สุวรรณภูมิ-ทวารวดี [22] จีนควบคุมเส้นทาง ‘อ่าวไทย-อันดามัน’

จีนต้องการควบคุมเส้นทางข้ามคาบสมุทร ซึ่งมีหลายเส้นทางเชื่อมทะเลจีนใต้ อ่าวไทยกับทะเลอันดามัน (อ่าวเมาะตะมะ) ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทางการค้าของจีน
ดังนั้น จีนหนุนกลุ่มสยามทำการค้ากับจีนเพื่อสร้างความมั่งคั่งและเข้มแข็งให้กลุ่มสยาม เพราะสยามเป็นชุมทางการค้าและเป็นจุดขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรที่มีประสิทธิภาพสูงสุดระหว่างตะวันตก-ตะวันออก หรือระหว่างยุโรปกับจีนและญี่ปุ่น ครั้นได้โอกาสอันควรก็หนุนกลุ่มสยามยึดอำนาจรัฐอยุธยาของกลุ่มละโว้ เพื่อควบคุมเส้นทางการค้าข้ามคาบสมุทรและเมืองท่ารอบอ่าวไทยให้อยู่ในความคุ้มครองของจีน
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเท่ากับจีนได้สยามกับละโว้ไว้ในอำนาจโดยไม่ต้องยกทัพปราบปราม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายที่พบในเอกสารของจีน และเท่ากับจีนมีส่วนสำคัญยิ่งในการสถาปนาและคุ้มครองกษัตริย์รัฐอยุธยา
ด้วยเหตุดังนั้นกษัตริย์รัฐอยุธยานับแต่นี้ไปมีธรรมเนียมเมื่อขึ้นเสวยราชย์ต้องส่งเครื่องบรรณาการหรือ “จิ้มก้อง” จักรพรรดิจีน
เส้นทางข้ามคาบสมุทร
“อ่าวไทย-อันดามัน” เป็นที่รู้กันนานมากว่าเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรตั้งแต่การค้าระยะไกลทางทะเลสมัยแรกมีชื่อว่า “สุวรรณภูมิ” ราว 2,500 ปีมาแล้ว
สุวรรณภูมิเป็นดินแดนมีคาบสมุทรยื่นยาวลงทางทิศใต้สมัยโบราณเรียก “แหลมทอง” อยู่กึ่งทางระหว่างอินเดียกับจีน ขนาบด้วยทะเลอันดามันทางฝั่งตะวันตกและทะเลจีนใต้ทางฝั่งตะวันออก มีลมมรสุม 2 ทิศทาง ซึ่งเอื้อต่อการเดินเรือทะเลสมุทร ได้แก่
(1.) ลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากมหาสมุทรอินเดียขึ้นฝั่งภาคพื้นทวีป เอื้ออำนวยต่อการเดินทางจากอินเดีย, ลังกา เข้าถึงคาบสมุทร และ
(2.) ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ พัดจากทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก ขึ้นฝั่งภาคพื้นทวีป เอื้ออำนวยต่อการเดินทางจากจีนลงไปคาบสมุทรมลายู
สถานีการค้า หรือ ท่าเรือ ตามชายฝั่งทะเลบริเวณคาบสมุทรทั้งฟากอ่าวเมาะตะมะ หรืออ่าวเบงกอล ทะเลอันดามัน และอ่าวไทย ทะเลจีนใต้
โดยเฉพาะ เขาสามแก้ว (ต.นาชะอัง อ.เมือง จ.ชุมพร) ซึ่งเป็นเส้นทางข้ามคาบสมุทรที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเรื่องราวทางการค้าของสุวรรณภูมิ ซึ่งพบหลักฐานเป็นโบราณวัตถุหลากหลายจากบ้านเมืองทางตะวันตก-ตะวันออก อายุราว 2,500 ปีมาแล้ว
เรือและการเดินเรือเมื่อหลายพันปีมาแล้ว เทคโนโลยีเกี่ยวกับเรือและการเดินเรือทะเลสมุทรมีข้อจำกัดมากจึงแล่นตัดมหาสมุทรไม่สะดวก และมีอันตรายมากในการแล่นอ้อมช่องแคบมะละกา
นักเดินเรือจึงเลือกเดินทางเลียบชายฝั่งผ่านดินแดนคาบสมุทรแล้วขนถ่ายสิ่งของสินค้าข้ามคาบสมุทรไปแลกเปลี่ยนซื้อขายซึ่งกันและกัน เช่น เส้นทางท่าจีน-แม่กลอง ผ่านบริเวณเจดีย์สามองค์ แล้วลงทะเลอันดามันทางเมืองทวาย ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีต่างๆ ก้าวหน้ามากขึ้น จึงมีการเดินเรือแล่นตัดข้ามมหาสมุทร

แม่ทัพขันทีเจิ้งเหอ รูปสลักหิน ในอุทยานเจิ้งเหอ บนเนินเขาเย่วชัน ตำบลคุนหยาง มณฑลยูนนาน
[ภาพถ่ายเมื่อ พ.ศ.2559 โดย Vmenkov จาก https://commons.wikimedia.org/wiki/File:Kunyang_-_Zheng_He_Park__P1350467.JPG]
ทั้งนี้ โดยเรียนรู้ปัญหาจากเรื่องราวความเป็นมาในอดีตของ “สุวรรณภูมิ” แล้วปรับปรุงสมประโยชน์ ดังนี้
(1.) หลีกเลี่ยงการเดินทางผ่านช่องแคบมะละกาที่ยากลำบากด้วยคลื่นลมรุนแรงกว่าที่อื่นๆ จึงมีอันตรายมากเพราะเสี่ยงเรือล่มเรือแตก นอกจากนั้น โจรสลัดชุกชุมคอยปล้นสะดมตลอดเวลา
(2.) ท่าเรือขนถ่ายสินค้าข้ามคาบสมุทรเป็นที่รู้จักคุ้นเคยของบรรดาพ่อค้าลังกา, อินเดีย, จีน ฯลฯ มีเป็นระยะๆ ตั้งแต่ข้างบนลงข้างล่างของชายฝั่งอ่าวไทยและทะเลอันดามัน ได้แก่ ปราณบุรี, กุยบุรี, ชุมพร, ระนอง, สุราษฎร์ธานี, พังงา, กระบี่,นครศรีธรรมราช, ตรัง, สงขลา, ปัตตานี
(3.) ลมมรสุมเหมาะสมต่อการเดินทางด้วยสำเภาจีนทั้งขาไปและขากลับ ดังนี้
ขาไปจากจีน ในฤดูหนาว มีลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือพัดจากจีนไปทางสยาม
ขากลับจากสยาม ในฤดูร้อน มีลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้พัดจากสยามไปทางเมืองจีน
ระหว่างขาไปขากลับ เป็นช่วงที่พ่อค้ามีเวลามากพอในการซื้อขายสินค้า, ซ่อมแซมเรือ, พักผ่อน ฯลฯ แต่ถ้าตรงไปลังกา, อินเดีย จะไม่ได้ลมมรสุมตามกำหนดของธรรมชาติ
[ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการระหว่างจีนกับไทย ของ สืบแสง พรหมบุญ (พ.ศ.2525)]
“ควบคุม” และ “คุ้มครอง” จากจีน
จีนต้องการใช้กำลังแผ่อำนาจปราบปรามประเทศทางทะเลจีนใต้ บริเวณอุษาคเนย์โบราณ ซึ่งรวมทั้งประเทศสยาม
แต่ข้าราชการผู้ใหญ่ของจีนสมัยนั้นไม่เห็นด้วย เพราะสูญเสียไพร่พล และสิ้นเปลืองทรัพยากร จึงเสนอให้ใช้วิธีเกลี้ยกล่อมอยู่ในความคุ้มครองจะเหมาะกว่า
จักรพรรดิจีนสมัยนั้นเลยต้องเปลี่ยนแนวคิดจากใช้กำลังปราบปราม เป็นใช้วิธีเกลี้ยกล่อมให้ยอมจำนนในอำนาจจีน ดังข้อความในเอกสาร ดังนี้
“(จักรพรรดิ) ทรงปรึกษาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ หารือเรื่องการจัดทัพไปปราบเสียน (สยาม) หลอหู (ละโว้) หม่าปาเอ๋อร์ (เปโป้ยยี้) จี้หลัน (กู้น้ำ) และซูมู่ตาลา (สุมาตรา)
แต่ขุนนางชื่อเจียหลู่น่าต๋าซือ กราบทูลว่า
‘อาณาจักรเหล่านั้นเป็นอาณาจักรเล็กที่ไม่มีความสำคัญอะไร แม้ว่า (จีน) จะได้ (อาณาจักรเหล่านั้น) มาเป็นเมืองขึ้น ก็หาประโยชน์มิได้ (นอกจากนั้น)
การที่จะจัดทัพไปปราบอาณาจักรเหล่านั้น ยังเป็นการทำลายชีวิตประชาชนโดยใช่เหตุ ควรส่งทูตไปชี้แจงบาปบุญคุณโทษ (และ) ชักชวน (ให้อ่อนน้อม) จะเหมาะสมกว่า
ถ้า (อาณาจักรเหล่านั้น) ไม่ยอมอ่อนน้อมก็ยังไม่สายเกินไปที่จะไปโจมตีได้’
จักรพรรดิทรงเห็นชอบด้วย และรับสั่งให้เอียลาเยหนูเตอมี่และคณะ จัดการส่งทูตตามข้อเสนอดังกล่าว (ปรากฏผลว่า) กว่า 20 อาณาจักรยอมนอบน้อม”
[จากหนังสือ ความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทย-จีน พ.ศ.1825-2395 (แปลจากเอกสารทางราชการของจีน) โดยคณะกรรมการสืบค้นประวัติศาสตร์ไทย เกี่ยวกับจีนในเอกสารภาษาจีน สำนักนายกรัฐมนตรี พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2523]
โดยสรุป จีนต้องการควบคุมและคุ้มครองบ้านเมืองแถบทะเลจีนใต้ โดยเฉพาะบริเวณสยามและคาบสมุทรมลายู
ก่อนสยามยึดอยุธยา พ.ศ.1952 จีนส่งกองเรือจีนนำโดยแม่ทัพขันทีเจิ้งเหอ (หรือซำปอกง) ยกกองเรือท่องสมุทร (ครั้งที่ 3) ผ่านอ่าวไทย เท่ากับใช้กองเรือกดดัน ซึ่งเท่ากับมีส่วนสนับสนุนการยึดอยุธยาของสยามแห่งรัฐสุพรรณภูมิ
[จากหนังสือ 2 เล่ม ของ สืบแสง พรหมบุญ (1.) ความสัมพันธ์ในระบบบรรณาการ ระหว่างจีนกับไทย ( พ.ศ.2525) และ (2.) เจิ้งเหอ ซำปอกง อุษาคเนย์ (พ.ศ.2549)]
การแผ่อำนาจของจีนมีเสมอ ในลักษณะกดดันและใช้กำลังทหารจากกองเรือข่มขู่คุกคามบ้านเมืองที่อ่อนแอกว่า เพื่อได้สิ่งที่ต้องการ
[เรื่อง “เจิ้งเหอกับการทูตแบบสันถวไมตรีหรือเพื่อกดขี่บีฑา” ของ เจฟ เวด (ทรงยศ แววหงษ์ แปลจากบทความภาษาอังกฤษ พ.ศ.2548)] •
| สุจิตต์ วงษ์เทศ
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
