bg-single

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร ยุคต้นสงครามเย็น (5)

21.11.2024

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

 

ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากร

ยุคต้นสงครามเย็น (5)

 

การสร้างความเป็นวิชาการผ่านการใช้ทฤษฎีอย่างจริงจังของ ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ยังถูกนำเสนอผ่านงานพระนิพนธ์แปลของพระองค์ด้วย ผู้สนใจศึกษางานของพระองค์ย่อมทราบดีว่า ทรงมีพระนิพนธ์แปลเป็นจำนวนมากทั้งแบบที่ทรงแปลบรรทัดต่อบรรทัด และแบบสรุปใจความสำคัญมาเรียงร้อยใหม่ผสมเข้ากับข้อเสนอของพระองค์เอง (แบบหลังมีเป็นจำนวนมากที่สุด)

ที่สำคัญเช่น “ประติมากรรมขอม” แปลจากงานของ Jean Boisselier, “วิวัฒนาการศิลปะอินเดียแบบอมราวดี” แปลจากงานของ Philippe Stern, “ศาสนาพราหมณ์ในอาณาจักรขอม” แปลจากงานของ Kamaleswar Bhattacharya, “ประวัติเมืองพระนคร (Angkor) ของขอม” แปลจากงานของ Madeleine Giteau ฯลฯ

เอาเข้าจริงแล้ว งานพระนิพนธ์แปลถือเป็นงานเขียนกลุ่มใหญ่ที่สุดของพระองค์เลยก็ว่าได้ แต่ถึงแม้จะมิใช่งานที่พระนิพนธ์เองโดยตรง แต่ก็ต้องถือว่างานแปลกลุ่มนี้มีคุณูปการมาก ไม่เฉพาะแค่ในเชิงเนื้อหาความรู้ที่นำเสนอทฤษฎีสำคัญในยุคสมัยนั้นเข้ามาสู่โลกวิชาการประวัติศาสตร์ศิลปะภาษาไทยเท่านั้น

แต่คือการวางมาตรฐานรูปแบบงานเขียนทางวิชาการให้เกิดขึ้นในสังคมไทยในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นวิชาชีพ

ไม่ว่าจะเป็นการใช้ทฤษฎี การวิเคราะห์หลักฐาน ไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยเช่นวิธีการอ้างอิงหรือการใส่เชิงอรรถ ฯลฯ

การสร้างลักษณะที่ดูเป็นวิชาการมากขึ้นจำเป็นต้องสร้าง “พื้นที่ทางวิชาการ” ที่เรียกว่า “วารสารวิชาการ” ไปพร้อมกันด้วย ทั้งเพื่อเป็นเวทีในการนำเสนองานของ “สำนักศิลปากร”

และเป็นสัญลักษณ์ของความเป็นวิชาชีพในตัวของมันเอง

วารสาร “โบราณคดี” ปีที่ 1 เล่ม 1 พ.ศ.2509

ม.จ.สุภัทรดิศ น่าจะทรงตระหนักถึงประเด็นนี้เป็นอย่างดี ดังจะเห็นได้จากการเข้าไปเกี่ยวข้องกับการผลิตวารสารวิชาการด้วยอย่างน้อย ๆ 2 เล่ม เล่มแรกชื่อ “โบราณคดี” เริ่มตีพิมพ์ พ.ศ.2509 หลังจากที่ทรงโอนย้ายมาเป็นอาจารย์ประจำที่ศิลปาการเพียงราว 2 ปี และทรงรับเป็นบรรณาธิการด้วยพระองค์เองจนถึง พ.ศ.2518

อีกฉบับคือ “วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร” ตีพิมพ์ฉบับแรก พ.ศ.2520 ซึ่งวารสารทั้งสองฉบับนี้มีลักษณะรูปแบบของ “วารสารวิชาการ” ทางประวัติศาสตร์ศิลปะและโบราณคดีที่เข้มข้นมาก ยิ่งหากมองเทียบกับ “วารสารศิลปากร” ของกรมศิลปากร (เริ่มตีพิมพ์ฉบับแรก พ.ศ.2478) ยิ่งเห็นความต่างอย่างชัดเจน

ในขณะที่ “วารสารศิลปากร” ยุคทศวรรษ 2470-2480 โครงสร้างบทความมักประกอบไปด้วย 4 ส่วนหลักๆ คือ รายงานผลงานกรมศิลปากรที่ดำเนินไปในแต่ละรอบปี, บทละครประวัติศาสตร์ของหลวงวิจิตรวาทการ, เพลงประกอบละครประวัติศาสตร์, และบทความวิชาการ ซึ่งในส่วนบทความวิชาการจะมีสัดส่วนน้อยมากๆ

และถึงแม้ว่าวารสารศิลปากรจะปรับตัวให้ดูเป็นวิชาการขึ้นหลังทศวรรษ 2490 แต่โครงสร้างและภาพลักษณ์วารสารก็ยังดูเป็นรายงานผลงานกรมศิลปากรมากอยู่นั่นเอง

แต่วารสาร “โบราณคดี” เกือบทั้งเล่มคือบทความวิชาการทั้งที่แปลจากภาษาต่างประเทศและเปิดพื้นที่ให้นักประวัติศาสตร์ศิลปะไทยได้ตีพิมพ์งาน ในเชิงรูปแบบวารสารก็ทรงวางโครงสร้างคณะบรรณาธิการตามแบบแผนวารสารวิชาการสมัยใหม่

ในส่วน “วารสารมหาวิทยาลัยศิลปากร” ก็เริ่มมีการเขียนบทคัดย่อภาษาอังกฤษ และเชิงอรรถทางวิชาการ ซึ่งทั้งหมดคือการวางรากฐานและภาพลักษณ์ที่สำคัญต่อการสร้างความเป็นวิชาการให้เกิดขึ้น

ใน พ.ศ.2519 ทรงย้ายไปดำรงตำแหน่งคณบดีบัณฑิตวิทยาลัย และต่อด้วยตำแหน่งอธิการบดีใน พ.ศ.2525 จนถึง พ.ศ.2529 ซึ่งในช่วงเวลานี้เอง เราอาจกล่าวได้ว่า ทรงกลายเป็นศูนย์กลางของเครือข่ายนักวิชาการทางด้านประวัติศาสตร์ศิลปะไทยที่กว้างขวางมากที่สุด ทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

และคงจะไม่เกินเลยไปนักที่จะพูดว่าในช่วงทศวรรษที่ 2520 สิ่งที่เรียกว่า “สำนักศิลปากร” ได้ลงหลักปักฐานอย่างมั่นคงและมีอิทธิพลสูงยิ่งต่อสังคมไทย

หนังสือ Dean Acheson : A Life in the Cold War โดย Robert L. Beisner

ผมคิดว่าได้พูดถึงผู้ที่มีส่วนสร้างสิ่งที่เรียกว่า “สำนักศิลปากร” ไปพอสมควรแล้ว และควรที่จะต้องวิเคราะห์งานเขียนของสำนักนี้ว่ามีสาระสำคัญอะไรบ้าง

ดังที่เกริ่นเอาไว้เมื่อตอนต้นของบทความชุดนี้แล้วว่า เมื่อสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 ได้ทำให้แนวคิดชาตินิยมไทยตามโครงการสถาปนา “มหาอาณาจักรไทย” ต้องพังทลายลง และนำมาสู่การทบทวนค้นหาว่าประเทศไทยควรจะกำหนดตัวตนหรือความเป็นไทยอย่างไรกันแน่ในโลกยุคสงครามเย็น

เกิดคำถามว่า ชาตินิยมรูปแบบใดที่รัฐไทยควรสร้างขึ้นใหม่เพื่อตอบสนองต่อบริบทใหม่ที่ทุกอย่างนั้นดูแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง

จากการศึกษาของผมพบว่า หากเราจะเข้าใจชาตินิยมไทยในยุคนี้ควรต้องทำความเข้าใจข้อเสนอและข้อถกเถียงว่าด้วย “ชาตินิยมที่แท้จริง” (genuine nationalism) ของสหรัฐในยุคต้นสงครามเย็นเป็นส่วนประกอบที่สำคัญก่อน

 

“ชาตินิยมที่แท้จริง” คืออะไร?

เราอาจต้องเริ่มต้นด้วยการพิจารณาสถานการณ์การเมืองในภาพรวมระดับโลกเป็นลำดับแรก

เป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่า แรงผลักสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็คือแนวคิดชาตินิยมสุดโต่งที่เน้นทัศนะแบบ “เชื้อชาตินิยม” ความคิดดังกล่าวทำให้เกิดการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปหลายสิบล้านคนตลอดช่วงสงคราม

ดังนั้น โลกยุคหลังสงครามไม่ว่าจะมีอุดมการณ์ทางการเมืองแบบโลกเสรีแบบสหรัฐหรือคอมมิวนิสต์แบบสหภาพโซเวียตต่างก็ปฏิเสธชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยม และถือเป็นภัยคุกคามที่สำคัญอย่างหนึ่งของโลกยุคหลังสงคราม

ประเด็นต่อไปคือ การพิจารณาสถานการณ์การเมืองในระดับภูมิภาคเฉียงใต้ สถานการณ์ยุคต้นสงครามเย็นในภูมิภาคอินโดจีนในช่วงแรก โดยเป็นที่ทราบกันว่า สหรัฐเลือกนโยบาย “ต่อต้านอาณานิคม” และเน้นนโยบายเป็นกลางไม่เข้าแทรกแซงสถานการณ์การเมืองในภูมิภาคนี้

แต่ภายหลังจากสถานการณ์คอมมิวนิสต์ในภูมิภาคขยายตัว จีนกลายเป็นคอมมิวนิสต์ใน พ.ศ.2492, เกิดสงครามเกาหลีใน พ.ศ.2493 และตามมาด้วยกระแสชาตินิยมเรียกร้องเอกราชเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือขบวนการชาตินิยมเวียดนามที่เรียกร้องเอกราชจากเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศส

หากมองภายใต้นโยบายที่เป็นกลางและต่อต้านอาณานิคมของสหรัฐในยุคแรก สหรัฐควรวางเฉยหรือสนับสนุนการขบวนการต่อสู้ของเวียดนาม

แต่เมื่อสหรัฐมองมาที่ขบวนการชาตินิยมเวียดนามแล้วพบว่าเป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนภายใต้ลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งสหรัฐไม่อาจยอมรับได้ จึงเป็นที่มาที่ทำให้สหรัฐเปลี่ยนนโยบายที่มีต่อภูมิภาคนี้โดยเริ่มเข้าแทรกแซงทางการเมืองโดยตรง และเปลี่ยนจากที่เคยสนับสนุนชาตินิยมที่ต่อต้านอาณานิคม มาสู่การช่วยเหลือเจ้าอาณานิคมฝรั่งเศสแทน

ปรากฏการณ์ดังกล่าวทำให้สหรัฐ นอกจากจะปฏิเสธชาตินิยมแบบเชื้อชาตินิยมแล้ว ยังปฏิเสธชาตินิยมที่มีลัทธิคอมมิวนิสต์อยู่เบื้องหลังในเวลาเดียวกัน

 

อย่างไรก็ตาม ในโลกสมัยใหม่ที่ชาตินิยมได้กลายเป็นธรรมชาติพื้นฐานของการก่อตัวของรัฐและไม่อาจปฏิเสธกระแสความคิดดังกล่าวได้ ดังนั้น สหรัฐจึงหาทางออกใหม่เพื่อจะจัดการกับอุมดการณ์ชาตินิยมในภูมิภาคนี้

ทางออกดังกล่าวถูกเสนอขึ้นโดย Dean Acheson รัฐมนตรีกระทรวงต่างประเทศสหรัฐในรัฐบาลของประธานาธิบดี Harry S. Truman โดยมีการสร้างนิยามใหม่ในสิ่งที่เรียกว่า “ชาตินิยมที่แท้จริง” ขึ้น (ดูรายละเอียดในหนังสือของ Robert L. Beisner เรื่อง Dean Acheson : A Life in the Cold War)

องค์ประกอบที่สำคัญของไอเดียนี้คือ ต้องเป็นชาตินิยมที่ “ไม่สุดโต่ง” (moderate) ไม่ขวาจัดแบบนาซีและฟาสซิสต์ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2

เป็นขบวนการชาตินิยมที่สนับสนุนและอยู่ฝ่ายเดียวกับโลกตะวันตก (pro-Western nationalist movement) และเป็นชาตินิยมประชาธิปไตย (democratic nationalism) ที่ต่อต้านคอมมิวนิสต์

โดยสหรัฐจัดวางสถานะของขบวนการ “ชาตินิยมสุดโต่ง” (ขวาจัด) และ “คอมมิวนิสต์” (ซ้ายจัด) ให้มีสถานะเป็นภัยคุกคามต่อระเบียบโลกในระดับเดียวกัน

(ดูเพิ่มในหนังสือของ Fredrik Logevall เรื่อง The Origins of the Vietnam War และบทความของ Thomas G. Paterson เรื่อง The Quest for Peace and Prosperity : International Trade, Communism, and the marshall Plan)

 

ควรกล่าวไว้ก่อนว่า เมื่อพิจารณาข้อเท็จจริงในแง่นี้ “ชาตินิยมที่แท้จริง” หากจะนิยามให้เห็นภาพที่เหมาะสมกว่าผู้เขียนคิดว่าเราควรเรียกมันว่าเป็น “ชาตินิยมสายกลาง” (moderate nationalism) มากกว่าที่จะใช้คำว่า “ชาตินิยมที่แท้จริง” ซึ่งเป็นคำที่มีปัญหาและเต็มไปด้วยอคติทางการเมืองแบบโลกเสรีที่ต้องการชี้ถูกชี้ผิดว่าอะไรคือสิ่งที่ถูกต้องตลอดเวลา

ส่วนการใช้คำว่า “ชาตินิยมสายกลาง” นั้นเป็นคำที่แสดงแนวคิดที่ตั้งอยู่บนแนวคิดที่แตกต่างกันระหว่างสองฝั่งมากกว่า

แน่นอนนะครับ คำนี้ก็ยังให้ภาพที่มีปัญหาไม่น้อย เป็นปัญหาของการใช้คำที่ทำให้รู้สึกว่าสิ่งนี้เป็นข้อเสนอแบบทางสายกลางที่ไม่สุดโต่งเกินไป ซึ่งก็ยังให้ภาพที่ดูดีเกินจริงไปมากอยู่ อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังเห็นว่า คำนี้แม้มีปัญหาแต่ก็ไม่มากเท่ากับคำแรก

เมื่อพิจารณาปรากฏการณ์ข้างต้น และย้อนกลับมาพิจารณาบริบทของสังคมไทยภายใต้ร่มเงาสหรัฐยุคสมัยนั้น ผมจึงขอเสนอว่าแนวคิดว่า “ชาตินิยามสายกลาง” คือกรอบความคิดที่จะเข้ามามีผลต่อการกำหนดนิยามตัวตนความเป็นไทยอย่างใหม่ในยุคต้นสงครามเย็น

โดยมีงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะ “สำนักศิลปากร” เข้ามาทำหน้าที่ในการประกอบสร้างความหมายดังกล่าวภายใต้เงื่อนไขเฉพาะของสังคมไทยเอง

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport