
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พิพิธภัณฑสถานสร้างชาติ (7)
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ไทยได้เข้าเป็นสมาชิก “สภาการพิพิธภัณฑ์ระหว่างชาติ” (ICOM) นำมาซึ่งความร่วมมือระหว่างประเทศในงานด้านพิพิธภัณฑ์
มีการขุดค้นทางโบราณคดีตามพื้นที่ต่างๆ ตลอดจนการแลกเปลี่ยนนักวิชาการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาระหว่าง พ.ศ.2503-2508 ไทยได้ทำการส่งศิลปวัตถุเป็นจำนวนมากไปจัดแสดงตามประเทศต่างๆ ทั้งในสหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และหลายประเทศในยุโรป
ทั้งหมดทำให้งานด้านพิพิธภัณฑ์ของไทยหลังสงครามโลกมีความก้าวหน้าตามมาตรฐานสากลมากขึ้น
ภายใต้ความเปลี่ยนแปลงทางความรู้และเทคนิคการจัดแสดงแบบใหม่ๆ กรมศิลปากรได้เริ่มมีแนวคิดในการปรับปรุงใหญ่การจัดแสดงภายใน พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ให้ทันสมัยและเป็นไปตามหลักการสากล
โครงการริเริ่มขึ้นในราวกลางทศวรรษ 2500 โดยมีการก่อสร้างอาคารขนาดใหญ่ขึ้น 2 หลัง ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ในพื้นที่ด้านทิศเหนือและทิศใต้ของหมู่พระวิมาน เพื่อรองรับการจัดแสดงใหม่
ตัวอาคารแต่ละหลัง ออกแบบเป็นอาคาร 2 ชั้น แผนผังเป็นรูปตัวแอล (L) ขนาบสองข้างของหมู่พระวิมาน ให้ชื่อต่อมาว่า อาคารมหาสุรสิงหนาท และอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์
โครงการปรับปรุงใหญ่ในครั้งนั้น แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดอย่างเป็นทางการในปี พ.ศ.2510
หนังสือ “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร” โดย จิรา จงกล ที่จัดพิมพ์ขึ้นเนื่องในพิธีเปิดครั้งนั้นให้ข้อมูลเอาไว้ว่า ผู้เกี่ยวข้องในการออกแบบจัดแสดงประกอบไปด้วย ชิน อยู่ดี, วิทยา อินทโกศัย, จิรา จงกล, ทิพา สังขะวัฒนะ, ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล, ม.ร.ว.พันธุ์ทิพย์ บริพัตร, เฉลิม ยงบุญเกิด ภายใต้การสนับสนุนจาก UNESCO ที่ส่งนักวิชาการเข้ามาช่วยเหลือ ที่สำคัญได้แก่ ดร.เกรซ มอร์เลย์ และ โอ. พี. อัครวาล
ที่สำคัญคือ ได้รับความช่วยเหลือจากกระทรวงต่างประเทศอเมริกา ผ่านทางสำนักข่าวสารอเมริกัน (USIS) ที่ได้ส่ง อลิซาเบธ ไลออนส์ เข้ามาช่วยเหลือในการจัดตั้งและให้คำแนะนำในการจัดแสดงศิลปวัตถุ

อาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ พ.ศ.2510
ที่มา : หนังสือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
ความเปลี่ยนแปลงพื้นที่และรูปแบบการจัดแสดงในครั้งนั้นที่สำคัญๆ มีดังนี้
หนึ่ง พระที่นั่งศิวโมกขพิมาน ซึ่งเคยเป็นหอสมุดวชิรญาณ ถูกเปลี่ยนมาเป็นพื้นที่จัดแสดงวัตถุสมัยก่อนประวัติศาสตร์
สอง ยกเลิกการจัดแสดงที่แบ่งวัตถุออกเป็นหมวดตามลักษณะวัสดุก่อสร้าง เช่น ห้องสำริด, ห้องหิน, ห้องปูนปั้นและดินเผา ที่จัดแสดงมาตั้งแต่เมื่อครั้งปรับปรุงใหญ่ในปี พ.ศ.2469 เปลี่ยนมาเป็นการแบ่งหมวดการจัดแสดงตามการแบ่งยุคสมัยทางศิลปะในสมัยต่างๆ แทนทั้งหมด และย้ายศิลปวัตถุเกือบทั้งหมดนี้ไปจัดแสดงใหม่ในอาคาร 2 หลังที่เพิ่งสร้าง
สาม ในส่วนอาคารในหมู่พระวิมานต่างๆ ยังคงจัดแสดงวัตถุตามเดิม โดยมีการปรับเปลี่ยนเพียงเล็กน้อย
ม.จ.สุภัทรดิศ ดิศกุล ผู้มีส่วนสำคัญในการวางรากฐานความรู้ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยและเป็นผู้มีบทบาทมากที่สุดท่านหนึ่งในการปรับปรุงการจัดแสดงครั้งนั้น เคยเขียนไว้ตั้งแต่เมื่อ พ.ศ.2497 ในวารสาร “ศิลปากร” พูดถึงแนวคิดการจัดแสดงภายในอาคารที่กำลังสร้างขึ้นใหม่ ความตอนหนึ่งว่า
“…พิพิธภัณฑ์ที่สร้างใหม่นี้อาจเรียกชื่อได้ว่า พิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยและศิลปะปลายบุรพทิศ (Thai and Far Eastern Art Museum)…พิพิธภัณฑ์นี้อาจสร้างได้เป็น 2 ชั้น คือ ชั้นล่างเป็นศิลปะไทย ชั้นบนเป็นศิลปะปลายบุรพทิศ ชั้นล่างนั้นสมควรแบ่งเป็น 12 ห้อง หรือจะให้น้อยกว่านั้นแต่ห้องใหญ่ขึ้นก็ได้ เพื่อจัดตั้งศิลปวัตถุยุคต่างๆ ในประเทศไทย คือ ยุคก่อนประวัติศาสตร์ ของต่างประเทศที่พบในเมืองไทย สมัยก่อนขอม สมัยทวารวดี สมัยศรีวิชัย สมัยลพบุรี สมัยเชียงแสน สมัยสุโขทัย สมัยอู่ทอง สมัยอยุธยา สมัยรัตนโกสินทร์…”
แม้สิ่งที่เกิดขึ้นจริงจะไม่ตรงกับที่ท่านคิดไว้ทั้งหมด (เช่น ยุคก่อนประวัติศาสตร์ในความเป็นจริงถูกจัดแสดงในพระที่นั่งศิวโมกขพิมาน)
แต่สาระสำคัญของการจัดแสดงที่แบ่งออกเป็นยุคสมัยตามแนวคิดการแบ่งยุคสมัยประวัติศาสตร์ศิลปะจากงานเขียน “สกุลดำรง-เซเดส์” ที่ท่านอธิบายไว้ ได้ถูกนำมาใช้ในการจัดแสดงปี พ.ศ.2510 อย่างเต็มที่

แผนที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พ.ศ.2510 แสดงเนื้อหาการจัดแสดงภายในอาคารต่างๆ
ที่มา : หนังสือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
จากแผนที่ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พ.ศ.2510 แสดงรายละเอียดการจัดแสดงที่แบ่งตามการจำแนกยุคสมัยทางศิลปะแบบ “สกุลดำรง-เซเดส์” เอาไว้อย่างชัดเจน (ดูภาพประกอบ)
ทิศทางการเดินชม (เฉพาะในส่วนอาคารที่สร้างใหม่ ซึ่งถือว่าเป็นพื้นที่จัดแสดงที่สำคัญที่สุดในปี พ.ศ.2510) จะเริ่มต้นจาก อาคารมหาสุรสิงหนาท (อาคารทิศใต้) ในชั้นหนึ่ง โดยห้องแรกคือ “ศิลปะเอเชีย” จากนั้นจะเดินขึ้นบันไดไปชั้นสอง ชมห้อง “ทวารวดี” ต่อด้วย “ศรีวิชัย” จากนั้นเดินลงกลับมาที่ชั้นหนึ่ง เข้าชมห้อง “ลพบุรี”
จากนั้นผู้ชมจะต้องเดินข้ามฝั่งมาที่อาคารทิศเหนือ เพื่อเข้าชมภายในอาคารประพาสพิพิธภัณฑ์ โดยเริ่มต้นจากขึ้นบันไดมาชั้นสองเพื่อชมห้อง “เชียงแสน” ต่อด้วย “สุโขทัย” และ “อยุธยา” ตามลำดับ จากนั้นเดินลงมาชั้นหนึ่งเพื่อชมห้อง “รัตนโกสินทร์”
จากเส้นทางการเดินชมและการแบ่งห้องตามที่กล่าวมา สามารถพูดได้ว่า การจัดแสดงเมื่อ พ.ศ.2510 คือการนำแนวแนวคิด “สกุลดำรง-เซเดส์” มาใช้ในการจัดแสดงโบราณวัตถุและศิลปวัตถุของประเทศไทยอย่างเต็มที่และเป็นรูปธรรมชัดเจนที่สุด (ไม่นับนิทรรศการศิลปะไทยที่ถูกนำไปจัดแสดงในต่างประเทศก่อนหน้านี้ที่ใช้แนวคิดนี้อย่างชัดเจนเช่นกัน แต่มีลักษณะเป็นการจัดแสดงชั่วคราว)
ความชัดเจนนี้ อาจพูดได้ว่า มีมากกว่าสมัยที่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ และ ยอร์ช เซเดส์ ออกแบบการจัดแสดงใน พิพิธภัณฑสถานสำหรับพระนคร เมื่อ พ.ศ.2469 เสียอีก
ไม่เพียงแค่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร เท่านั้นนะครับ รูปแบบการจัดแสดงนี้ยังถูกนำไปใช้ในพิพิธภัณฑ์ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เช่นในพิพิธภัณฑ์ที่ไชยาซึ่ง ม.จ.สุภัทรดิศ รับหน้าที่เป็นผู้ออกแบบการจัดแสดงก็มีหลักฐานบันทึกรูปแบบการจัดแสดงเอาไว้ว่า
“…ได้ทรงจัดพระพุทธรูปไว้เป็นหมวดเป็นหมู่ตามสมัยเรียงตามลำดับ คือสมัยคันธารราฐ, ปาละเสนะ, ศรีวิชัย, ลพบุรี, สุโขทัย, อู่ทองสมัยที่ 1, 2 และ 3, อยุธยา และรัตนโกสินทร์…” (อ้างถึงใน ธรรมนูญ อัตถากร, “ไปจัดพิพิธภัณฑ์ที่ไชยา,” ศิลปากร ปี 1 เล่ม 3 (กันยายน 2500) : 62-63.)
คำถามสำคัญคือ “สาร” (message) ที่ส่งผ่านวิธีการจัดแสดงแบบนี้คืออะไร?

การจัดแสดงส่วนหนึ่ง ภายในห้อง “ศิลปะลพบุรี” พ.ศ.2510
ที่มา : หนังสือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร
คําตอบของคำถามนี้ ม.จ.สุภัทรดิศ เขียนไว้ในวารสารศิลปากร พ.ศ.2497 เมื่อคราวพูดถึงโครงการปรับปรุงพิพิธภัณฑสถานทั้งหลาย เอาไว้อย่างชัดเจนว่า คือการทำให้ประชาชนภาคภูมิใจในชาติและรักชาติ
“…การจัดพิพิธภัณฑ์ในท้องที่เหล่านี้มีประโยชน์มากในการทำให้ประชาชนมีความภาคภูมิรักชาติยิ่งขึ้น และยังอาจช่วยนำให้พากันดูแลเอาใจใส่รักษาโบราณวัตถุสถานในท้องถิ่นของตนเอง…”
พระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 เมื่อคราวเสด็จเปิด “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระยา” ในปี พ.ศ.2504 ก็ยืนยันถึงบทบาทหน้าที่ของพิพิธภัณฑ์ไปในทำนองเดียวกัน ความตอนหนึ่งว่า
“…โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และโบราณสถานทั้งหลายนั้น ล้วนเป็นของมีคุณค่าและจำเป็นแก่การศึกษาค้นคว้า…เป็นเครื่องแสดงถึงความเจริญรุ่งเรืองของชาติไทยที่มีมาแต่อดีตกาล สมควรจะสงวนรักษาไว้ตลอดกาล โดยเฉพาะโบราณวัตถุและศิลปวัตถุควรจะได้มีพิพิธภัณฑสถานเก็บรักษาและตั้งแสดงให้นักศึกษาและประชาชนได้ชมและศึกษาหาความรู้ให้มาก…”
ควรกล่าวไว้ก่อนนะครับว่า การจัดแสดงภายใต้กรอบแนวคิด “สกุลดำรง-เซเดส์” มีความเปลี่ยนแปลงในเชิงรายละเอียดอยู่ตลอดเวลานะครับ เช่น การปรับอายุสมัยของศิลปะ “สมัยทวารวดี” จาก พ.ศ.500 มาเป็นพุทธศตวรรษที่ 11-17 โดย หลวงบริบาลบุรีภัณฑ์ หรือราวพุทธศตวรรษที่ 11 หรือ 12-16 โดย ม.จ.สุภัทรดิศ เป็นต้น
ไม่นับรวมเทคนิคการจัดแสดงที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าขึ้นตามความเจริญของเทคโนโลยีการจัดแสดง
แต่หากพิจารณาในเชิงโครงสร้างใหญ่ทางความคิดและ “สาร” ที่ต้องการนำเสนอให้แก่ผู้ชม ก็อาจกล่าวได้ว่าแทบไม่เปลี่ยนแปลงในระดับนัยยะสำคัญ
แน่นอนว่า พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติในต่างจังหวัด ย่อมมีศิลปวัตถุที่จำกัดและไม่สามารถจัดแสดงภายใต้โครงเรื่อง “สกุลดำรง-เซเดส์” ได้ครบทุกยุคสมัย ดังกรณีที่ไชยาข้างต้น เราจะเห็นว่า ไม่มีศิลปวัตถุสมัยเชียงแสนมาจัดแสดง หรือบางแห่งอาจพบศิลปวัตถุเฉพาะบางยุคสมัยมากเป็นพิเศษจนต้องจัดแสดงเน้นไปที่ยุคสมัยนั้นเพียงอย่างเดียว เช่น “พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์” ที่เน้นศิลปะทวารวดีเป็นหลัก เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม ข้อจำกัดดังกล่าว มิได้เป็นอุปสรรคที่ทำให้ “สาร” ไม่สมบูรณ์ เพราะศิลปวัตถุทั่วประเทศต่างถูกเล่าผ่านโครงเรื่องชุดเดียวกันทั้งสิ้น แม้แต่ละแห่งจะเล่าไม่ครบทุกยุคสมัย ก็มิได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด แม้ศิลปวัตถุที่จัดแสดงในแต่ละแห่งจะแตกต่างกัน แต่แก่นแกนของ “สาร” ที่ถูกส่งผ่านออกมาคือชุดเดียวกัน
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
