bg-single

สวนทางศรัทธา

02.03.2025

เมนูข้อมูล | นายดาต้า

 

สวนทางศรัทธา

 

“กรรม” อันหมายถึงการกระทำของมมุษย์เรานั้น ทางพุทธศาสนาซึ่งคนไทยส่วนใหญ่ระบุว่า “นับถือ” นั้น แบ่งเป็น 3 อย่างคือ “กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม”

หมายถึงเรากระทำผ่าน 3 แบบคือ “คิด พูด ทำ”

คนเรา “คิด” อย่างไรนั้นคนอื่นไม่รู้ เว้นเสียแต่บอกกล่าวให้ฟังว่าคิดอย่างนั้น อย่างนี้ แต่การพูด การทำ นั้นคนอื่นรับรู้ได้

ยิ่งในโลกยุคนี้ที่ทุกพฤติกรรมถูกบันทึกไว้ในโลกออนไลน์ให้รื้อฟื้นขึ้นมาทวนให้รู้ ให้เห็นอีกได้ง่ายๆ การปฏิเสธว่าไม่ได้พูด ไม่ได้ทำ ไม่ได้ผลเหมือนยุคสมัยที่การทวนอาศัยแค่ความจำที่พิสูจน์ยืนยันได้ยากกว่า

ใครทำอะไรไว้จึงไม่ใช่แค่รู้อยู่แก่ใจ แต่จะมีหลักฐานย้ำยันให้ยากปฏิเสธ

พฤติกรรมของ “วุฒิสมาชิก” หรือ “ส.ว.” ตั้งแต่เลือกกันขึ้นมาวาระที่รัฐธรรมนูญ 2560 กำหนดให้ขึ้นมาแทนชุดแต่งตั้ง

แม้รัฐธรรมนูญ 2560 จะควบคุมไว้ชัดในมาตรา 113 ว่า สมาชิกวุฒิสภาต้องไม่ฝักใฝ่ หรือยอมตนอยู่ภายใต้อาณัติของพรรคการเมืองใดๆ

อันเป็นข้ออ้างที่ชัดเจนไม่ต้องตีความ

แต่พฤติกรรมตามการสอบสวนของดีเอสไอ ที่เสนอต่อ กกต.ในกระบวนการจัดการให้ได้มาซึ่ง ส.ว. 138 คน และพฤติกรรมในการทำหน้าที่ในรัฐสภาที่ผ่านมา เป็นการปฏิเสธไม่ได้เลย โดยเฉพาะในส่วน “กายกรรม” ว่าไม่ขัดต่อบทบัญญัติมาตรา 113 ดังกล่าว

ประชาชนส่วนใหญ่หรือจะว่าไปแทบทุกคนต่างรู้ดีว่า ระบบคิดของ ส.ว.พวกนี้ถูกควบคุมโดยใคร เป็นเครื่องมือการเมืองให้พรรคใดมาตั้งแต่ต้นแล้ว

แต่ที่ผ่านมายังไม่เป็นเรื่อง เพราะความขัดแย้งระหว่างพรรคยังเดินมาไม่ถึงจุดแตกหักที่จะทำให้ด้อยค่า หรือเครื่องมือของพรรคที่มีแนวโน้มเป็นปฏิปักษ์

 

เมื่อวันนี้สถานการณ์มาถึงห้วงยามที่จะต้องให้บทเรียน หยุดความเหิมเกริมกันบ้าง เรื่องที่ขัดหลักการและบทบัญญัติมาตั้งแต่ต้นนั้นจึงต้องถูกหยิบขึ้นมาแสดงให้เห็น เพื่อหยุดไม่ให้การเล่นล้ำหน้าเป็นความเคยชินจนคิดว่า “ใครก็ทำอะไรไม่ได้”

แน่นอน การปะทะกันไม่มีใครอยากให้ไปถึงจุดแตกหัก เพราะต่างรู้กันดีว่าไม่ใช่ทางเลือกที่ดีของใคร หากทำเช่นนั้นเท่ากับทุกคนทุกฝ่ายต่างพาตัวเองเดินเข้าสู่ทางตัน ต่างเสี่ยงที่จะหาทางออกไม่ได้

ดูเหมือนจะดีที่ “นิด้าโพล” สำรวจล่าสุดเรื่อง “เพื่อไทย VS ภูมิใจไทย” ผลออกมาว่า

ในคำถามถึงความเป็นไปได้ของบทสรุปของความขัดแย้ง ร้อยละ 38.09 จะตอบว่าท้ายสุดจะตกลงกันได้ และยุติความขัดแย้ง

ร้อยละ 37.40 เห็นว่าความขัดแย้งจะยังมีต่อไปเรื่อยๆ แต่ยังอยู่ร่วมรัฐบาลกันเหมือนเดิม

ร้อยละ 10.31 เชื่อว่าจะมีการปรับ ครม.ดึงกระทรวงสำคัญออกจากพรรคภูมิใจไทย

ร้อยละ 7.10 เห็นว่านายกรัฐมนตรีจะประกาศยุบสภาผู้แทนราษฎร

ร้อยละ 2.52 พรรคภูมิใจไทยจะประกาศถอนตัวจากการร่วมรัฐบาล

ร้อยละ 1.30 พรรคเพื่อไทยจะยอมถอยให้พรรคภูมิใจไทย

และร้อยละ 1.07 เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยจะถูกปรับออกจากรัฐบาล

 

หมายความว่าประชาชนส่วนใหญ่เชื่อว่าในที่สุดแล้วการประนีประนอม เกี้ยเซี้ยกันจะเกิดขึ้น มีเพียงคนส่วนน้อยเท่านั้นที่เห็นว่าจะแตกหักระดับอยู่ร่วมกันไม่ได้

ซึ่งรัฐบาล หรือทั้ง 2 พรรคอาจะคิดว่านั่นเป็นผลดี เพราะแค่ทำตามที่ประชาชนเชื่อ ปัญหาก็จะคลี่คลายได้ แต่หากมองอีกมุมหนึ่ง

คือการเปิดโปงข้อเท็จจริงที่ใช้มาเป็นเครื่องมือเล่นงานกันรอบนี้ สะท้อนชัดเจนถึงความเน่าเฟะ เลวร้ายของการได้มาซึ่ง ส.ว. ซึ่งทั้งขัดกฎหมาย ไร้คุณภาพ แสดงออกชัดเจนถึงความไม่สำนึกต่อความถูกต้อง แต่กลับกลายเป็นว่าพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลซึ่งมีหน้าที่ต้องรักษาหลักการที่ถูกต้องเพื่อให้ประชาชนศรัทธาต่อระบบการเมือง และโครงสร้างอำนาจ กลับพร้อมใจกันระเบิดความถูกต้องชอบธรรม เพียงเพื่อร่วมกันประคับประคองอำนาจไว้ โดยไม่มีสำนึกว่าจะสร้างความเสียหายให้กับความดีงามที่จะต้องเป็นตัวอย่างให้ส่วนร่วมแค่ไหน

การเกี้ยเซี้ยแม้ในที่สุดจะรักษาอำนาจไว้ได้ แต่กลับจะเป็นการทำลายศรัทธาประชาชนอย่างยากจะฟื้นคืน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา