
หลักใหญ่ใจความของภาพยนตร์จีนกำลังภายในเรื่อง “มังกรหยก จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่” ฉบับ “ฉีเคอะ” ซึ่งกำลังเข้าฉายที่บ้านเรา ก็คือ การขับเน้นเรื่องราวของ “มหาสงคราม” หรือการออกรบเพื่อช่วงชิงอำนาจในการครอบครองอาณาจักร และการปกป้องพิทักษ์รักษา “ชาติ (พันธุ์)” ของตน
มากกว่าจะใส่ใจไปที่เรื่องราวใน “ยุทธจักร” หรือพฤติการณ์อันเพริศแพร้วพรรณรายของเหล่า “จอมยุทธ์” ซึ่งได้รับการรังสรรค์ไว้โดย “กิมย้ง”
หนังเรื่องนี้พูดราวกับว่า “ความวุ่นวายในศึกสงคราม” กับ “ความวุ่นวายในยุทธภพ” นั้นเป็นคนละสิ่ง คนละแวดวง คนละสังคม และอยู่บนเส้นขนานที่คล้ายคลึงส่องสะท้อนซึ่งกันและกัน แต่ไม่มีวันจะมาบรรจบกันได้อย่างแนบสนิท
ดังนั้น ผู้กำกับฯ เช่น “ฉีเคอะ” จึงตัดสินใจเลือกที่จะเทน้ำหนักไปยังเรื่องเล่าของ “สงคราม” และการเมืองระหว่างอาณาจักร ซึ่งฟังดูยิ่งใหญ่และมีลักษณะเป็นมหภาคยิ่งกว่า
ทั้งที่ใน “ความจริง” แบบอื่นๆ ประเด็นว่าด้วย “อาณาจักร” และ “ยุทธจักร” อาจเป็นเรื่องเดียวกัน อย่างที่เราเคยตื่นตาตื่นใจกับฉากประลองยุทธ์บนหลังคาพระราชวังต้องห้ามของ “สองนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่” คือ “ไซมึ้งชวยเซาะ” กับ “เอี๊ยบโกวเซียะ”
หรือหากจะลองลากหนังจีนกำลังภายในให้เข้ามามีบทสนทนากับสังคมการเมืองไทย ณ ปัจจุบัน คำบรรยายเมื่อเร็วๆ นี้ของ “อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล” ก็เพิ่งบ่งชี้ว่า การดำรงอยู่อย่างท้าทายยุคสมัยของ “รัฐราชการไทย” นั้น วางฐานอยู่บนระบบ “ประชาธิปไตยแบบบ้านใหญ่”
เอาเข้าจริง “บ้านใหญ่” ทั้งหลายในการเมืองไทย ก็อาจเทียบเคียงได้กับค่ายสำนักต่างๆ และเหล่าชาวยุทธ์ในยุทธภพนั่นเอง

คําถามต่อเนื่องที่น่าสนใจมีอยู่ว่า “จอมยุทธ์” หรือ “ชาวยุทธ์” คืออะไร?
ตามนิยามของผม เหล่าตัวละคร “จอมยุทธ์” คือภาพแทนของผู้คนธรรมดาร้อยพ่อพันแม่ ดีๆ ชั่วๆ ถูกๆ ผิดๆ มีทั้งจุดด้อยและจุดเด่นในชีวิต ที่ถูกแต่งแต้มให้มีสีสันฉูดฉาด และถูกขยายใหญ่ให้มีความเว่อร์วังอลังการ “เหนือจริง” ขึ้นมา
แต่พอหนัง “มังกรหยก 2025” ได้ตัดทอนตัวละคร “ชาวยุทธ์” เช่น จิวแป๊ะทง, บ๊วยเถี่ยวฮวง, คิวชู่กี, อึ้งเอี๊ยะซือ รวมถึงเอี้ยคัง ฯลฯ ออกไป
ภาพแทนของมนุษย์ปกติธรรมดาที่แตกต่างหลากหลายและมีเสน่ห์ล้นเหลือเหล่านั้น เลยพลอยหายสาบสูญไปอย่างน่าเสียดาย
แล้วก็หลงเหลืออยู่เพียงแค่ตัวละครที่เป็นวีรบุรุษ วีรสตรี นักการเมืองแย่ๆ ที่ขลาดเขลา และตัวร้าย/ตัวประหลาดบ้าบอหลุดโลก

อย่างไรก็ดี ในช่วงท้ายๆ หนังฉายภาพการปะทะชนกันระหว่าง “สงครามแย่งชิงอาณาจักร” กับ “การโลดโผนโจนทะยานของจอมยุทธ์” ได้สนุกและน่าสนใจไม่น้อย ผ่านการประลองยุทธ์ของ “กองทัพมองโกล” กับ “พิษประจิม อาวเอี๊ยงฮง”
(แม้หนังจะวาดภาพ “อาวเอี๊ยงฮง” เป็น “คนบ้าคลั่ง” ที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ใดๆ ประหนึ่งตัวแทนของ “ความเหลวไหลทั้งเพ” ใน “ยุทธภพ” แต่คนดูก็อาจตีความได้อย่างลื่นไหลกว่านั้นว่า หรือนี่จะเป็นการวิวาทกันระหว่าง “คนนอก” สองกลุ่ม คือ “มองโกล” กับ “อุยกูร์”? หรือจริงๆ แล้ว ชาวยุทธ์เช่นพิษประจิมก็รักชาติ “ต้าซ้อง” กับเขาด้วย?)
ใจจริง ผมลุ้นให้ “ฉีเคอะ” บ้าและฟุ้งพอ จนกล้ากำกับให้ “อาวเอี๊ยงฮง” ต้องตายลงด้วยน้ำมือทหารมองโกลอย่างน่าอเนจอนาถ เช่น หลังจากพิษประจิมโดน “ม้าแยกร่าง” หรือโดน “ห่าธนู” ซัดใส่เรียบร้อยแล้ว “เจงกิสข่าน” ก็ควบม้าข้ามศพเขาไป
เรียกว่าถ้าอยากจะโปร “สงคราม” และด้อยค่า “จอมยุทธ์” กันแล้ว ก็เอาให้สุดสุดไปเลย
ทว่า อีกมุมหนึ่ง จุดจบ (ในจินตนาการ) ทำนองนั้นของ “อาวเอี๊ยงฮง” ก็จะกลายเป็น “การจำลองสถานการณ์” ที่ทำให้แฟนๆ “มังกรหยก” ได้มีโอกาสสัมผัสและตระหนักว่า บทอวสาน-มรณกรรมของ “ก๊วยเจ๋ง” และ “อึ้งย้ง” (ซึ่งไม่ปรากฏชัดใน “มังกรหยก 2” และ “ดาบมังกรหยก”) อาจมีสภาพและแนวโน้มเป็นอย่างไร
ด้วยเหตุนี้ ผมจึงแอบเชียร์ว่า ถ้า “ฉีเคอะ” อยากทำ “มังกรหยกเวอร์ชั่นสงคราม” มากนัก เขาก็น่าจะเลือกเล่าเรื่องราวในช่วงวาระสุดท้ายของ “ก๊วยเจ๋ง-อึ้งย้ง” (ที่ไม่เคยมีใครเล่าอย่างจริงๆ จังๆ) ไปเสียเลย •

| คนมองหนัง
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
