
ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (7)
แผนลอบสังหารเซเลนสกี
“ผมต้องการให้ทุกคนรู้ว่า เรายังอยู่ในเมืองหลวง เรายังอยู่ในบ้านของเรา… ประธานาธิบดีอยู่ที่นี่ พวกเรา [หมายถึงผู้นำคนอื่นๆ ของยูเครน] อยู่ที่นี่ ทหารของเราอยู่ที่นี่ พลเมืองของเราอยู่ที่นี่…”
ประธานาธิบดีเซเลนสกี
คำแถลงในเย็นวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2022
ยุทธการเข้าตีเคียฟที่เป็นเมืองหลวงของยูเครนในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022 ซึ่งเป็นวันแรกของสงครามนั้น เป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญ และไม่น่าเชื่อว่าจุดเปลี่ยนนี้เริ่มขึ้นตั้งแต่วันแรกของการยุทธ์ เพราะหากกองทัพรัสเซียยึดเคียฟได้ตามแผนยุทธการที่ถูกจัดทำโดยคณะเสนาธิการใหญ่ของกองทัพรัสเซียได้จริงแล้ว สงครามยูเครนจะปรากฏในอีกรูปแบบหนึ่งที่การดำเนินการต่อต้านรัสเซียโดยรัฐบาลพลัดถิ่นที่อยู่นอกยูเครน และเราคงเห็นประธานาธิบดีเซเลนสกีใส่สูทสากลแถลงผ่านสื่อจากเมืองหลวงของประเทศใดประเทศหนึ่งในยุโรป ไม่ใช่ภาพของเขาจากเคียฟที่ใส่เสื้อคอกลมสีขี้ม้า ที่เราคุ้นชินจากภาพข่าว
การเปลี่ยนชุดเสื้อเชิ้ตสีขาวมาเป็นเสื้อของทหารนั้น เป็นการตัดสินใจของเซเลนสกีเอง ไม่ได้มาจากข้อเสนอของช่างแต่งตัว หรือมาจากการแนะนำของเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของประธานาธิบดีแต่อย่างใด หากเป็นความต้องการของตัวเขาเองที่จะให้เสื้อผ้าของประธานาธิบดีเป็นการแสดงออกถึงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันร่วมกับคนในชาติในภาวะสงคราม โดยเฉพาะเป็นการส่งสัญญาณจากทำเนียบถึงทหารในแนวหน้า ดังที่เขากล่าวว่าหลังจากการบุกของรัสเซียแล้ว ชาวยูเครนทุกคนรวมทั้งตัวประธานาธิบดีเองได้กลายเป็นทหารในชั่วข้ามคืน จนต้องยอมรับว่านับจากนี้เป็นต้นไป ภาพลักษณ์ของดาราหนุ่มแห่งจอทีวีได้หายไปหมดแล้ว
ในอีกด้านหนึ่ง สำหรับความล้มเหลวของการยุทธ์ที่เคียฟของกองทัพรัสเซีย กลายเป็นโอกาสอย่างดีให้แก่รัฐบาลของประธานาธิบดีเซเลนสกีในการระดมความช่วยเหลือจากชาติพันธมิตรในการทำสงครามต่อต้านรัสเซีย ขณะเดียวกันตัวเขาเองได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้าง “ขวัญกำลังใจ” ในหมู่ประชาชนชาวยูเครนในการรบกับรัสเซีย ทั้งยังเป็นปัจจัยที่ใช้ในการสร้างความรู้สึกแบบชาตินิยมในหมู่ชาวยูเครน
ซึ่งสิ่งเหล่านี้ได้กลายเป็น “อำนาจกำลังรบที่ไม่มีตัวตน” ในการยับยั้งการรุกรานของรัสเซียอย่างคาดไม่ถึง
แผนสังหาร
สําหรับนักชาตินิยมยูเครนแล้ว การต่อสู้เพื่อปลดปล่อยยูเครนจากรัสเซียเป็นเป้าหมายหลักในเบื้องต้น เพราะความสัมพันธ์ทางการเมืองระหว่างรัสเซีย (สหภาพโซเวียต) กับยูเครนนับจากยุคหลังปฏิวัติใหญ่รัสเชียในปี 1917 นั้น เป็นความสัมพันธ์ที่ขมขื่น อันเป็นผลจากการปราบปรามขบวนการชาตินิยมยูเครนอย่างรุนแรง รวมทั้งการที่ยูเครนถูกปล่อยให้เผชิญกับปัญหาความอดอยากขนาดใหญ่ จนกลายเป็นภาพจำของความพยายามของรัสเซียในการทำลายสังคมยูเครน ในความหมายของ “การทำลายล้างชาติพันธุ์”
ในความเป็นจริงแล้ว ผู้นำรัสเซียในทุกยุคทุกสมัยไม่เคยมีความคิดว่าชาวยูเครนเป็นพวกเดียวกับตน หากยูเครนเป็นเพียงดินแดนส่วนหนึ่งของจักรวรรดิรัสเซีย และคนยูเครนก็เป็นเพียงคนในปกครองของจักรวรรดิใหญ่ของผู้นำรัสเซียเท่านั้นเอง การสร้างวาทกรรมของปูตินอาจจะตอบสนองต่อกระบวนการสร้างลัทธิชาตินิยมรัสเซีย แต่ก็คาดหวังว่าการโฆษณาชวนเชื่อจะทำให้กลุ่มนิยมรัสเซียในยูเครนเชื่อตาม และหันมาสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารของรัสเซีย เพื่อโค่นล้มรัฐบาลของตนตามคำโฆษณาชวนเชื่อของรัสเซีย หรืออย่างน้อยก็เป็นความหวังว่าการโฆษณาเช่นนี้อาจทำให้เกิดรัฐประหารในยูเครน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เป็นความน่ากังวลอย่างมากในช่วงวันแรกๆ ของสงครามก็คือ แผนการลอบสังหารประธานาธิบดี เพราะหน่วยข่าวกรองยูเครนตระหนักดีว่า คู่ขนานกับปฏิบัติการทางทหารของรัสเซียแล้ว ในเมืองหลวงเองเต็มไปด้วยสายลับรัสเซีย ที่พร้อมจะก่อวินาศกรรม และการสังหารผู้นำยูเครน อันเป็นเป้าหมายหลักที่จะต้องขจัดออกไปให้ได้ เพื่อที่จะเปิดทางรองรับการตั้งผู้นำใหม่ที่เป็นสายนิยมรัสเซีย
ฉะนั้น ในช่วงแรกจึงมีการประกาศการห้ามออกจากบ้านในพื้นที่เมืองหลวง เพื่อที่เจ้าหน้าที่หน่วยงานความมั่นคงยูเครนจะสามารถเคลียร์พื้นที่ของเคียฟได้ เพราะจากรายงานข่าวกรองนั้น ทีมล่าสังหารของรัสเซียที่ถูกส่งเข้ามาในเมืองหลวงนั้น น่าจะมีไม่น้อยกว่า 3 ทีม
นอกจากชุดล่าสังหารโดยตรงแล้ว ทหารรับจ้างของกลุ่มแวกเนอร์ (The Wagner Group) ราว 400 คน ถูกส่งแทรกซึมเข้ามาเพื่อเตรียมการลอบสังหารผู้นำยูเครนในระดับต่างๆ แต่ทหารรับจ้างเหล่านี้ได้รับคำสั่งให้รอปฏิบัติการจนกว่าหน่วยรบพิเศษของกองทัพรัสเซีย (Spetsnaz) จะเข้ามาถึงพื้นที่ของตัวเมืองหลวง แต่เมื่อกำลังหลักของกองทัพรัสเซียไม่สามารถเข้ายึดเคียฟได้แล้ว พวกเขาจึงได้รับคำสั่งให้ดำเนินการต่อไปทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอการมาของหน่วยรบพิเศษ มือสังหารที่เป็น “นักรบเชเชน” จึงออกทำภารกิจ
แต่เหตุการณ์ดูจะกลับตาลปัตร เมื่อ “นักล่า” ของรัสเซียกลายเป็น “ผู้ถูกล่า” เสียเอง เพราะหน่วยข่าวกรองยูเครนสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของทีมสังหารเหล่านี้ได้ และเริ่มเป็นฝ่ายติดตามชุดล่าสังหารเหล่านี้ แต่ก็มีข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ทีมเหล่านี้เกือบประสบความสำเร็จอย่างน้อย 2 ครั้งในการซุ่มยิงผู้นำยูเครน แต่สุดท้าย “มือสังหาร” กลับเป็น “ผู้ถูกสังหาร” เสียเอง…
ถ้าความสำเร็จของการลอบสังหารเกิดขึ้นจริง โฉมหน้าสงครามยูเครนคงเปลี่ยนแปลงไปอย่างแน่นอน
ล้มรัฐบาล-ล้างยูเครน
เมื่อการโจมตียูเครนเริ่มต้นนั้น ประธานาธิบดีปูตินกำหนดวัตถุประสงค์ของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ไว้ 4 ประการ คือ
1) เพื่อให้ความคุ้มครองแก่ประชาชนในพื้นที่ดอนบาส
2) เพื่อทำลายระบอบการปกครองของยูเครนที่นิยมทหาร (demilitarization)
3) โค่นล้มระบอกการปกครองแบบนาซีที่คีฟ (denazification)
และ 4) นำตัวบุคคลที่สร้างอาชญากรรมนองเลือดในยูเครนมาขึ้นศาลยุติธรรม
หรือโดยนัยของวัตถุประสงค์ 4 ประการนี้ก็คือ การเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองของยูเครน (regime change) ด้วยการใช้กำลังทหารนั่นเอง
การดำเนินการในลักษณะเช่นนี้ อาจไม่ได้แตกต่างจากยุคสงครามเย็นที่ผู้นำสหภาพโซเวียตเคยใช้กำลังจัดการกับรัฐบาลฮังการีในปี 1955 รัฐบาลเชโกสโลวะเกียในปี 1968 และรัฐบาลอัฟกานิสถานในปี 1979 ซึ่งการใช้กำลังในทั้ง 3 กรณีนั้น โซเวียตประสบความสำเร็จในวัตถุประสงค์เบื้องต้น แม้ในกรณีอัฟกานิสถานจะจบลงด้วยการถอนกำลังของโซเวียตออก อันมีนัยถึงความพ่ายแพ้ทางทหาร (อาจเปรียบเทียบได้ว่าสหรัฐประสบความพ่ายแพ้ทางทหารในสงครามเวียดนามเช่นใด โซเวียตก็ประสบความพ่ายแพ้เช่นนั้นในสงครามอัฟกานิสถาน หรือที่ผู้เขียนเรียกปรากฏการณ์ชุดนี้ว่า “รัฐใหญ่แพ้สงครามเล็ก”)
การส่งกำลังเข้ายูเครนนั้น ปูตินอธิบายว่าเขาดำเนินการตามคำขอของผู้นำในดอนบาส และเขายืนยันในเบื้องต้นว่า รัสเซียไม่มีแผนที่จะยึดครองยูเครนแต่อย่างใด ซึ่งคำอธิบายชุดนี้ดูจะไม่เป็นที่ยอมรับแต่อย่างใด เพราะการดำเนินการเริ่มขึ้นด้วยการใช้กำลังขนาดใหญ่
อย่างไรก็ตาม เขายืนยันว่า เขาต้องการเพียงเฉพาะในส่วนที่เป็นพื้นที่ของรัสเซียในยูเครน (Russian part of Ukraine) เท่านั้น ซึ่งสำหรับพื้นที่ที่รัสเซียยึดครองดินแดนของยูเครนจากปี 2014 จนถึงปี 2022 นั้น คิดเป็นประมาณร้อยละ 21 ของดินแดนยูเครนทั้งหมด
ดังนั้น หากพิจารณาในบริบทของดินแดนของยูเครนที่อยู่ภายใต้การยึดครองของรัสเซียแล้ว เราอาจต้องยอมรับว่าประธานาธิบดีปูตินประสบความสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ ดังนี้
1) ทำให้รัสเซียสามารถปลดปล่อยดินแดนในส่วนของดินบาสได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ประชากรส่วนใหญ่เป็นเชื้อสายรัสเซีย และเป็นกลุ่มคนที่นิยมรัสเซียโดยเงื่อนไขของชาติพันธุ์
2) กองทัพรัสเซียควบคุมแนวชายฝั่งทะเลของยูเครนได้ราว 600 กิโลเมตร ขณะที่ยูเครนเหลือแนวชายฝั่งของฝ่ายตนราว 150 กิโลเมตรตามแนวชายฝั่งทะเลดำ
3) เข้าควบคุมดินแดนส่วนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในทางการเกษตรของยูเครน
และ 4) ควบคุมปากแม่น้ำด้านหนึ่งของแม่น้ำดนิโปร (Dniepro) ซึ่งที่เป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญในการผลิตอาหาร
แต่พ้นจากความสำเร็จ 4 ประการดังที่กล่าวแล้ว ปูตินไม่ได้ประสบความสำเร็จในวัตถุประสงค์หลักแห่งการสงครามแต่อย่างใด และในอีกด้านจากคำกล่าวอ้างของประธานาธิบดีปูตินว่า ปฏิบัติการทางทหารนี้เป็นไปเพื่อปกป้องชาวยูเครนเชื้อสายรัสเซียในดอนบาสนั้น ผลที่ปรากฏจริงกลับกลายเป็นการทำลายที่อยู่อาศัยของประชาชนยูเครนเป็นจำนวนมาก เช่น เมืองหลายเมืองในพื้นที่แถบนี้ถูกทำลายจากการโจมตีของรัสเซีย เช่น เมืองมาริอูโปล (Mariupol) ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานเหล็กแอซอฟสตาล (Azovstal steel plant) นั้น ถูกทำลายทิ้งทั้งเมือง
ฉะนั้น ผลสืบเนื่องที่สำคัญจาก “ยุทธการทำลายเมือง” (Urbicide) เช่นนี้ นำไปสู่การอพยพลี้ภัยของชาวยูเครนเป็นจำนวนมาก ต้องหลบหนีออกจากพื้นที่การโจมตีของรัสเซีย อันทำให้เกิด “วิกฤตผู้อพยพ” ขนาดใหญ่ของโลกชุดหนึ่ง ขณะเดียวกันรัสเซียก็ใช้โอกาสเอาคนยูเครนเหล่านี้ส่วนหนึ่ง ด้วยการ “เนรเทศ” ออกจากพื้นที่การยึดครองเข้าไปในรัสเซีย ซึ่งคาดว่าในช่วงแรกของสงครามนั้น มีชาวยูเครนถูกเนรเทศ (บังคับ) ให้ไปในรัสเซียราว 9 แสน ถึง 1.6 ล้านคน
การกระทำของรัสเซียเช่นนี้ บ่งบอกชัดเจนว่า รัสเซียไม่ได้ต้องการปลดปล่อยยูเครน หากต้องการยึดครองมากกว่า
มุมมองบนเส้นขนาน
ผลของ “ปฏิบัติการพิเศษทางทหาร” ของปูตินที่ปรากฏในแบบของสงครามเต็มรูปนั้น ยังทำให้เกิดความเห็นความเห็นคล้ายคลึงกันว่า ปฏิบัติการนี้คือ “การฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยูเครน” และดำเนินการบนวัตถุประสงค์หลัก คือล้มรัฐบาลยูเครนที่ไม่ยอมอ่อนข้อให้รัสเซีย และล้างสังคมยูเครนให้กลายเป็น “สังคมนิยมรัสเซีย” ด้วยกระบวนการ “Russification” อันอาจเทียบเคียงได้กับตัวแบบของเบลารุส ที่วันนี้มีสถานะเป็น “รัฐบริวาร” ของรัสเซียอย่างเห็นได้ชัด
แต่ปัญหาคือคนยูเครนและผู้นำยูเครนไม่ต้องการเช่นนั้น พวกเขาต้องการยูเครนที่เป็นประชาธิปไตย และพาประเทศมุ่งไปในทิศทางของสหภาพยุโรป อีกทั้งยังพร้อมที่จะเข้าร่วมกับนาโตอีกด้วย… ทัศนะเช่นนี้เป็นภัยคุกคามโดยตรงต่อการสร้าง “จักรวรรดิรัสเซีย” ในยุคของประธานาธิบดีปูตินอย่างแน่นอน และกลายเป็น “มุมมองบนเส้นขนาน”
แต่ปูตินก็เชื่อว่า เขาจะบีบให้เส้นขนานนี้ ให้มาบรรจบกันด้วยเงื่อนไขสงคราม!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
