

รับวัฒนธรรมก้าวหน้า คำบอกเล่าเก่าแก่พบในเอกสารจีน แล้วถูกใช้อธิบายสุวรรณภูมิ-อุษาคเนย์เป็นอาณานิคมอินเดีย มีโดยสรุปว่าพ่อค้าทางทะเลสมุทรได้สมสู่กับหญิงผู้นำพื้นเมืองชื่อลิวเย่ หรือนางใบมะพร้าว ผู้มีร่างเปลือยเปล่าเพราะไม่มีผ้านุ่งห่ม ดังนั้น พ่อค้าจึงมอบของมีค่าให้เป็นผ้าผ่อนท่อนแพร

ความทรงจำเรื่องนี้บอกให้รู้เกี่ยวกับการรับวัฒนธรรมอินเดียที่ก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยไม่เกี่ยวกับการเป็นอาณานิคม ทั้งนี้ เหตุที่ผู้นำพื้นเมืองร่างเปลือยเปล่าก็เพราะไม่รู้จักทอผ้าหรือเครื่องมือทอผ้าไม่ก้าวหน้า ส่วนพ่อค้ามอบผ้าผ่อนท่อนแพรคือสัญลักษณ์ของวัฒนธรรมทอผ้าด้วยเทคโนโลยีก้าวหน้าที่ถ่ายทอดให้สุวรรณภูมิ

ร่างเปลือยเปล่า (ของคนพื้นเมือง) ถูกเรียกอย่างดูถูกจากคนอินเดียว่า “นาค” เป็นคำในตระกูลภาษาอินโด-ยุโรป แปลว่า เปลือย เป็นต้นทางเรียกผู้นำพื้นเมืองเพศหญิงว่านางนาค, เรียกประเพณีบวชคนพื้นเมืองเพศชายว่าบวชนาค ฯลฯ •

 

บรรยายภาพ :

เมืองอู่ทอง ชุมทางการค้าระหว่างสุวรรณภูมิ-อินเดีย-จีน ซึ่งตั้งอยู่บริเวณที่ราบเชิงเขา มีทิวเขาอยู่ทางตะวันตก เป็นแหล่งทรัพยากรทั้งสมุนไพรและน้ำ แล้วเกิดภัยธรรมชาติดินตะกอนน้ำพารูปพัดไหลเข้าเมือง

 

| สุจิตต์ วงษ์เทศ 

 

 

 

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

2 โจทย์ ‘สุรเกียรติ์’ ฝากให้คิด
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์