
Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
เตรียมเข้าสู่ยุคใหม่
ที่ AI เปลี่ยนใจเรา
ในปี 2017 มีคำพูดหนึ่งของ Reed Hastings ซีอีโอของ Netflix ที่กลายเป็นวาทะโด่งดังที่ใครๆ ก็พูดถึง นั่นคือการที่เขาบอกว่าเขาคิดว่าใครกันแน่คือคู่แข่งตัวจริงของ Netflix
Hastings พูดว่า “ถ้าหากคุณมีรายการหรือหนังที่อยากดูใจจะขาด คุณก็จะยอมอดหลับอดนอน เพราะฉะนั้นการนอนนี่แหละคือสิ่งที่เราแข่งขันด้วย”
สิ่งที่ Reed Hastings พูดถึงสามารถจับใส่เข้าไปอยู่ใต้นิยามของเศรษฐกิจที่เรียกว่า Attention economy ซึ่งยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้
บริษัทเทคโนโลยีจำนวนมากในปัจจุบันแข่งขันกันอย่างดุเดือดอยู่ในตลาดที่เรียกว่า Attention economy ที่ทุกคนล้วนแย่งชิงความสนใจจากผู้ใช้งานให้ได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, YouTube, TikTok, X หรือโซเชียลมีเดียใดๆ ก็ตามต่างก็ออกแบบประสบการณ์ใช้งานบนแพลตฟอร์มตัวเองเพื่อทำให้คนใช้เวลาอยู่บนนั้นนานที่สุด
ไม่ใช่แค่บริษัทเทคโนโลยีเจ้าของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่บริษัทสื่ออื่นๆ ทั้งเว็บไซต์ข่าว สำนักพิมพ์ บริการสตรีมมิ่งเพลงและหนัง ไปจนถึงสตูดิโอภาพยนตร์ต่างก็ต้องการส่วนแบ่งความสนใจจากผู้ใช้งานกันทั้งสิ้น
บริษัทเหล่านี้ต้องการความสนใจจากเราเพื่อจุดประสงค์หลักๆ สองอย่าง อย่างแรกคือการหารายได้จากผู้ใช้งานอย่างเราตรงๆ อย่างการเก็บค่าสมาชิกรายเดือน
อีกอย่างคือการนำตัวเราและความสนใจของเราไปขายให้กับนักโฆษณา ซึ่งนี่เป็นโมเดลที่อุตสาหกรรมนี้ใช้สร้างรายได้มาโดยตลอด
อย่างไรก็ตาม การมาถึงของเทคโนโลยี AI โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Generative AI ที่มาในรูปร่างของแชตบ็อตจะทำให้เศรษฐกิจ Attention economy เปลี่ยนแปลงไป โดยเว็บไซต์ Fast Company บอกว่าเราอาจจะกำลังเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจใหม่กันอย่างรวดเร็ว
และจะเป็นยุคที่มีชื่อเรียกว่า Intention economy หรือเศรษฐกิจความตั้งใจ
เศรษฐกิจรูปแบบเดิมนั้นต้องการความสนใจของเราตอนนี้ เดี๋ยวนี้ ในขณะที่เศรษฐกิจความตั้งใจดูจะน่ากลัวและดาร์กยิ่งกว่า เพราะสิ่งที่ทุกคนจะต่อสู้แย่งชิงคือข้อมูลว่าผู้ใช้งานอย่างเรา “มีแนวโน้มจะทำอะไรต่อไปในอนาคต” แล้วหยิบข้อมูลนั้นไปขายให้คนที่จะได้ประโยชน์จากการล่วงรู้การกระทำในอนาคตของเรา และไปดักรอล่วงหน้า
เรื่องนี้มาจากรายงานของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์สองคนที่วิจัยเรื่อง Beware the Intention Economy : Collection and Commodification of Intent via Large Language Models
เนื้อหาโดยสรุปก็คือเทคโนโลยี AI จะคอยตามเก็บรูปแบบความคิดและพฤติกรรมของเราทุกครั้งที่เรามีการพูดคุยสื่อสารกับแชตบ็อต AI เพราะเราก็มีแนวโน้มจะพึ่งพาและพูดคุยกับ AI เพิ่มมากขึ้นทุกวันๆ
จากนั้นก็จะนำเอาข้อมูลที่ได้ไป ไม่ว่าจะเป็นปัญหาที่เรานำไปปรึกษา AI แผนการต่างๆ ในชีวิต ไปจนถึงสิ่งที่เรากำลังวิตกกังวล ไปสร้างเป็นโปรไฟล์รูปแบบความคิดและพฤติกรรมของเราเพื่อคาดการณ์ว่าเราน่าจะทำอะไรต่อไปในอนาคต แล้วนำข้อมูลนั้นไปขายให้กับนักโฆษณา
เมื่อนักโฆษณาได้ข้อมูลไปแล้วก็จะนำไปใช้เพื่อคาดการณ์แนวโน้มของสิ่งต่างๆ ที่เราจะทำด้วยพื้นฐานความคิดนั้นๆ แล้วจัดเตรียมโฆษณาที่เกี่ยวข้องที่คิดว่าเรามีโอกาสจะสนใจสูงรอไว้ให้
ยิ่งคาดการณ์ได้แม่นยำแค่ไหน ก็ยิ่งมีโอกาสที่เราจะตัดสินใจซื้อสินค้าและบริการมากเท่านั้น
เรียกได้ว่าจะเป็นการยกระดับขึ้นสู่อีกขั้นของการโฆษณาที่จากเดิมจะใช้ข้อมูลทั่วๆ ไปอย่างอายุ เพศ สถานที่อยู่ ความสนใจ ประวัติการท่องอินเตอร์เน็ต ฯลฯ
กลายมาเป็นแบบแอดวานซ์ที่คาดการณ์ความต้องการของเราได้แบบนำหน้าตัวเราเองไปเลยด้วยซ้ำ
ความน่ากลัวที่พูดถึงก็คือมันอาจจะไม่ใช่แค่การคาดการณ์ว่าเราน่าจะทำอะไร
แต่มันยังมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนการกระทำของเราได้ด้วย
เริ่มจากการชี้ชวนให้เราเปลี่ยนใจ เปลี่ยนแนวความคิด
ไปจนถึงเปลี่ยนความตั้งใจเรื่องใหญ่ๆ ในชีวิตอย่างการเลือกตั้งไปได้ด้วยเลย
หรือจะพูดถึงสเกลที่ใหญ่ขึ้นกว่าระดับอุปโภคบริโภค รัฐบาลที่ไม่โปร่งใสอาจจะสามารถใช้บทสนทนาที่ประชาชนพูดคุยกับ AI เพื่อนำมาคาดการณ์ว่าใครจะทำอะไรในอนาคตบ้าง
และหากดูแล้วไม่เอื้อประโยชน์ต่อความมั่นคงของรัฐบาลสักเท่าไหร่ก็อาจจะรีบเข้ามาขัดขวางก่อนจะเกิดขึ้น
ฟังคอนเซ็ปต์ดูคุ้นๆ คล้ายๆ กับภาพยนตร์ Minority Report เลยใช่ไหมคะ ต่างกันแค่เบื้องหลังของเรื่องนี้คือแชตบ็อต AI ที่เราพูดคุยเผยเบื้องลึกของจิตใจให้มันฟังมากขึ้นทุกวันๆ จนบางคนอาจจะเผลอหลงรักไปบ้างแล้วก็มี
หรือคล้ายๆ กับภาพยนตร์ Inception ที่พยายามจะเข้ามาเจาะความฝันเพื่อเปลี่ยนแปลงความคิดและการกระทำของเรา
แชตบ็อต AI สามารถสอดแทรกสิ่งที่มันต้องการขายเข้ามาในบทสนทนาได้อย่างแนบเนียน ตัวอย่างเบาๆ ก็อย่างเช่น หากเราบอกมันว่าวันนี้รู้สึกหดหู่จัง มันอาจจะแนะนำให้เราสตรีมเพลงจากอัลบั้มใดอัลบั้มหนึ่งที่เราไม่ได้นึกถึงว่าจะเปิดฟังมาก่อนก็ได้
หรือตัวอย่างที่ซีเรียสกว่านั้นก็คือผู้ไม่หวังดี คนที่มีจุดประสงค์ทางการเมือง ก่อการร้าย หรือสถาบันด้านศาสนา อาจจะใช้โอกาสนี้ในการเปลี่ยนแปลงความคิดของคนก็ได้
นักวิจัยจากเคมบริดจ์บอกว่าความรุ่งเรืองของ Gen AI ทุกวันนี้ได้เป็นสัญญาณให้เราเห็นแล้วว่าเรากำลังอยู่ในช่วงรอยต่อที่เปลี่ยนผ่านจาก Attention economy ไปสู่ Intention economy ซึ่งก็อาจจะพูดได้ว่ากำลังมาจ่อรออยู่หน้าประตูแล้ว
อาจจะฟังดูดาร์กเหมือนโลกในซีรีส์ Black Mirror แต่ก็เป็นการกระตุ้นเตือนเราแต่เนิ่นๆ ให้ตระหนักว่าภายใต้เศรษฐกิจแบบใหม่นี้ หากเราไว้ใจ AI ที่ใช้งานอยู่จนมากเกินไป
เราอาจจะถูกเปลี่ยนแปลงความคิดและพฤติกรรมได้ในแบบที่เราไม่รู้ตัวเลย
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
