
การเมืองวัฒนธรรม | เกษียร เตชะพีระ
ทรัมปิซึ่ม
: คณาธิปไตยในอเมริกาและโลก (1)
ในคำปราศรัยอำลาตำแหน่งประธานาธิบดีของโจ ไบเดน แห่งพรรคเดโมแครตต่อประชาชาติอเมริกันเมื่อวันที่ 15 มกราคมศกนี้ เขาได้เตือนให้ชาวอเมริกันตระหนักถึงภยันตรายร้ายแรงที่กำลังมาถึงว่า :
“…ในคำปราศรัยอำลาของผมคืนนี้ ผมใคร่ขอเตือนประเทศชาติถึงบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ผมห่วงกังวลอย่างใหญ่หลวง และนั่นก็คือการรวมอำนาจไปกระจุกไว้เข้มข้นในมือของผู้มั่งคั่งสุดยอดไม่กี่คนอย่างน่ากลัวอันตราย รวมทั้งภัยอันเป็นผลลัพธ์สืบเนื่องของมันถ้าหากการบิดเบือนฉวยใช้อำนาจของพวกเขาถูกปล่อยปละละเลยไปไม่ตรวจสอบ
“ทุกวันนี้ ระบอบคณาธิปไตย (an oligarchy) กำลังก่อรูปขึ้นในอเมริกา อันเป็นคณาธิปไตยของทรัพย์สิน อำนาจและอิทธิพลสุดโต่งซึ่งคุกคามระบอบประชาธิปไตยของเราทั้งหมด คุกคามสิทธิและเสรีภาพพื้นฐานของเรา รวมทั้งคุกคามโอกาสอันเป็นธรรมที่จะก้าวรุดหน้าไปสำหรับทุกคนอย่างนั้นจริงๆ…”

ประธานาธิบดีทรัมป์กับเศรษฐีซีอีโอผู้สนับสนุนบางคน : เจฟฟ์ เบซอส@Amazon, อีลอน มัสก์@Tesla, มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก@Meta, แซม อัลท์แมน@OpenAI, โจวโซ่วจือ@TikTok vs. อดีตประธานาธิบดีไบเดน
นับเป็นการโยนระเบิดทิ้งท้ายตูมใส่หน้าตักของทรัมป์ผู้มารับตำแหน่งประธานาธิบดีสืบต่อ อีกทั้งทำให้หวนนึกถึงคำปราศรัยอำลาตำแหน่งของประธานาธิบดี พล.อ.ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ แห่งพรรครีพับลิกัน (ครองตำแหน่งสองสมัยต่อกัน 1958-1961) เมื่อวันที่ 17 มกราคม หกสิบสี่ปีก่อน ซึ่งเขาก็ได้ร้องเตือนภัยการก่อตั้ง “ปมสัมพันธ์การทหาร-อุตสาหกรรม” (the military-industrial complex) ขึ้นมาในอเมริกาไว้เช่นกัน (https://www.archives.gov/milestone-documents/president-dwight-d-eisenhowers-farewell-address)
กรณีหลังนี้จึงอาจเรียกให้คล้องจองกันว่าไบเดนเตือนภัยใหม่ของ “คณาธิปไตยเทคโน-อุตสาหกรรม” ก็ได้
จะว่าไปนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหม่เสียทีเดียว จำได้ว่าตั้งแต่เมื่อ 11 ปีก่อนก็ปรากฏข่าวฮือฮาเรื่องบทความรัฐศาสตร์ชิ้นสำคัญของศาสตราจารย์ Martin Gilens แห่งมหาวิทยาลัย Princeton กับศาสตราจารย์ Benjamin I. Page แห่งมหาวิทยาลัย North Western สหรัฐ ซึ่งสรุปสังเคราะห์ฐานข้อมูลการกำหนดนโยบายต่างๆ ของรัฐบาลอเมริกัน 1,779 ประเด็น และพบว่าการเมืองอเมริกันนั้นตกอยู่ใต้การครอบงำของชนชั้นนำทางเศรษฐกิจและมีลักษณะพหุนิยมแบบลำเอียงเข้าข้างคนบางกลุ่ม (Economic-Elite Domination & Biased Pluralism ดู https://www.cambridge.org/core/journals/perspectives-on-politics/article/testing-theories-of-american-politics-elites-interest-groups-and-average-citizens/62327F513959D0A304D4893B382B992B
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือเอาเข้าจริงการเมืองอเมริกันเป็นระบอบคณาธิปไตยนั่นเอง หาใช่ประชาธิปไตยไม่! และเป็นมานานแล้วด้วย! (https://www.bbc.com/news/blogs-echochambers-27074746)
ฉะนั้น จะมาโยนบาปให้ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งพรรครีพับลิกันรับไปทั้งหมดคนเดียวก็ดูกระไรอยู่
ปัญหาของไบเดนก็คือเขาไม่ยักจะได้ร้องโวยวายเตือนภัยการเลื่อนไถลไปสู่คณาธิปไตยทั้งในอเมริกาและในโลกเป็นการใหญ่มาก่อนหน้านี้
ในอเมริกาสมัยทศวรรษที่ 1930 ประธานาธิบดีแฟรงกลิน ดี. โรสเวลต์ แห่งพรรคเดโมแครต (ชนะเลือกตั้งครองตำแหน่งสี่สมัย 1933-1945) ก็วิตกกังวลกับแนวโน้มคณาธิปไตยทำนองนี้มาก ทว่า เขาไม่เพียงกล่าวเตือน หากแต่ยังกระตุ้นผลักดันชาวพรรคเดโมแครตให้ดำเนินนโยบายลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างจริงจัง เช่น ขึ้นอัตราภาษีต่อเศรษฐีอเมริกันผู้มีรายได้สูงสุดไปถึง 79-94% ของรายได้ที่สูงกว่าระดับซึ่งกฎหมายกำหนดจนถึงกลางศตวรรษที่แล้ว รวมทั้งทุ่มงบประมาณลงทุนด้านโครงสร้างสาธารณูปโภคพื้นฐาน สาธารณสุขและการศึกษาขนานใหญ่
จนกระทั่งคริสต์ทศวรรษที่ 1980 นั่นแหละ ประธานาธิบดีโรนัลด์ เรแกน แห่งพรรครีพับลิกัน (1981-1989) อดีตดาราหนังฮอลลีวู้ดผู้เล่นกับกระแสชาตินิยมและความอยากกวดใกล้ไล่ทันประเทศทุนนิยมก้าวหน้าที่รุ่งขึ้นมาใหม่ทางเศรษฐกิจ อาทิ ญี่ปุ่น เยอรมนี อย่างช่ำชองก็หันมายุติแนวนโยบายสังคมประชาธิปไตยแบบนิวดีลของโรสเวลต์ลงสำเร็จและริเริ่มผลักดันนโยบายเสรีนิยมใหม่แทน (ดู Steve Fraser and Gary Gerstle, eds., The Rise and Fall of the New Deal Order, 1930-1980, Princeton University Press, 1989)
แต่กระนั้น ชาวพรรคเดโมแครตหลังจากนั้นก็หาได้พยายามปกป้องมรดกนโยบายนิวดีลไว้ไม่ แต่ไพล่ไปช่วยให้ความชอบธรรมและยืดการพลิกกลับนโยบายของเรแกนให้ยืนยาวออกไปเป็นการถาวรเสียฉิบ โดยเฉพาะในยุคประธานาธิบดีบิล คลินตัน (1993-2001) และแม้แต่ประธานาธิบดีผิวดำคนแรก บารัก โอบามา (2009-2017) ที่ฝ่ายหัวก้าวหน้าฝากความหวังไว้
(ดู Gary Gerstle, The Rise and Fall of the Neoliberal Order : America and the World in the Free Market Era, Oxford University Press, 2022)
ตัวไบเดนเองมักถูกโจษจันว่านิยมให้รัฐเข้าแทรกแซงเรื่องเศรษฐกิจยิ่งกว่าอดีตประธานาธิบดีคนก่อนๆ ซึ่งก็ไม่ผิดไปหมดเสียทีเดียว ยกเว้นในกรณีสำคัญสองกรณีไม่นานมานี้ กล่าวคือ :
– ไบเดนร่วมกับชาวพรรคเดโมแครตคนอื่นๆ ในสภาคองเกรสโหวตสนับสนุนกฎหมายปฏิรูปภาษีปี 1986 อันเป็นกฎหมายรากฐานของลัทธิเรแกนที่รื้อทิ้งแนวนโยบายการคลังหัวก้าวหน้าแบบโรสเวลต์ลงไปโดยลดเพดานอัตราภาษีรายได้สูงสุดลงมาเหลือแค่ 28% (https://www.investopedia.com/terms/t/taxreformact1986.asp)
แน่นอนว่าใครก็อาจพลั้งพลาดได้ในชีวิตการเมือง ทว่า ตัวไบเดนเองกลับไม่เคยอธิบายว่าที่โหวตไปหนนั้นเป็นความผิดพลาดหรือบัดนี้ได้เปลี่ยนใจไปแล้วแต่อย่างใดเลย
– โดยสืบเนื่องกัน เมื่อไม่ได้มีการเก็บภาษีมาเป็นรายรับแผ่นดินมากพอ แต่ยังคงตั้งงบประมาณรายจ่ายสูงอย่างต่อเนื่อง นั่นเท่ากับสภาคองเกรสป้อนเลี้ยงปัญหาเงินเฟ้ออเมริกันให้สูงขึ้นไปเรื่อยๆ นั่นเอง ไบเดนในฐานะสมาชิกสภาคองเกรสก็เงียบกริบไม่เคยแสดงความสำนึกเสียใจต่อเรื่องนี้เช่นกัน
นอกจากนี้ แผนกระตุ้นเศรษฐกิจอันโด่งดังของรัฐบาลไบเดนที่ตั้งชื่อแปลกๆ ว่า “กฎหมายว่าด้วยการลดภาวะเงินเฟ้อ” (Inflation Reduction Act ดู https://www.farmers.gov/sites/default/files/2022-10/farmersgov-fsa-ira-distressed-borrower-assistance-factsheet-thai.pdf) ซึ่งเหนืออื่นใดเป็นการแจกจ่ายเงินอุดหนุนสาธารณะไปเกื้อกูลการสะสมทุนของเอกชนในภาคส่วนเศรษฐกิจเกิดใหม่ เช่น พลังงานหมุนเวียน, รถไฟฟ้าและหัตถอุตสาหกรรมในประเทศ เป็นต้น (ChatGPT. (2025, February 7). Analysis of the Inflation Reduction Act and Private Capital Accumulation. OpenAI.)
ไม่ต้องสงสัยเลยว่ารัฐบาลทรัมป์จะผลักดัน [พันธมิตรระหว่างรัฐบาลกลางกับกลุ่มผลประโยชน์เอกชน] ที่ไบเดนปูทางไว้นี้ไปสุดลิ่มทิ่มประตูอย่างไม่บันยะบันยังแน่ๆ
คำถามก็คือ ชาวพรรคเดโมแครตจะสามารถเปลี่ยนแนวทางไปจากเสรีนิยมใหม่ที่เคยเดินมานี้ได้ในอนาคตหรือไม่?
(ต่อสัปดาห์หน้า)
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
