
บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (53)
น.อ.สวัสดิ์ จันทนี ซึ่งถูกออกจากราชการจากเหตุการณ์กบฏแมนฮัตตันด้วย กล่าวถึงบทบาทของหลวงสินธุสงครามชัยในเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ใน “นิทานชาวไร่” ว่า
“ผู้ใหญ่ท่านไม่อยากรบ แย่งอำนาจกันไปแย่งกันมาก็เหลือแต่กระดูก ท่านอยากให้ปรองดองกัน ประเทศจะได้เจริญ แต่คนอื่นเขาไม่นึกเช่นนั้น หาว่าผู้ใหญ่ฝ่ายทหารเรือขี้แพ้ขี้ขลาดและอะไรๆ อีกร้อยแปด แม้ขณะชุลมุนนี้ก็ตาม ถ้ามีคำสั่งคำเดียวจากท้องพระโรงให้รถเกราะจากบางนาและทุ่งมหาเมฆ 15 คันบุกเข้ามาพักเดียว เหตุการณ์ก็ต้องเหมือนวันที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2492 แน่ แต่ครูคลองเตยไม่ได้สั่ง เพราะสั่งไปก็เท่ากับตีงูให้กากิน กานั่นแหละสบาย งูก็หลังหักไปตามระเบียบ ส่วนคนที่ต้องยืนสะอื้น ใครเล่าอยากจะเป็นนั่งร้านให้คนอื่นในเมื่อตนเองไม่เคยคิดจะตั้งตนเป็นรัฐบาลเสียเอง”
“ข้าพเจ้าเดาเอาว่า ครูคลองเตยก็ตกที่นั่งพระเจ้าพิมพิสารอย่างนี้แหละ ลูกน้องเกิดไปก่อเหตุเข้าก่อน เลยต้องออกหน้า ไม่ใช่ถูกรังแก นี่ไพล่ไปรังแกเขาเข้าก่อนเลยต้องนั่งคอตกตามระเบียบ โดนคุณเผ่าตะโกนด่าว่าเหยียบเรือสองแคมเข้าอีก”
ร.อ.วิเชียร แววสูงเนิน บันทึกความเห็นไว้ใน “ทหารเรือขบถ?” ว่า
“เมื่อเกิดเหตุขึ้นครั้งแรก ผู้บัญชาการทหารเรือหาได้สั่งการอะไรไม่ ถ้าไม่เห็นด้วยกับคณะกู้ชาติซึ่งก็คือลูกศิษย์ลูกหาเคยปกครองบังคับบัญชากันมาทั้งนั้นก็น่าจะระงับยับยั้งตั้งแต่เริ่มแรกก่อนที่จะสายเกินแก้ หรือหากเห็นด้วยเพราะเห็นว่ารัฐบาลสมัยนั้นได้สร้างความเหลวแหลกเลอะเทอะไว้ควรจะได้มีการเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงก็มีแต่ทางเดียวคือใช้กำลังบังคับดังที่คณะปฏิวัติทั้งหลายเขาเคยทำมาก็น่าจะได้ฉวยโอกาสนั้นดำเนินการก่อนที่นายวรการบัญชาจะไปตั้งป้อมสู้อยู่ในทำเนียบ ก่อนที่รัฐบาลจะสั่งให้ทหารหน่วยอื่นเคลื่อนออกมาทำการปราบปรามให้มันรู้ดีรู้ชั่วกันไปเลย เพราะฐานะทางการเมืองของ พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ในตอนนั้นก็มิใช่ว่าหาพรรคพวกไม่ได้เลยก็หาไม่ ในฐานะที่เป็นคนหนึ่งในคณะก่อการปี 2475 มาด้วยกันกับจอมพล ป. เมื่อตอนจอมพล ป.ลาออกจากนายกรัฐมนตรีก็เกือบจะได้เป็นแทนอยู่แล้ว แพ้นายควง อภัยวงศ์ ไม่กี่คะแนน”
“หรือถ้าผู้บัญชาการทหารเรือไม่นิยมการปฏิวัติ ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลงด้วยกำลังบังคับ ต้องการให้ประชาธิปไตยเดินไปตามจังหวะและเส้นทางของมัน ต้องการจะรักษาเกียรติประวัติกองทัพเรือไว้อย่างเช่นบรรพบุรุษทหารเรือเคยทำไว้ให้โลกเขาลือว่าทหารเรือไม่เคยมีความด่างพร้อยในเรื่องนี้ ทำไมไม่สั่งการให้บุคคลเหล่านั้นหยุดกระทำการอันเป็นความอัปยศอดสูนั้นเสีย แล้วนำตัวผู้ก่อการไม่กี่คนนั้นมาพิจารณาโทษตามกฎหมายและวินัยทหาร”
“มีผู้กล่าวกันว่า หาก พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน สั่งให้สู้ในคราวนั้น บ้านเมืองก็จะต้องประสบกับความสูญเสียอย่างมหาศาล เลือดไทยจะต้องไหลนองทั่วกรุงเทพมหานคร ทหารของชาติจะต้องล้มตายก่ายกองกันไม่ว่าพี่กับน้อง พ่อกับลูก จะต้องฟาดฟันกันบรรลัยไป”
“เพราะทางด้านทหารบกนั้นดูไม่มีทางจะลดหย่อนผ่อนปรนกันได้อีกแล้ว เพราะจากเหตุการณ์ที่ผ่านมาทำให้ฝ่ายนั้นเชื่อเต็มที่ว่าทหารเรืออยู่ข้างฝ่ายนักการเมืองที่ถูกจอมพล ป.ทำการขับไล่ออกไป ทหารบกในกรุงเทพฯ ได้เตรียมแผนปราบกบฏจลาจลไว้ในแฟ้มเรียบร้อยแล้ว เพื่อปราบให้ราบคาบให้หมดเสี้ยนหนาม ผู้บัญชาการทหารเรือก็คงจะมีความคิดเช่นเดียวกันนี้จึงไม่สั่งให้สู้ทั้งๆ ที่ทหารเรือในตอนนั้นมีอานุภาพเกรียงไกรไม่น้อย แต่ไม่สู้แล้วก็ไม่บอกเสียด้วยว่าไม่ให้สู้ กลับนิ่งเฉย นับได้ว่าเป็นการตัดสินใจผิดพลาดอย่างยิ่ง เป็นการทายใจฝ่ายตรงข้ามผิดอย่างมหันต์”
“กองทัพเรือจึงถูกทำลายย่อยยับแบบไม่ใช่ประดู่โรย แต่ต้นประดู่ถูกโค่นเหลือแต่ตอ”
“สายคอมแมนด์”
กับ “สายเสนาธิการ”
ในทางทหาร มีการแบ่งเส้นทางการรับราชการของนายทหารออกเป็น 2 เส้นทางหลัก คือ “สายบังคับบัญชา หรือสายคอมแมนด์-COMMAND” หมายถึงนายทหารที่เติบโตบนเส้นทางสายบังคับบัญชา กับ “สายเสนาธิการ-STAFF” หมายถึงนายทหารที่เติบโตบนเส้นทางสายเสนาธิการ
การได้ทำหน้าที่ “สายบังคับบัญชา” เป็นความใฝ่ฝันของทหารส่วนใหญ่ทุกคน โดยเฉพาะที่จบจากโรงเรียนหลักของทุกเหล่าทัพ
อย่างไรก็ตาม “ผู้บังคับบัญชา”และ “ฝ่ายเสนาธิการ” จะต้องปฏิบัติหน้าที่ควบคู่และสอดประสานกันอย่างสมบูรณ์เพื่อความสำเร็จของหน่วย
จุดเด่นในวิชาชีพของสายบังคับบัญชาคือ “การตัดสินใจ”
ส่วนจุดเด่นของสายเสนาธิการคือ “ความรอบคอบ”
เมื่อเปรียบเทียบเส้นทางรับราชการของนายทหารเรือคนสำคัญหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง หลวงศุภชลาศัยแม้เติบโตมาบนเส้นทางสายบังคับบัญชาตั้งแต่ผู้บังคับการเรือ ผู้บัญชาการกองเรือรบ จนกระทั่งเป็นรองผู้บัญชาการทหารเรือแต่ก้าวไม่ถึงจุดสูงสุดในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือ
ขณะที่หลวงสินธุสงครามชัยเติบโตมาบนเส้นทางการศึกษาและเสนาธิการแล้วขึ้นดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารเรือในที่สุด
นอกเหนือจากประสบการณ์และความชำนาญในวิชาชีพที่แตกต่างกันแล้ว ยังมีความแตกต่างที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ “จุดยืนทางการเมือง”
หลวงศุภชลาศัยมีความคิดสอดคล้องกับหลวงพิบูลสงครามที่ทหารต้องมีบทบาทนำในการสร้างความมั่นคงเข้มแข็งแก่ประเทศชาติ
ขณะที่หลวงสินธุสงครามชัยมีความคิดว่า เมื่อทหารได้โค่นล้มระบอบเก่าสำเร็จแล้วก็ควรถอนตัวออกให้พลเรือนเข้าทำหน้าที่สร้างสังคมในระบอบใหม่โดยอิสระ ปราศจากการแทรกแซงจากทหาร
กองทัพเรือภายใต้การนำอันยาวนานถึง 13 ปีของหลวงสินธุสงครามชัยจึงใช้ความพยายามอย่างเต็มที่ในการวางตัวเป็นกลางทางการเมืองอย่างเคร่งครัด
น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งว่า แม้จะมีความคิดทางการเมืองแตกต่างกัน แต่ก็ไม่นำไปสู่ความขัดแย้งระหว่างกันเป็นการส่วนตัว ทั้งๆ ที่ต่างมีกำลังทหารเรือภายใต้การบังคับบัญชาให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ก็ตาม
ดอกประดู่จึงไม่แยกช่อ แตกต่างจากการแย่งชิงความเป็นใหญ่ในหมู่ทหารบกระหว่าง “สฤษดิ์-เผ่า” ในเวลาเดียวกันนั้น
หลังพ้นคดีกบฏแมนฮัตตัน พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน “ครูคลองเตย” อายุได้ 50 ปี ไม่ได้กลับเข้ารับราชการ แล้วใช้ชีวิตนายทหารนอกราชการอย่างสมถะ ขณะที่ยังคงยึดมั่นในอุดมการณ์ไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง
จนถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ.2519 รวมอายุได้ 74 ปี หลังหลวงศุภชลาศัย 11 ปี
วงจรอุบาทว์
ความล้มเหลวในการใช้กำลังโค่นล้มรัฐบาลของคณะรัฐประหารทั้งกบฏวังหลวงและกบฏแมนฮัตตันที่กองทัพเรือซึ่งมีหลวงสินธุสงครามชัยเป็นผู้บัญชาการมิได้เข้าร่วม แต่มีทหารเรือส่วนหนึ่งเข้าร่วม ทำให้กลุ่มพลเรือนภายใต้การนำของนายปรีดี พนมยงค์ และกองทัพเรือหมดอิทธิพลทางการเมืองนับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เหลือเพียงกลุ่มคณะรัฐประหารเท่านั้นที่ผูกขาดอำนาจอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดแต่เพียงกลุ่มเดียว
แม้ภายหลังจะเกิดความแตกแยกระหว่างกลุ่มจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับกลุ่ม พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ แต่ในที่สุดกลุ่มจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ก็สามารถกำจัดกลุ่ม พล.ต.อ.เอก เผ่า ศรียานนท์ ออกไปจากศูนย์อำนาจทางการเมืองได้โดยเด็ดขาดตั้งแต่หลังการปฏิวัติ พ.ศ.2500 เป็นต้นมา
ย้อนกลับไป 25 ปีก่อนหน้าการรัฐประหาร 2490 การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คือจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญไปสู่การเมืองยุคใหม่ของสยาม จากนั้น ระบอบรัฐธรรมนูญของคณะราษฎรก็สามารถก้าวเดินมาได้อย่างต่อเนื่อง
แม้จะมีเหตุการณ์สำคัญโดยเฉพาะการยึดครองของญี่ปุ่นระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพาก็ตาม ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในระบอบรัฐธรรมนูญ มีทั้งรัฐบาล มีทั้งสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ต้องสะดุดหยุดลงเมื่อเกิดการรัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490
“กบฏวังหลวง” หรือ “กระบวนการประชาธิปไตย 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ 2492” นับเป็นอีกจุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญของการเมืองไทย เนื่องจากมิใช่เป็นเพียงแค่การช่วงชิงอำนาจรัฐ หากเป็นการต่อสู้กันระหว่าง “ประชาธิปไตย” กับ “เผด็จการ” ของทหารที่ก่อตัวขึ้นหลังการรัฐประหาร 2490
ดังนั้น เมื่อกลุ่มพลเรือนและทหารเรือที่มีนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำ พ่ายแพ้อย่างราบคาบในคราวกบฏวังหลวงแล้ว แนวความคิดประชาธิปไตยของกลุ่มนี้ก็ดับศูนย์ลง โดยเฉพาะเมื่อกองทัพเรือถูกปราบปรามและลดทอนอำนาจหลังกบฏแมนฮัตตัน ระบอบเผด็จการทหารโดยกองทัพบกซึ่งปราศจากคู่แข่งก็สามารถสถาปนาอำนาจได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดโดยเฉพาะเมื่อจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ปฏิวัติเมื่อวันที่ 26 กันยายน พ.ศ.2500
ระบอบประชาธิปไตยของไทยฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งเมื่อเวลาผ่านไปเกือบ 2 ทศวรรษด้วยการเสียเลือดเนื้อของวีรชนในยุค 14 ตุลาคม พ.ศ.2516 และ 6 ตุลาคม พ.ศ.2519 แต่ก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ “วงจรอุบาทว์” ทางการเมืองไทย “ฉีกและเขียนรัฐธรรมนูญ” ก็หวนกลับมาซ้ำรอยเดิมอีก
วงจรการเมืองไทยเช่นนี้จึงสอดคล้องกับคำกล่าวของ นายพลตรีหลวงพิบูลสงคราม ขณะเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2483 ที่ว่า
“ผมขอยืนยันว่า ในชั่วชีวิตเรา บางทีลูกเราด้วย จะต้องรบกันไปอีก และแย่งกันในระบอบเก่ากับระบอบใหม่นี้”
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
