
ซูเปอร์ฮีโร่ในดวงใจของคุณ ต้องมีลักษณะเป็นแบบใด?
ต้องบึกบึนกำยำล่ำสันแบบซูเปอร์แมน คล่องแคล่วว่องไวแต่มีความติดดินแบบสไปเดอร์แมน หรือจะต้องร่ำรวย เก่งกาจแต่มีชีวิตที่ลึกลับเป็นปริศนาอย่างแบทแมน หรือจะเป็นทีมฮีโร่สุดเท่ที่มาพร้อมกับความก้าวล้ำทางเทคโนโลยีและพลังเหนือธรรมชาติอย่างทีมอเวนเจอร์ส
เคยมีน้องนักศึกษาเขียนแสดงความเห็นหลังคาบเรียนมาว่า “น้องชื่นชอบสไตล์การสอนของผม และมีความรู้สึกว่าผมนั้นมีความน่ารักละม้ายคล้ายคลึงกับโนบิตะ ผสมโดราเอมอน” (แบบนี้จะถือว่าเข้าข่ายมั้ยนะ)
เหมือนโนบิตะ นี่พอเข้าใจได้ เพราะใส่แว่น แต่เหมือนโดราเอมอนนี่แอบแปลกๆ…
หรืออาจจะเป็นเพราะอ้วน ตัวกลม อย่าง “โดราเอมอน” ก็เป็นได้ แม้ผิวจะไม่เป็นสีฟ้าก็ตาม (ควรดีใจใช่มั้ย?) แต่จะว่าไปโดราเอมอนนี่ก็ดีใช่ย่อยนะครับ เพราะมีเครื่องทุ่นแรงสารพัด อยากได้อะไรก็หยิบคว้าขึ้นมาจากกระเป๋า แก้ได้ทุกปัญหา (แม้ว่าในตอนท้าย ส่วนใหญ่ผลที่ได้จะไม่ค่อยเป็นไปจากที่คาดหวังไว้เท่าไรนัก)
หลายคนอาจจะอยากมีพลังพิเศษแบบสัตว์ หายใจในน้ำได้ดั่งปลา บินบนฟ้าได้เหมือนนก ทรงพลังอย่างช้างสาร ชักใยได้เหมือนแมงมุม หรือทนทรหดราวหมีน้ำ
แต่ในความเป็นจริง ในมุมมองของนักวิทยาศาสตร์ระดับโลกหลายคน สิ่งมีชีวิตที่มีคุณสมบัติแห่งฮีโร่ที่น่าสนใจกลับเป็นตัวอะไรที่ธรรมดามากๆ อย่าง “ค้างคาว”
ใครจะรู้ว่าแบทแมนจะย้อนมาเข้าวิน แม้ว่าพลังวิเศษของอัศวินแห่งรัตติกาลอาจจะไม่ได้อลังการงานสร้างเหมือนซูเปอร์ฮีโร่ตัวอื่นๆ แต่ถ้าเทียบกับกันจริงๆ ในกลุ่มสัตว์ ค้างคาวคือหนึ่งในสัตว์ที่มีคุณูปการอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึง
นอกจากจะเป็นหนึ่งในนักผสมเกสรตัวหลักที่มีความสำคัญในระบบนิเวศไม่ต่างจากผึ้ง ค้างคาวยังเป็นมีบทบาทสำคัญในการควบคุมแมลงศัตรูพืชอีกด้วย
ทว่าสิ่งที่น่าตกใจ ก็คือ ในช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา ในสหรัฐอเมริกามีการลดลงของประชากรค้างคาวแบบฮวบฮาบจากการระบาดของเชื้อราโรคจมูกขาว (white nose syndrome)
ตั้งแต่ปี 2007 การระบาดของโรคนี้ได้คร่าชีวิตค้างคาวไปแล้วนับล้านๆ ตัว ซึ่งเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ในเชิงความหลากหลายทางชีวภาพ และถ้ามองในมุมนิเวศบริการ การลดลงอย่างมหาศาลของประชากรค้างคาวในสหรัฐน่าที่จะส่งผลกระทบสาหัสสากรรจ์ต่อระบบนิเวศและความเป็นอยู่ของมนุษย์
ทว่า ไม่มีใครที่สามารถบอกได้ว่าผลกระทบนี้จะหนักหนาสาหัสสักแค่ไหน… จนกระทั่งในปี 2024 อีย์อัล แฟรงก์ (Eyal Frank) นักวิจัยนโยบายสาธารณะจากมหาวิทยาลัยชิคาโก (University of Chicago) ได้ค้นพบว่า “ค้างคาวนั้นมีค่ากับสังคมของเราอย่างมากในฐานะนักล่าและกำจัดศัตรูพืชตามธรรมชาติ (natural pesticide)” และงานวิจัยที่เขาทำก็ชี้ให้เห็นชัดเจนว่าการลดจำนวนลงของประชากรค้างคาวจะส่งผลกระทบเชิงลบอย่างใหญ่หลวงต่อมวลมนุษยชาติ
และอาจเกี่ยวข้องกับโศกนาฏกรรมการตายของเด็กกว่าหนึ่งพันสามร้อยคน!!
เพราะเมื่อค้างคาวที่เป็นผู้ล่าค่อยๆ ลดหายไป แมลงศัตรูพืชที่เคยเป็นอาหารของพวกมันก็เริ่มทวีจำนวนเพิ่มพูนมากขึ้นเป็นเท่าตัว ส่งผลให้กลุ่มเกษตรกรจำเป็นต้องเพิ่มการใช้ยาปราบศัตรูพืชในปริมาณที่มากขึ้น เพื่อให้ได้ผลผลิตตามต้องการ
ซึ่งจากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่ในระดับเทศมณฑล (county level) อีย์อัลพบว่ามีการใช้ยาปราบศัตรูพืชเพิ่มสูงขึ้นโดยเฉลี่ยถึง 31 เปอร์เซ็นต์ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคจมูกขาว และในพื้นที่เปล่านั้นจะมีอัตราการเสียชีวิตของเด็กทารกแรกเกิดเพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉลี่ยคือราวๆ 8 เปอร์เซ็นต์
และด้วย “โรคจมูกขาว” ไม่ติดมนุษย์ อีย์อัลเชื่อว่าการตายที่เพิ่มขึ้นของเด็กทารกนั้น น่าจะมีสาเหตุมาจากสารพิษที่ตกค้างในสิ่งแวดล้อมจากการใช้ยาปราบศัตรูพืชที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อชดเชยการหายไปของค้างคาว
ซึ่งถ้าดูตัวเลขก็ค่อนข้างน่าตกใจ เพราะจากปี 2006 ถึง 2017 ในทุกการใช้ยาที่เพิ่มขึ้น 4 เปอร์เซ็นต์ จะมี “ชีวิตเด็ก 1 คนที่ต้องถูกสังเวย” นอกจากความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากคุณภาพผลผลิตที่ตกต่ำและต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากยาปราบศัตรูพืช ที่มากถึงสองหมื่นเจ็ดพันล้านเหรียญ หรือราวๆ เก้าแสนสองหมื่นห้าพันล้านบาท
“และนี่คือมูลค่าของความหลากหลายทางชีวภาพที่สูญหายไป” คิดแค่ค้างคาวอย่างเดียว…อีย์อัลสรุปไว้อย่างน่าตกใจในเปเปอร์ “The Economic Impacts of Ecosystem Disruptions : Costs from Substituting Biological Pest Control” ของเขาที่เผยแพร่ออกมาในวารสาร Science
จากงานวิจัยของอีย์อัล ถ้าจะบอกว่า “ค้างคาวตัวน้อยคือหนึ่งในฮีโร่ตัวจริงแห่งวงการเกษตร ที่ช่วยเซฟชีวิตเด็กทารก” ก็คงไม่ผิด
แต่สำหรับคนที่ไม่ชอบ จะดียังไงก็ยังไม่ชอบ ซึ่งก็พอเข้าใจได้ เพราะถ้ามองในอีกมุม ค้างคาวก็คือหนึ่งในพาหะนำโรคไวรัสร้ายๆ อีกสารพัดชนิด (รวมถึงไวรัสอีโบลา ไวรัสนิปาห์ และไวรัสโควิดด้วย)
บางที การลดจำนวนของพวกมันให้น้อยลงไปบ้าง ก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่แย่ขนาดนั้น
เหรียญมีสองด้านเสมอ แล้วแต่คนจะเลือกมอง ในเรื่องราวที่ร้ายกาจที่สุด ยังมีมุมที่ดีเสมอ
การที่ค้างคาวถือเป็นแหล่งรังโรคในอุดมคติที่ติดเชื้อและกระจายโรคได้อย่างน่ากระจุยกระจายนั้น แท้จริงแล้ว เป็นเพราะว่าพวกมันทนทรหดต่อการติดเชื้อไวรัส แม้จะมีเชื้อไวรัสร้ายสะสมอยู่มากมายในร่างกาย แต่พวกมันกลับไม่ป่วย ไม่มีอาการผิดปกติอะไรให้เห็น ภูมิคุ้มกันของพวกมันสามารถควบคุมการติดเชื้อไวรัสได้อย่างน่าทึ่ง
และนั่นคือสิ่งที่น่าสนใจ
“ถ้าเราสามารถเข้าใจกลไกการกำราบไวรัสของภูมิคุ้มกันค้างคาวได้อย่างถ่องแท้ บางทีเราอาจจะใช้วิธีเดียวกันนี้กับมนุษย์เพื่อช่วยให้มวลมนุษยชาติสามารถต่อกรต่อไวรัสร้ายที่น่าสะพรึงกลัวได้ก็เป็นได้” หลินฟา หวัง (Linfa Wang) หัวหน้าทีมวิจัยโรคติดเชื้ออุบัติใหม่จากโรงเรียนแพทย์ดู๊ค-มหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (Duke-NUS Medical School) นักวิจัยไวรัสผู้คร่ำหวอดอยู่กับค้างคาวมากว่าสามสิบปีกล่าว เขาเชื่อว่าค้างคาวอาจจะเป็นทางลัดสู่ยุทธศาสตร์แห่งการจัดการการติดเชื้อ
คำถามคือเราเข้าใจค้างคาวดีแค่ไหน…?
เพราะถ้าเข้าใจมันดีพอ บางทีอาจจะไม่ใช่แค่โรคติดเชื้อที่เราจะได้ประโยชน์ เพราะถ้ามองในแง่อายุขัย ค้างคาวคือหนึ่งในกลุ่มสัตว์ที่มีอายุขัยยืนยาวผิดมนุษย์มนา ค้างคาวที่อายุยืนที่สุดที่มีบันทึกไว้มีอายุขัยยาวนานถึง 41 ปี แต่มีน้ำหนักตัวแค่ 7 กรัมเท่านั้น ซึ่งมากกว่าสัตว์ที่มีน้ำหนักตัวใกล้เคียงกันถึงราวๆ 3 ถึง 4 เท่า
คำถามคือภูมิคุ้มกันของค้างคาวทำให้มันแก่ช้าลงจริงหรือ?
หลินฟาและทีมพบว่าหนึ่งในความพิเศษของกลไกทางภูมิคุ้มกันของค้างคาวคือมันสามารถจัดการกับเชื้อได้โดยไม่ต้องกระตุ้นให้เกิดการอักเสบ ถ้าหากจะมองว่าการอักเสบและความเสียหายในสายดีเอ็นเอทำให้เกิดการเสื่อมถอยของร่างกาย (แก่) กลไกที่หลินฟาค้นพบนี้ก็อาจจะเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ค้างคาวเสื่อมชราได้ช้ากว่าสัตว์อื่นๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกัน
“ระบบภูมิคุ้มกันของค้างคาวที่ช่วยจำกัดการอักเสบน่าจะช่วยต่อต้านความชรา” เอมมา ทีลลิ่ง (Emma Teeling) นักสัตววิทยาผู้ศึกษากลไกการแก่ของค้างคาว จากมหาวิทยาลัยคอลเลจดับลิน (University College Dublin หรือ UCD) เผย “และที่สำคัญ งานวิจัยของเรายังเจออีกว่าเมื่อพวกมันเริ่มเข้าสู่วัยชรา ค้างคาวยังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการซ่อมแซมดีเอ็นเอของพวกมันได้ด้วย” ซึ่งเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้นมากในมุมของศาสตร์ชะลอวัย
และพวกเขาเริ่มเห็นแล้วว่าโปรตีนตัวไหน ไมโครอาร์เอ็นเอ (microRNA) อะไรที่แตกต่าง น่าสนใจ และอาจจะเอามาใช้ต่อได้ในทางการแพทย์…อาจจะไม่ใช่เพื่อเพิ่มอายุขัย แต่อย่างน้อยก็เพิ่มคุณภาพชีวิต
ถ้ามองในตอนนี้ งานวิจัยของหลินฟาและเอมมาดูจะเริ่มปูทางไปสู่การไขปริศนาแห่งอายุขัยที่ยืนยาวผิดประหลาดของค้างคาวเอาไว้มากแล้ว อีกทั้งยังอาจจะช่วยให้เราพัฒนากลวิธีในการรักษาโรคติดเชื้อหลายๆ โรค รวมไปถึงการชะลอความชรา
แต่ทั้งหมดที่เล่ามา จะบอกว่ายังแค่แตะผิว เพราะในความเป็นจริง ความรู้ความเข้าใจในชีววิทยาของค้างคาวที่เรามีในปัจจุบันนั้นยังถือว่าน้อยนิด ไม่น่าเกินชั้นอนุบาล
แต่องค์ความรู้เพียงแค่นี้กับไอเดียดีๆ ก็เพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นให้นักลงทุนมากมายยอมทุ่มสุดกำลังนับร้อยนับพันล้านเหรียญเพื่อไขความลับของพลังวิเศษของค้างคาว
การศึกษาขั้นพื้นฐาน แม้จะใช้เวลานานในการค้นคว้า แต่ก็คุ้มค่า เพราะถ้าทำได้สำเร็จ เกษียณอายุคงไม่ใช่ที่หกสิบ หกสิบห้า และถ้าใครอยากจะเรียกลุง เรียกป้า คงต้องรอไว้เรียกตอนอายุสักร้อย เพราะอายุขัยของคุณพี่เป็นอย่างน้อยคงจะมากกว่านั้นสักสองสามเท่า…
อยากจะเป็นมนุษย์ (เลียนแบบ) ค้างคาวกันหรือยังครับ?
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
