bg-single

MatiTalk เหตุที่การศึกษาไทยไม่ไปไหน ? ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ ชี้ที่ผ่านมาแก้ปัญหาผิดฝาผิดตัว

18.02.2025

รายงานพิเศษ

 

MatiTalk การศึกษาไทยไม่ไปไหน

ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ

ชี้ที่ผ่านมาแก้ปัญหาผิดฝาผิดตัว

 

“ระบบการศึกษาไทยจิ้มไปตรงไหนก็เจอแต่ปัญหาเต็มไปหมด และเป็นปัญหาหนักมาก เป็นปัญหาที่ไม่อาจรอได้ ต้องลงมือแก้วันนี้เลย! พรุ่งนี้ก็สายไปแล้ว แต่หากมองย้อนกลับไปยังฝ่ายบริหารของรัฐบาลและผู้มีอำนาจในกระทรวงศึกษาธิการ กลับทำให้ดิฉันรู้สึกหมดหวัง”

ครูจวง-ปารมี ไวจงเจริญ ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวถึงปัญหาของระบบการศึกไทยไม่ไปไหน! ผ่านรายการ MatiTalk ของมติชนสุดสัปดาห์

ส.ส.ปารมีกล่าวว่า การจะตัดสินใจว่าปัญหาการศึกษาไทยอะไรควรถูกแก้ก่อนเป็นเรื่องยาก ไม่ต่างจากปัญหาไก่กับไข่อะไรเกิดก่อนกัน เพราะว่าทุกปัญหาสัมพันธ์กันหมดไม่ว่าจะเป็นเรื่องโครงสร้างกระทรวงศึกษาฯ ที่ใหญ่โต นักเรียนไทยเบื่อการเรียนก็ต้องไปดูสาเหตุที่ยิบย่อยลงไปอีก หรือครูไทยที่แทบไม่ได้สอนเพราะงานเอกสารเยอะ เป็นต้น ทุกอย่างล้วนพันกันไปหมด

แต่ถ้าจะให้ตอบสั้นๆ ง่ายๆ ว่าหัวใจของปัญหาที่ต้องแก้จริงๆ และเป็นสิ่งที่คิดว่ายาก คือต้องแก้ที่ Mindset ของทุกคนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ทั้งตัวนักเรียน ผู้ปกครอง ครู บุคลากรทางการศึกษาทุกส่วน

โดยเฉพาะ Mindset ที่เราพูดกันมานานหลายสิบปี แต่กลับไม่เคยเกิดขึ้นจริงเสียที คือ เรื่องการให้เด็กเป็นศูนย์กลาง (Child-Centered Learning) หรือ Children Center ไม่เคยถูกนำไปปฏิบัติอย่างแท้จริง

โดยเฉพาะครู ผู้บริหารโรงเรียน และผู้บริหารในกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งทุกวันนี้ยังมีความเป็นอำนาจนิยมสูงมาก แทนที่ระบบการศึกษาไทยจะมุ่งเน้นไปที่การบ่มเพาะสติปัญญา ที่ถูกต้องในแต่ละวัยให้กับผู้เรียน แต่ดันเป็นระบบที่บ่มเพาะอำนาจนิยมสูงมาก

ฉะนั้น ถ้าจะตอบว่าดิฉันปรารถนาอยากให้แก้อะไร อยากให้แก้ที่ Mindset ของทุกคนในวงการศึกษาก่อนเลย

 

ปัญหาเรื่องหลักสูตรยังคงมีอยู่หรือไม่

ประเด็นเรื่องหลักสูตรมีปัญหามาก เรามักได้ยินนักเรียนพูดกันเยอะว่า “เบื่อการเรียน” ซึ่งตัวนี้ดิฉันเองและ ส.ส.พรรคประชาชนอีกหลายท่านพูดในสภาหลายครั้ง ว่าหลักสูตรที่เราเรียนไม่เหมาะสม ไม่ทันโลก

เช่น วิชาภาษาไทยเรียนเนื้อหาที่ไม่ได้ใช้จริงในชีวิต แทนที่จะฝึกให้เด็กอ่านคล่องเขียนคล่อง รู้จักที่จะแสดงความคิดเห็นอย่างมีเหตุผลในที่สาธารณะ แต่สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เรียนและฝึก

เรามักนึกถึงหลักสูตรการเรียน เรามักจะบอกว่าเด็กไทยพูดภาษาอังกฤษกันไม่ได้ ซึ่งก็จริง แต่ดิฉันอยากจะให้ย้อนกลับมาในภาษาไทยเองด้วย ทุกวันนี้ ทั้งพูด ฟัง อ่าน เขียนก็ไม่ได้ ไม่คล่อง

เมื่อจบการศึกษาภาคบังคับ (ม.3) ควรจะต้องเกินคำว่าอ่านออกเขียนได้ และควรจะต้องอ่านคล่องเขียนคล่อง critical thinking การคิดเชิงวิพากษ์ การคิดวิเคราะห์ แต่ไม่ได้ทำ

หลักสูตรปัจจุบันคือหลักสูตรแกนกลางปี 2551 ต้องได้รับการปรับได้แล้ว โดยเฉพาะหลักสูตรการศึกษาฐาน competency based ที่จะบ่มเพาะให้นักเรียนมีทักษะและสมรรถนะ 6 ด้านที่เหมาะกับโลกยุคใหม่ แต่ก็ไม่ทำกันเสียที

ที่สำคัญไม่เอื้อกับเด็ก เขารู้สึกว่าเรียนไปแล้วเปล่าประโยชน์ และเด็กไทยเรียนเยอะมาก เข้าเรียนตั้งแต่ 07:30 น. ถึง 15:00 น. บางโรงเรียนมีคาบ 9-10 เลิก 16.00 น.ด้วยซ้ำ ทุกวันความรู้และทักษะในโรงเรียนไม่ตอบโจทย์กับการประกอบอาชีพ อย่างเช่น การขายของออนไลน์ ไม่จะว่าภาษาไทย อังกฤษ หรือวิชาการเงิน financial literacy หรือ Digital literacy ไม่มีเรียนเลยนะ

นอกจากปัญหาหลักสูตรอีกประเด็นหนึ่ง คือ โครงสร้างหลักสูตรในไทยที่ดีควรมี 3 ระดับ หลักสูตรแกนกลาง หลักสูตรท้องถิ่น และหลักสูตรของโรงเรียน

คือ มีหลักสูตรแกนกลางในระดับหนึ่ง เพื่อให้ผู้เรียนมีทักษะและสมรรถนะบางส่วน และเสริมด้วยหลักสูตรของท้องถิ่นหรือพื้นที่นั้นๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ควรจะเรียนวิชาความรู้หรือฝึกทักษะที่ไม่เหมือนกัน ต้องให้แต่ละท้องที่เอาหลักสูตรของพื้นถิ่นตัวเองผสมเข้ามา หรือแม้แต่ท้องถิ่นหรือภูมิภาคเดียวกันก็ไม่เหมือนกัน

ฉะนั้น แต่ละสถานศึกษาก็ควรจะต้องมีหลักสูตรของตัวเองเข้ามาผสมผสานด้วย

ที่จริงแล้ว เคยมีการนำร่องทำกันหลายที่แล้ว แต่ก็ล้มเหลว

อีกส่วนหนึ่งก็คือครูหรือผู้สอน บางส่วนยังมีศักยภาพที่จะเขียนหลักสูตรเองเข้ามาผสมผสานก็ยังทำไม่ได้ แต่ก็ย้อนกลับมาที่ปัญหาเดิม ภาระงานครูเยอะ มันจึงต้องแก้ทั้งองคาพยพ ซึ่งทั้งหมดเป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เด็กหลุดจากระบบโรงเรียน

ตัวเลขของกองทุนเสมอภาคที่ประกาศมาปีกว่าๆ ว่าเด็กหลุดระบบไป 1,020,000 คน ถ้าหลักสูตรแบบนี้ เด็กก็ไม่อยากเรียนหรอก ถึงดึงกลับมาได้สักพักก็หลุดออกไปอีกเหมือนเดิม

และสุดท้ายประเด็นเรื่องหลักสูตร ตัวดิฉันเองและ ส.ส.พรรคประชาชนพูดเยอะมาก ปรากฏว่าเป็นประเด็นใหญ่ที่กระทรวงไม่ขยับเลยเรื่องหลักสูตร ทั้งที่เป็นเรื่องใหญ่มากจนดิฉันอดตั้งคำถามไม่ได้อีกครั้งหนึ่ง ท่านกลัวผลประโยชน์ของสำนักพิมพ์ต่างๆ จะหมดไปหรือเปล่า ผลประโยชน์ที่มีให้กับผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ มันใหญ่มากจนอุดปากท่านไม่ให้ท่านแก้หลักสูตรนี้หรือเปล่า

ขอฝากไปถึงผู้บริหารในกระทรวงศึกษาฯ

 

นโยบายการเรียนฟรี (15 ปี)

ไม่ “ฟรี” จริงอย่างที่ควรจะเป็น?

เรียนฟรี 15 ปีในไทย เรียนฟรีทิพย์ เพราะว่าผู้ปกครองยังต้องจ่ายส่วนต่างอีกมาก เนื่องจากทุกวันนี้เราใช้วิธีจัดสรรงบประมาณเรียนฟรี 15 ปีด้วยงบฯ รายหัว งบฯ รายหัวที่ให้เด็กจะไล่ตั้งแต่ประถมศึกษา ม.ต้น ม.ปลาย ตั้งแต่ประมาณ 2,000-6,000 บาท ตามลำลับ

ดูผิวเผินเหมือนจะเยอะ แต่เอาเข้าจริงไม่เยอะ เพราะว่าค่าอุปกรณ์การสอนอะไรต่างๆ มันสูง และที่สำคัญในการที่เด็กจะต้องไปเรียนในแต่ละวันต้องมีค่าอาหารกลางวัน และรู้ไหมว่าค่าใช้จ่ายที่พ่อแม่ต้องจ่ายให้เด็กเป็นค่าขนมรายวัน ค่าใช้จ่ายอะไรเยอะสุด ส่วนใหญ่นึกถึงค่าอาหาร แต่ค่าที่เยอะกว่าคือค่าเดินทาง โดยเฉพาะในเมืองไทย ขนส่งสาธารณะล้มเหลว ซึ่งภาครัฐไม่ได้อุดหนุนตรงนี้ ยังไม่นับค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ จึงเรียนฟรีไม่มีจริง

เรื่องงบฯ รายหัวที่ไม่เท่ากันมีปัญหาต่อโรงเรียนขนาดเล็ก เพราะว่างบฯ รายหัวให้ตามรายหัวเด็ก ตัวอย่างโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่พิเศษมีเด็ก 3,000-4,000 คน ก็จะได้เยอะ แต่โรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนมีเด็กแค่ 20-30 คน จะเหลือเงินเอาไปบริหาร พัฒนาการเรียนการสอนที่ไปสู่นักเรียนได้จริงๆ แทบไม่ได้ เป็นมะเร็งร้ายในการศึกษาไทยด้วย

งบประมาณของกระทรวงศึกษาธิการประมาณ 340,000 ล้านบาท ประมาณ 60% เป็นเงินเดือนครู เหลือที่จะลงสู่นักเรียนเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนในห้องเรียน 40% แสดงว่างบฯ มีปัญหาแล้วนะ เอาเข้าจริงไม่ได้เยอะอย่างที่คนชอบพูดกัน เพราะมันไปเป็นเงินเดือนครู พูดแล้วมันอีนุงตุงนังพันกันไปหมด หลายคนก็จะกลับไปอีกโรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนมีครูคนเดียวเป็นได้ตั้งแต่ ผอ.ยันภารโรง แล้วก็สอนทุกวิชา

แต่ถ้าเรามาดูระบบโครงสร้างกระทรวงเราไม่ขาดแคลนครู แต่ทำไมโรงเรียนขนาดเล็กบางโรงเรียนที่มีครูคนเดียว ถ้าเราคิดง่ายๆ ไปกระจุกอยู่ในโรงเรียนใหญ่ ส่วนโรงเรียนขนาดเล็กและโรงเรียนห่างไกล ครูไม่ไป เป็นอีกจุดหนึ่งที่พรรคประชาชนอยากจะแก้ กระทรวงศึกษาฯ ต้องพยายามหาสิ่งจูงใจให้ครูยอมไปอยู่โรงเรียนห่างไกล ไม่ย้ายเข้าไปอยู่ในตัวเมืองหมด

เพราะฉะนั้น เรื่องงบประมาณจึงผิดฝาผิดตัวหลายเรื่อง

 

การขาดความต่อเนื่อง

ของนโยบายด้านการเมือง

และการบริหารกระทรวงศึกษาฯ

การเมืองไทยมีข้อเสียใหญ่มาก การแบ่งตำแหน่งรัฐมนตรีต่างๆ ไม่ได้ดูที่ความสามารถของรัฐมนตรีที่จะมานั่งกระทรวงนั้นๆ โดยตรง แต่ดูโควต้าพรรค ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการไม่จำเป็นต้องเอาครูมาเป็นรัฐมนตรี หรือนักการศึกษาเอาใครก็ได้ แต่ต้องรู้ระบบเนื้องานทั้งหมดในกระทรวงศึกษาฯ จริงๆ และมีวิสัยทัศน์ที่จะมาสร้างการเปลี่ยนแปลงในกระทรวงศึกษาฯ

แต่ก็เห็นๆ รวมถึงท่านรัฐมนตรีปัจจุบันวิสัยทัศน์ในด้านการศึกษาของท่านไม่ได้เห็นฉายแสงอะไรออกมาเลย ตรงนี้เป็นปัญหา พูดเจาะจงไปถึงท่านรัฐมนตรีท่านปัจจุบัน เรารู้กันอยู่ท่านเป็นตำรวจเก่า ซึ่งกระทรวงก็มีปัญหาที่ใหญ่โตมาก แต่อยากให้ท่านมาเรียนรู้งานเข้าใจมันจริงๆ และแสดงวิสัยทัศน์ที่อยากจะพัฒนาการศึกษาให้มันก้าวหน้าทันยุค เพราะว่าดูจากที่ผ่านนโยบายท่านไม่ทันยุค มันอนุรักษนิยมหลายๆ เรื่อง และมักชอบเอาการศึกษาไปพันกับจริยธรรมทางศาสนา

การศึกษาในโลกยุคใหม่ต้องพูด 5 G เรื่อง AI ดิฉันไม่เคยเห็นนโยบายในด้านที่เป็นการศึกษายุคใหม่ที่จะเท่าทันโลกจากท่านเลย

และอีกประเด็นหนึ่ง คือ ความรุนแรง และอำนาจนิยมในระบบการศึกษาไทยมันสูง ซึ่งเกี่ยวพันไปถึงเรื่องการคุกคามทั้งร่างกาย วาจา ทางเพศต่อนักเรียนด้วย ดิฉันอยากหวังให้ท่านรัฐมนตรีลงมาใส่ใจในมิติด้านนี้ ในด้านที่ดิฉันคิดว่า ครูจะต้องเคารพในคุณค่าสมัยใหม่ในสิทธิของเด็ก ในสิทธิเสื้อผ้า หน้าผมของนักเรียน

เราจะเห็นว่าจริงๆ ท่านรัฐมนตรีไม่เคยพูดเรื่องมิตินี้ จึงเกิดเหตุที่เป็นการละเมิดสิทธิเนื้อตัวร่างกายและทำให้นักเรียนไม่ปลอดภัย

 

คะแนนการสอบ PISA เด็กไทยต่ำ

บ่งชี้อะไร?

คะแนน PISA เป็นระเบิดเวลามากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้บริหารกระทรวงศึกษาฯ แก้ผิด แก้ความอายที่คะแนน PISA ตกต่ำ ด้วยการไปจัดติวเพื่อหวังให้เพิ่มคะแนน PISA แต่คุณต้องไม่ไปแก้ที่ต้นเหตุ การสอบ PISA วัด 5 วิชา แต่ปีที่ผ่านมาเราขอลองสอบไป 3 วิชา ซึ่งวิชาการอ่านเป็นภาษาไทย วิชาทักษะด้านคณิตศาสตร์และทักษะวิทยาศาสตร์ ถ้าไปดูคะแนน PISA ของนักเรียนในโรงเรียนสาธิตหรือโรงเรียนความเป็นเลิศทางวิทยาศาสตร์นั้นสูง ในขณะที่คะแนนของโรงเรียน สพฐ.ทั่วๆ ไปต่ำกว่าเกณฑ์

กระทรวงศึกษาฯ ต้องแก้ด้วยการยอมรับว่าโรงเรียนในไทยและนักเรียนไทยเหลื่อมล้ำสูง คุณต้องแก้ตรงนี้ให้ได้ ไม่ใช่เป็นแก้ผิดฝาผิดตัวด้วยการจัดติวเป็นการแก้ผิดทาง

สุดท้ายเป็นเรื่องของการปรับ Mindset เพราะทุกอย่างทุกมิติสัมพันธ์กันหมด ดิฉันจึงวิงวอนครู บุคลากรทางการศึกษาทุกคน วิงวอนพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคน เราจะต้องมาค่อยๆ นั่งแล้วคิดแล้วว่า เราจะยัดใส่อะไรลงไปในสมองเด็ก คิดกันใหม่ และที่สำคัญที่สุดต้องถามเด็กเขาด้วยว่าเขาอยากได้สิ่งที่เราจะยัดเข้าไปว่าเขาอยากได้ไหม

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน
Sleepmaxxing โรคบ้านอน
520 วันบันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (25)
E-DUANG | สถานะ ธรรมนัส พรหมเผ่า สถานะ สุชาดา ซาง แทนทรัพย์
“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
50 ปี 6 ตุลา : จังหวะของประวัติศาสตร์ และการจรรโลงความรู้สึก