
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (3)
โครงการเปลี่ยนโฉม “พิพิธภัณฑ์วังหน้า” สู่ “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ปลายทศวรรษ 2460 ภายใต้การดูแลของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ ยอร์ช เซเดส์ คือการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่พิพิธภัณฑ์ในสังคมไทยครั้งสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์การพิพิธภัณฑ์ไทย
คำถามคือ เปลี่ยนจากบทบาทหน้าที่เก่าอะไร และมาสู่บทบาทหน้าที่ใหม่อะไร?
คำตอบของคำถามนี้ ผมเคยเสนอไปแล้วในตอนแรกของชุดบทความนี้ที่ว่า หัวใจของความเปลี่ยนแปลงการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์สยามในช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 25 คือการเปลี่ยนสิ่งของจัดแสดงจากที่เน้นของสะสม ของแปลก และซากสัตว์ เพื่อทำหน้าที่สะท้อนพระราชอำนาจและพระบารมีของกษัตริย์ มาสู่การจัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุเพื่อทำหน้าที่สะท้อนความมีอารยธรรมและยิ่งใหญ่ของ “รัฐ” (ชาติ) แทน
คำถามต่อมาคือ “รัฐ” ในความหมาย ณ ตอนนั้นคืออะไร?

รัชกาลที่ 7 เสด็จในวันเปิดพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร พ.ศ.2469
ที่มา : สำนักจดหมายเหตุแห่งชาติ
คําตอบคือ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์” ที่รัชกาลที่ 5 กำลังสถาปนาขึ้นใหม่ภายหลังการปฏิรูปการเมืองครั้งใหญ่ในทศวรรษ 2430 โดยมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทำหน้าที่อย่างสำคัญในฐานะเสนาบดีกระทรวงมหาดไทยที่คอยจัดการเปลี่ยนหัวเมืองต่างๆ ในระบอบการปกครองแบบ “รัฐจารีต” ให้กลายมาอยู่ภายใต้อำนาจรัฐรวมศูนย์จากส่วนกลางที่กรุงเทพฯ
ในทัศนะผม การเปลี่ยนแปลงรูปแบบและเนื้อหาการจัดแสดงพิพิธภัณฑ์แบบสมัยใหม่ในช่วงเวลานั้น ดำเนินควบคู่ไปอย่างแยกไม่ออกจากความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองของสยามในเวลานั้น
กล่าวให้ชัดก็คือ การเกิดขึ้นของพิพิธภัณฑ์สมัยใหม่ไม่ใช่ความเปลี่ยนแปลงในเชิงเทคนิคและวิธีการจัดแสดงที่ดูทันสมัยตามแบบสากลเพียงอย่างเดียว แต่คือการเกิดขึ้นของเครื่องมือที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการสร้างความชอบธรรมให้แก่การสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม
จะเข้าใจข้อเสนอนี้ ต้องย้อนกลับไปทำความเข้าใจโครงการปรับปรุง “พิพิธภัณฑ์วังหน้า” โดยสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และยอร์ช เซเดส์ อีกครั้ง

ทั้งสองท่านทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดมานานแล้ว เริ่มต้นตั้งแต่เมื่อครั้งที่ยอร์ช เซเดส์ เพิ่งเข้ามารับราชการในตำแหน่งบรรณารักษ์ใหญ่ประจำหอพระสมุดพระนครเมื่อ พ.ศ.2460
ในเวลาต่อมาเมื่อสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงดำรงตำแหน่งนายกของ “ราชบัณฑิตยสภา” ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ตั้งขึ้นใหม่เมื่อ พ.ศ.2469 เพื่อทำหน้าที่ดูแลงานด้านโบราณคดี วรรณคดี ศิลปากร และปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติสำหรับพระนคร ยอร์ช เซเดส์ ก็เข้ามารับตำแหน่งเลขานุการราชบัณฑิตยสภาแห่งสยามด้วย และทั้งสองจะทำงานร่วมกันต่อมาจนถึงปี พ.ศ.2472
ในช่วงเวลาดังกล่าว ทั้งสองได้ฝากผลงานชิ้นเอกเอาไว้ 2 อย่าง
อย่างแรก คือ การสถาปนาวิธีการจำแนกยุคสมัยทางศิลปะสยาม ที่ผมเรียกว่า “สกุลดำรงฯ-เซเดส์” ผ่านงานเขียนชิ้นสำคัญ 2 ชิ้นคือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” และ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร”
นัยยะแฝงที่สำคัญของงานเขียน “สกุลดำรงฯ-เซเดส์” คือ การจำแนกและจัดหมวดหมู่ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุของ “รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” ออกเป็น 7 สมัย โดยสร้างคำอธิบายศิลปวัตถุและโบราณวัตถุเหล่านั้นเชื่อมโยงกับความชอบธรรมในการสถาปนา “ขอบเขตทางการเมืองของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม” ที่รัชกาลที่ 5 กำลังพยายามสถาปนาขึ้น ณ ช่วงนั้น
เป็นความพยายามสร้างคำอธิบายขอบเขตรัฐสยามสมัยใหม่ที่ยังไม่ได้มีความมั่นคงและชอบธรรมอย่างเต็มที่มากนัก ณ ขณะนั้น ผ่านงานเขียนประวัติศาสตร์ศิลปะสยาม 7 สมัย
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ ใช้ศิลปวัตถุและโบราณวัตถุเป็นเครื่องมือทางการเมืองทั้งโดยตรงและโดยอ้อม ในการอ้างความชอบธรรมในการรวมศูนย์อำนาจเข้าส่วนกลาง และผนวกรัฐจารีตที่เคยมีความสัมพันธ์กับสยามแบบ “ประเทศราช” มาสู่การเป็นส่วนหนึ่งของรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยาม
(อ่านเพิ่มในบทความ “ประวัติศาสตร์ศิลปะสกุลดำรง – เซเดส์ : ข้อสังเกตเบื้องต้น” ใน วารสารเมืองโบราณ)
อย่างที่สอง (โดยความจริงแล้วเป็นงานที่แยกไม่ออกเลยจากงานอย่างแรก) คือ ร่วมกันออกแบบการจัดแสดงภายใน “พิพิภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ขึ้นใหม่จนสำเร็จ และมีพิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อ พ.ศ.2469
การออกแบบจัดแสดงในครั้งนั้น สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงกำหนดภาพรวมของการจัดภายใต้แนวคิด “สมบัติวัฒนธรรมที่พบในดินแดนสยาม” ซึ่งแบ่งการจัดแสดงออกตามประเภทของ “วัสดุ” ที่ใช้ในการสร้างศิลปวัตถุนั้นๆ เช่น “ประติมากรรมหิน” จัดแสดงอยู่โดยรอบหมู่พระวิมาน ส่วน “ประติมากรรมสำริด” จัดแสดงใน “พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย” (ดูรายละเอียดเพิ่มในหนังสือ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวกับการพิพิธภัณฑ์ไทย)
ที่น่าสนใจคือ วัตถุจัดแสดงเหล่านี้จะถูกกำหนดโครงเรื่องโดยแยกตาม “ยุคสมัยทางศิลปะ” ทั้ง 7 สมัยของสยาม ได้แก่ สมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย สมัยลพบุรี สมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์ ตามแนวคิดที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ ทรงมีพระนิพนธ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ไม่นานในหนังสือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม”
ดังที่พระองค์ทรงอธิบายการจัดแสดงภายใน “พระที่นั่งอิศราวินิจฉัย” ไว้ในหนังสือ “อธิบายว่าด้วยหอพระสมุดวชิรญาณ แล พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ความตอนหนึ่งว่า
“…ทางเฉลียงตั้งตู้ช่องละ 2 ใบ ไว้พระพุทธรูป รูปพระโพธิสัตว์ แลเทวรูปของโบราณอันหล่อด้วยโลหะเรียงตามสมัยโดยลำดับ นับแต่เฉลียงทิศใต้ข้างดด้านหน้าวงประทักษิณไป เปนของสร้างครั้งสมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย สมัยลพบุรี สมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยกรุงศรีอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์…”
และเพื่อเป็นการย้ำให้ผู้เข้าชมเข้าใจศิลปวัตถุตามการแบ่งยุคสมัยดังกล่าว ตลอดจนความหมายแฝงต่างๆ ที่ผู้ดูควรจะได้รับไปจากการเดินชมพิพิธภัณฑ์ ยอร์ช เซเดส์ จึงได้พิมพ์หนังสือคู่มือการชมขึ้น ได้แก่ “โบราณวัตถุในพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ซึ่งก็เล่าเรื่องวัตถุจัดแสดงต่างๆ ไปในทิศทางที่ไม่แตกต่างอย่างมีนัยยะสำคัญนักจากสิ่งที่ปรากฎอยู่ในหนังสือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม”
เราอาจสรุปได้ว่า การจัดแสดงรูปแบบใหม่ภายใน “พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร” ใน พ.ศ.2469 เป็นการจัดแสดงภายใต้โครงเรื่องและโครงสร้างความคิดในการจัดจำแนกยุคสมัยทางศิลปะสยามตามแนวคิดของ “สกุลดำรงฯ-เซเดส์” อย่างสมบูรณ์แบบเป็นครั้งแรก
ขอให้สังเกตตารางเปรียบเทียบโครงร่างประวัติศาสตร์ศิลปะสยามเทียบกับการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์ในสยามทศวรรษ 2430-2460 ที่ผมใส่ประกอบในบทความนี้นะครับ (รายละเอียดการก่อตั้งแต่ละแห่งกล่าวไว้ในสัปดาห์ก่อน) จะเห็นความสอดคล้องสัมพันธ์กันอย่างแนบแน่นกับงานเขียน “สกุลดำรงฯ-เซเดส์”
ช่วงเวลาในการก่อตั้งพิพิธภัณฑ์เกือบทั้งหมดก็เป็นช่วงเวลาเดียวกันกับที่รัฐสยามแบบจารีตกำลังเปลี่ยนตัวเองมาสู่รัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สมัยใหม่
ดังนั้น คงไม่เกินเลยไปนัก หากจะกล่าวว่าการจัดแสดงภายใน “พิพิธภัณฑ์” ทั้ง 7 แห่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการปรับปรุงการจัดแสดงครั้งใหญ่ของพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร กับการสถาปนารัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์สยามเป็นกระบวนการเดียวกันและเกิดขึ้นอย่างเป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
แม้กระบวนการสร้างรัฐสมบูรณาญาสิทธิราชย์จะเป็นรูปเป็นร่างที่มั่นคงมากขึ้นในปลายทศวรรษที่ 2450 แต่การวางรากฐานทางอุดมการณ์ตลอดจนการผลิตซ้ำความชอบธรรมนี้ก็ยังคงเป็นภารกิจสำคัญที่ขาดไม่ได้และจะต้องดำเนินไปอย่างซ้ำๆ ไม่มีวันจบสิ้น
ความตอนหนึ่งของพระราชดำรัสรัชกาลที่ 7 ในวันเสด็จเปิดพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อ 10 พฤศจิกายน พ.ศ.2469 สะท้อนประเด็นนี้ได้เป็นอย่างดี
“…การศิลปนั้น อารยประเทศทั้งหลายย่อมถือว่าเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชาติ ส่วนหนึ่ง เป็นของควรรักษาไว้และควรบำรุงให้เจริญขึ้นโดยลำดับ ศิลปวัตถุก็ดี โบราณวัตถุก็ดี ย่อมเป็นส่วนหนึ่งของตำนานและพงศาวดารของชาติ เป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นความเจริญและอารยธรรมของประเทศตามลำดับกาล ทั้งเป็นสิ่งซึ่งแสดงให้เห็นวิญญาณและอุปนิสัยของประชาชนแห่งชาตินั้นด้วย ด้วยเหตุเหล่านี้จึงเป็นของควรบำรุงรักษาไว้เป็นอย่างดี…”
ในพิธีเปิดวันนั้น อาจถือได้ว่า เป็นการปิดฉากพิพิธภัณฑ์แบบโบราณอย่างสมบูรณ์ และเป็นการเปิดฉากใหม่ของการจัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุในพิพิธภัณฑ์สยาม/ไทย ในฐานะเครื่องมือปลูกฝังอุดมการณ์รัฐ (ชาติ) อย่างเป็นทางการ
เป็นก้าวแรกของสิ่งที่ผมเรียกว่า “พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ” (อาจมีพิพิธภัณฑ์ที่ทำหน้าที่นี้อยู่ก่อนหน้าบ้างแล้ว เช่น พิพิธภัณฑ์พระพุทธรูปภายในระเบียงคตวัดเบญจมบพิตร แต่ในกรณีวัดเบญฯ ก็อาจพูดได้ว่าเป็นพิพิธภัณฑ์ที่มีความหมายซ้อนทับกับการเป็นระเบียงคตแบบจารีตอยู่ ยังไม่เป็นพิพิธภัณฑ์แบบสมัยใหม่อย่างเต็มที่)
น่าสังเกตด้วยนะครับว่า การเปิดพิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนครครั้งนั้น ยังตามมาด้วยการเปิดพิพิธภัณฑ์ให้คนทั่วไปได้เข้าชมอย่างแท้จริง (ก่อนหน้านั้นเปิดให้คนทั่วไปเข้าชมเพียงบางวัน) ซึ่งการกระทำเช่นนี้ก็ยิ่งทำให้การผลิตซ้ำอุดมการณ์รัฐผ่านพื้นที่จัดแสดงภายในพิพิธภัณฑ์ ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
