
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร
ยุคต้นสงครามเย็น (5)
การสร้างความเป็นวิชาการผ่านการใช้ทฤษฎีอย่างจริงจังของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ยังถูกนำเสนอผ่านงานพระนิพนธ์แปลของพระองค์ด้วย ผู้สนใจศึกษางานของพระองค์ย่อมทราบดีว่า ทรงมีพระนิพนธ์แปลเป็นจำนวนมากทั้งแบบที่ทรงแปลบรรทัดต่อบรรทัด และแบบสรุปใจความสำคัญมาเรียงร้อยใหม่ผสมเข้ากับข้อเสนอของพระองค์เอง (แบบหลังมีเป็นจำนวนมากที่สุด)
ที่สำคัญเช่น “ประติมากรรมขอม” แปลจากงานของ Jean Boisselier, “วิวัฒนาการศิลปะอินเดียแบบอมราวดี” แปลจากงานของ Philippe Stern, “ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม” แปลจากงานของ Kamaleswar Bhattacharya, “ประวัติเมืองพระนคร (Angkor) ของขอม” แปลจากงานของ Madeleine Giteau ฯลฯ
เอาเข้าจริงแล้ว งานพระนิพนธ์แปลถือเป็นงานเขียนกลุ่มใหญ่ที่สุดของพระองค์เลยก็ว่าได้ แต่ถึงแม้จะมิใช่งานที่พระนิพนธ์เองโดยตรง แต่ก็ต้องถือว่างานแปลกลุ่มนี้มีคุณูปการมาก ไม่เฉพาะแค่ในเชิงเนื้อหาความรู้ที่นำเสนอทฤษฎีสำคัญในยุคสมัยนั้นเข้ามาสู่โลกวิชาการประวัติศาสตร์ศิลปะภาษาไทยเท่านั้น
แต่คือการวางมาตรฐานรูปแบบงานเขียนทางวิชาการให้เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นวิชาชีพ
ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทฤษฎี การวิเคราะห์หลักฐาน ไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยเช่นวิธีการอ้างอิงหรือการใส่เชิงอรรถ ฯลฯ
การสร้างลักษณะที่ดูเป็นวิชาการมากขึ้นจำเป็นต้องสร้าง “พื้นที่ทางวิชาการ” ที่เรียกว่า “วารสารวิชาการ” ไปพร้อมกันด้วย ทั้งเพื่อเป็นเวทีในการนำเสนองานของ “สำนักศิลปากร”
และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นวิชาชีพในตัวของมันเอง

วารสาร “โบราณคดี” ปีที่ 1 เล่ม 1 พ.ศ.2509
ม.จ.สุภัทรดิศ น่าจะทรงตระหนักถึงประเด็นนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตวารสารวิชาการด้วยอย่างน้อย ๆ 2 เล่ม เล่มแรกชื่อ “โบราณคดี” เริ่มตีพิมพ์ พ.ศ.2509 หลังจากที่ทรงโอนย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำที่ศิลปาการเพียงราว 2 ปี และทรงรับเป็นบรรณาธิการด้วยพระองค์เองจนถึง พ.ศ.2518
อีกฉบับคือ “วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร” ตีพิมพ์ฉบับแรก พ.ศ.2520 ซึ่งวารสารทั้งสองฉบับนี้มีลักษณะรูปแบบของ “วารสารวิชาการ” ทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีที่เข้มข้นมาก ยิ่งหากมองเทียบกับ “วารสารศิลปากร” ของกรมศิลปากร (เริ่มตีพิมพ์ฉบับแรก พ.ศ.2478) ยิ่งเห็นความต่างอย่างชัดเจน
ในขณะที่ “วารสารศิลปากร” ยุคทศวรรษ 2470-2480 โครงสร้างบทความมักประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ รายงานผลงานกรมศิลปากรที่ดำเนินไปในแต่ละรอบปี, บทละครประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการ, เพลงประกอบละครประวัติศาสตร์, และบทความวิชาการ ซึ่งในส่วนบทความวิชาการจะมีสัดส่วนน้อยมากๆ
และถึงแม้ว่าวารสารศิลปากรจะปรับตัวให้ดูเป็นวิชาการขึ้นหลังทศวรรษ 2490 แต่โครงสร้างและภาพลักษณ์วารสารก็ยังดูเป็นรายงานผลงานกรมศิลปากรมากอยู่นั่นเอง
แต่วารสาร “โบราณคดี” เกือบทั้งเล่มคือบทความวิชาการทั้งที่แปลจากภาษาต่างประเทศและเปิดพื้นที่ให้นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยได้ตีพิมพ์งาน ในเชิงรูปแบบวารสารก็ทรงวางโครงสร้างคณะบรรณาธิการตามแบบแผนวารสารวิชาการสมัยใหม่
ในส่วน “วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร” ก็เริ่มมีการเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษ และเชิงอรรถทางวิชาการ ซึ่งทั้งหมดคือการวางรากฐานและภาพลักษณ์ที่สำคัญต่อการสร้างความเป็นวิชาการให้เกิดขึ้น
ใน พ.ศ.2519 ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และต่อด้วยตำแหน่งอธิการบดีใน พ.ศ.2525 จนถึง พ.ศ.2529 ซึ่งในช่วงเวลานี้เอง เราอาจกล่าวได้ว่า ทรงกลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะไทยที่กว้างขวางมากที่สุด ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล
และคงจะไม่เกินเลยไปนักที่จะพูดว่าในช่วงทศวรรษที่ 2520 สิ่งที่เรียกว่า “สำนักศิลปากร” ได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงและมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อสังคมไทย

หนังสือ Dean Acheson : A Life in the Cold War โดย Robert L. Beisner
ผมคิดว่าได้พูดถึงผู้ที่มีส่วนสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สำนักศิลปากร” ไปพอสมควรแล้ว และควรที่จะต้องวิเคราะห์งานเขียนของสำนักนี้ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง
ดังที่เกริ่นเอาไว้เมื่อตอนต้นของบทความชุดนี้แล้วว่า เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทำให้แนวคิดชาตินิยมไทยตามโครงการสถาปนา “มหาอาณาจักรไทย” ต้องพังทลายลง และนำมาสู่การทบทวนค้นหาว่าประเทศไทยควรจะกำหนดตัวตนหรือความเป็นไทยอย่างไรกันแน่ในโลกยุคสงครามเย็น
เกิดคำถามว่า ชาตินิยมรูปแบบใดที่รัฐไทยควรสร้างขึ้นใหม่เพื่อตอบสนองต่อบริบทใหม่ที่ทุกอย่างนั้นดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
จากการศึกษาของผมพบว่า หากเราจะเข้าใจชาตินิยมไทยในยุคนี้ควรต้องทำความเข้าใจข้อเสนอและข้อถกเถียงว่าด้วย “ชาตินิยมที่แท้จริง” (genuine nationalism) ของสหรัฐในยุคต้นสงครามเย็นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก่อน
“ชาตินิยมที่แท้จริง” คืออะไร?
เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสถานการณ์การเมืองในภาพรวมระดับโลกเป็นลำดับแรก
เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า แรงผลักสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งที่เน้นทัศนะแบบ “เชื้อชาตินิยม” ความคิดดังกล่าวทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปหลายสิบล้านคนตลอดช่วงสงคราม
ดังนั้น โลกยุคหลังสงครามไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบโลกเสรีแบบสหรัฐหรือคอมมิวนิสต์แบบสหภาพโซเวียตต่างก็ปฏิเสธชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยม และถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลกยุคหลังสงคราม
ประเด็นต่อไปคือ การพิจารณาสถานการณ์การเมืองในระดับภูมิภาคเฉียงใต้ สถานการณ์ยุคต้นสงครามเย็นในภูมิภาคอินโดจีนในช่วงแรก โดยเป็นที่ทราบกันว่า สหรัฐเลือกนโยบาย “ต่อต้านอาณานิคม” และเน้นนโยบายเป็นกลางไม่เข้าแทรกแซงสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคนี้
แต่ภายหลังจากสถานการณ์คอมมิวนิสต์ในภูมิภาคขยายตัว จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.2492, เกิดสงครามเกาหลีใน พ.ศ.2493 และตามมาด้วยกระแสชาตินิยมเรียกร้องเอกราชเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือขบวนการชาตินิยมเวียดนามที่เรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส
หากมองภายใต้นโยบายที่เป็นกลางและต่อต้านอาณานิคมของสหรัฐในยุคแรก สหรัฐควรวางเฉยหรือสนับสนุนการขบวนการต่อสู้ของเวียดนาม
แต่เมื่อสหรัฐมองมาที่ขบวนการชาตินิยมเวียดนามแล้วพบว่าเป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งสหรัฐไม่อาจยอมรับได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้สหรัฐเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อภูมิภาคนี้โดยเริ่มเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง และเปลี่ยนจากที่เคยสนับสนุนชาตินิยมที่ต่อต้านอาณานิคม มาสู่การช่วยเหลือเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสแทน
ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้สหรัฐ นอกจากจะปฏิเสธชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยมแล้ว ยังปฏิเสธชาตินิยมที่มีลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่เบื้องหลังในเวลาเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ในโลกสมัยใหม่ที่ชาตินิยมได้กลายเป็นธรรมชาติพื้นฐานของการก่อตัวของรัฐและไม่อาจปฏิเสธกระแสความคิดดังกล่าวได้ ดังนั้น สหรัฐจึงหาทางออกใหม่เพื่อจะจัดการกับอุมดการณ์ชาตินิยมในภูมิภาคนี้
ทางออกดังกล่าวถูกเสนอขึ้นโดย Dean Acheson รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐในรัฐบาลของประธานาธิบดี Harry S. Truman โดยมีการสร้างนิยามใหม่ในสิ่งที่เรียกว่า “ชาตินิยมที่แท้จริง” ขึ้น (ดูรายละเอียดในหนังสือของ Robert L. Beisner เรื่อง Dean Acheson : A Life in the Cold War)
องค์ประกอบที่สำคัญของไอเดียนี้คือ ต้องเป็นชาตินิยมที่ “ไม่สุดโต่ง” (moderate) ไม่ขวาจัดแบบนาซีและฟาสซิสต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
เป็นขบวนการชาตินิยมที่สนับสนุนและอยู่ฝ่ายเดียวกับโลกตะวันตก (pro-Western nationalist movement) และเป็นชาตินิยมประชาธิปไตย (democratic nationalism) ที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์
โดยสหรัฐจัดวางสถานะของขบวนการ “ชาตินิยมสุดโต่ง” (ขวาจัด) และ “คอมมิวนิสต์” (ซ้ายจัด) ให้มีสถานะเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบโลกในระดับเดียวกัน
(ดูเพิ่มในหนังสือของ Fredrik Logevall เรื่อง The Origins of the Vietnam War และบทความของ Thomas G. Paterson เรื่อง The Quest for Peace and Prosperity : International Trade, Communism, and the marshall Plan)
ควรกล่าวไว้ก่อนว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในแง่นี้ “ชาตินิยมที่แท้จริง” หากจะนิยามให้เห็นภาพที่เหมาะสมกว่าผู้เขียนคิดว่าเราควรเรียกมันว่าเป็น “ชาตินิยมสายกลาง” (moderate nationalism) มากกว่าที่จะใช้คำว่า “ชาตินิยมที่แท้จริง” ซึ่งเป็นคำที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางการเมืองแบบโลกเสรีที่ต้องการชี้ถูกชี้ผิดว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตลอดเวลา
ส่วนการใช้คำว่า “ชาตินิยมสายกลาง” นั้นเป็นคำที่แสดงแนวคิดที่ตั้งอยู่บนแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างสองฝั่งมากกว่า
แน่นอนนะครับ คำนี้ก็ยังให้ภาพที่มีปัญหาไม่น้อย เป็นปัญหาของการใช้คำที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นข้อเสนอแบบทางสายกลางที่ไม่สุดโต่งเกินไป ซึ่งก็ยังให้ภาพที่ดูดีเกินจริงไปมากอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่า คำนี้แม้มีปัญหาแต่ก็ไม่มากเท่ากับคำแรก
เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น และย้อนกลับมาพิจารณาบริบทของสังคมไทยภายใต้ร่มเงาสหรัฐยุคสมัยนั้น ผมจึงขอเสนอว่าแนวคิดว่า “ชาตินิยามสายกลาง” คือกรอบความคิดที่จะเข้ามามีผลต่อการกำหนดนิยามตัวตนความเป็นไทยอย่างใหม่ในยุคต้นสงครามเย็น
โดยมีงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะ “สำนักศิลปากร” เข้ามาทำหน้าที่ในการประกอบสร้างความหมายดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยเอง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
