bg-single

ผ้าไทยในอดีต (3)

04.05.2025

‘ผ้านอก’ หรือ ‘ผ้าต่างประเทศ’ มีบทบาทต่อสังคมไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

ดังที่ “สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน” โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เล่มที่ 15 ให้รายละเอียดว่า

“เวลาที่ไทยส่งราชทูตไปเฝ้าพระเจ้าจักรพรรดิจีน หรือพระเจ้าจักรพรรดิจีนส่งราชทูตมาตอบแทน ก็มักจะส่งเครื่องราชบรรณาการตอบแทนด้วย ในบรรดาเครื่องราชบรรณาการเหล่านี้จะมี ‘ผ้า’ รวมอยู่ด้วยอย่างหนึ่ง ซึ่งมักจะเป็นผ้าแพร โดยส่งมาเป็นร้อยๆ ม้วน แพรนี้มีหลายชนิด แต่ที่เป็นเครื่องราชบรรณาการมักเป็นแพรหมังตึ้ง นอกจากผ้าจากเมืองจีนแล้ว ยังมีผ้าจากอินเดียมาจำหน่ายด้วย ได้แก่ ผ้าเบงกะลีหรือเจตครี”

ผ้าชนิดนี้ศาสตราจารย์วิบูลย์ ลี้สุวรรณ (ราชบัณฑิต) อธิบายไว้ใน “พจนานุกรมผ้าและเครื่องถักทอ” ว่า เจ็ดตะคลี บางทีเขียน เจ็ดคลี เป็นผ้าลายอย่างดีชนิดหนึ่ง

 

ตกมาถึงสมัยอยุธยา ไทยเรายังคงใช้ผ้าสองประเภทควบคู่กันไป ใช้ทั้งผ้าที่ทอเองในประเทศ และผ้าที่สั่งซื้อจากต่างประเทศ อาทิ จีน อินเดีย ฯลฯ

ดังจะเห็นได้จาก “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” (เอกสารจากหอหลวง) ตอนหนึ่งกล่าวถึงตลาดค้าผ้าในสมัยอยุธยา โดยเริ่มจาก ‘ว่าด้วยที่ค้าขายนอกกรุง’ ขายสินค้าผ้าสารพัดชนิดที่บ้านศาลาเกวียน

“เกวียนเมืองนครราชสีหมาบรรทุกสินค้าต่างๆ คือ…ผ้าตรางผ้าสายบัวสี่คืบน่าเกบทอง แลผ้าตาบัวปอกตาเลดงา เกวียนเมืองพระตะบอง พวกเขมรบรรทุก…ผ้าปูมแพรญวนทองพราย…บ้านข้างกำแพงนอกกรุงตรงหัวเลี้ยวตำบลสารพานั้นจีนตั้งโรงย้อมครามผ้าแลด้ายผ้าฃาย ๑…ย่านบ้านริมวัดขุนพรมชาวบ้านย่านนั้นเอาผ้าขาวเทศมาเขียนพิมพ์ตีพิมพ์เปนดอกผ้าลายน้ำจืดฃาย…”(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

‘ผ้าขาวเทศ’ ข้างต้นนี้ “พจนานุกรมผ้าและเครื่องถักทอ” ตั้งข้อสังเกตว่า คงเป็นผ้าขาวที่มาจากต่างประเทศ อาจจะมาจากประเทศอินเดีย

ส่วนที่ ‘ว่าด้วยตลาดในพระนครศรีอยุธยา’ นั้นมีสินค้าผ้าและผลิตภัณฑ์จากผ้าจำนวนมาก อาทิ

“ถนนย่านป่าไหมกับย่านป่าเหล็กต่อกัน อยู่ข้างละฟากถนน ซีกหนึ่งมีร้านฃายไหมครุยฟั่นไหมเบญจพรรณ ไหมลาว ไหมเขมร ไหมโคราช…ถนนย่านป่าฟูก มีร้านฃายฟูกเบาะเมาะหมอน มุ้งผ้ามุ้งป่านผ้าตาโถงผ้าไส้ปลาไหมผ้าขาววา ชื่อตลาดป่าฟูก ๑ ถนนย่านป่าผ้าเขียวหลังคุก มีร้านฃายเสื้อเขียวเสื้อขาว เสื้อแดงชมพูเสื้อยี่ปุ่นเสื้อจีบเอว เสื้อฉีกอกเสื้อสรวมศีศะ กังเกงสีต่างๆ ล่วมสักลาดล่วมแพรล่วมผ้าลายใช้ในราชการใส่หมากกินแต่ผู้ชาย ถุงหมากสักลาดลายปักทองประดับกระจก ถุงหมากเลวด้วย มีถุงยาสูบปักทองประดับกระจก มีถุงยาสูปเลว” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

โดยเฉพาะตลาดในเมืองหลวงนี้ คนจีนเป็นเจ้าของกิจการขายสินค้าสารพัดชนิด จีนทำจีนขาย รับทรัพย์ใส่กระเป๋าตัวเองสบายๆ มานมนานหลายร้อยปีแล้ว

“ถนนย่านในไก่เชิงตะภานประตูจีนไปถึงเชิงตะภานประตูในไก่ เปนตลาดใหญ่ มีตึกกว้านร้านจีนตั้งตึกทั้งสองฟากถนนหลวงจีนไทยนั่งร้านฃายของสรรพสิ่งของ เครื่องสำเภาเครื่องทองเหลืองทองขาว กระเบื้องถ้วยโถชามแพรสีต่างอย่างจีน แลไหมศรีต่างๆ เครื่องมือเหล็กแลสรรพเครื่องมาแต่เมืองจีนมีครบ มีของรัปทานเปนอาหารแลผลไม้มาแต่เมืองจีนวางรายในร้านฃายที่ท้องตลาด” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

 

อย่าว่าแต่สินค้าจีน สินค้าแขกก็มีไม่น้อย โดยเฉพาะสินค้าผ้าเป็นที่นิยมทั้งหลวงและราษฎร์ด้วยเป็นของจำเป็นต้องใช้ในราชการ

“ย่านท่าทรายมีร้านชำฃายผ้าสมปักเชิงปูม ผ้าไหมผ้าลายกรุษราชยำมะหวาด สมปักเชิงสมปักล่องจวนสมปักริ้ว แลผ้ากราบใหญ่น้อยเมื่อข้าราชการหายไม่ทันจะหามาเปลี่ยน ก็ต้องซื้อนุ่งเข้าเฝ้า…ถนนบ้านฉะไกรใหญ่…แลมีร้านฃายผ้าลายสุรัศผ้าขาวแลผ้าฉลาง มีร้านฃายฃองเช้าเยน ชื่อตลาดผ้าลาย ๑” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ในบทละครนอกครั้งกรุงเก่า เรื่อง “สังข์ทอง” กวีชาวบ้านเล่าถึงนางกำนัลมาตามหมอเสน่ห์เข้าวังตามคำสั่งของนางจันทา

“๏ มาพบยายเฒ่าสุเมธา ค่อยกระซิบเจรจาแถลงไข

เร่งเร็วอย่าช้ามารีบไป ยายจะได้ผ้าผ่อนแลเงินตรา ฯ”

เมื่อรู้ว่านายเก่าเรียกหา หญิงชรามีอาคมก็รีบนุ่ง ‘ผ้าตารางไหม’ เข้าวังทันที

“๏ ยายเฒ่าสุเมธาก็ว่าไป เคยได้รับประทานมานักหนา

เอ็นดูข้านักแม่จันทา ให้หาแล้วจำจะรีบไป

เข้าไปในทับจับย่ามยา แล้วจึงนุ่งผ้าตารางไหม

หัวโหงหัวพรายก็เอาไป ออกจากทับได้ก็ไคลคลา ฯ”

จะเห็นได้ว่าตัวละครระดับชาวบ้านใช้ผ้าดีที่สุดเท่าที่มี คือ ‘ผ้าตารางไหม’ ซึ่งตรงกับที่มีขายในตลาดสมัยอยุธยา

ดังข้อความข้างต้นที่ว่า “แลเกวียนเมืองนครราชสีหมาบรรทุกสินค้าต่างๆ… ผ้าตรางผ้าสายบัวสี่คืบน่าเกบทอง แลผ้าตาบัวปอกตาเลดงา”

‘ผ้าตารางไหม’ ในบทละครเรื่อง “สังข์ทอง” ครั้งกรุงเก่า น่าจะเป็นอย่างเดียวกับ ‘ผ้าตราง’ ใน “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” อีกชื่อที่เรียกขาน คือ ‘ผ้าไหมตาตาราง’ นั่นเอง เป็นผ้าไหมชนิดหนึ่ง

 

กวีชาววัง เช่น เจ้าฟ้ากุ้ง หรือเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร ทรงพรรณนาไว้ในพระนิพนธ์ “กาพย์เห่เรือ” ว่านางผู้เป็นที่รักห่มผ้าตาดคลุมกาย ดังจะเห็นได้จากตอนหนึ่งของ “บทเห่ชมปลา”

“๏ เพียนทองงามดั่งทอง ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย

กระแหแหห่างชาย ดังสายสวาทคลาศจากสม” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ไม่ต่างจาก “บทเห่ชมนก” ที่ทรงพรรณนาว่า

“๏ โนรีสีปานชาด เหมือนช่างฉลาดวาดแต้มลาย

ไม่เท่าเจ้าโฉมฉาย ห่มตาดพรายกรายกรมา”

‘ตาด’ หรือ ‘ผ้าตาด’ คือผ้าที่ใช้โลหะเป็นส่วนประกอบในการทอ ดังที่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ “บันทึกเรื่องความรู้ต่างๆ” เล่ม 1 ว่า

“ตาด มีหลักที่ทอด้วยทองแล่งกับไหม ทองแล่งนั้นหมายถึงแผ่นเงินกาไหล่ทอง ตัดแล่งออกเปนเส้นเดียวกับเส้นตอก เอาเข้าทอกับไหมสีเรียกว่าตาดทอง แล้วยังเรียกตามที่ทอยกเปนลายไปอีกด้วย เช่น ยกเปนดอกสี่เหลี่ยม เรียกว่า ตาดตาตั๊กแตน ถ้ายกดอกเปนคดกฤช เรียกว่า ตาดคดกฤช ถ้าปักไหมทับบนเปนดอกไม้อีกทีหนึ่ง เรียกว่า ตาดระกำไหม ถ้าเส้นแล่งเปนเงินไม่ได้กาไหล่ทองเอาทอกับไหมขาวเรียก ตาดขาว ทีหลังมีของเทียมทำเข้ามา เอาทองแดงทำแทนเงินกาไหล่ทองกาไหล่เงิน ใช้ไปไม่กี่วันก็ดำ เรียกกันว่า ตาดทองแดง หรือตาดเยอรมันก็เรียก ส่วนตาดที่ทำด้วยเงินเมื่อเรียกเข้าคู่กับตาดทองแดง เรียกว่า ตาดเงิน

“พจนานุกรมผ้าและเครื่องถักทอ” ให้ข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับผ้าที่ทอด้วยไหมร่วมกับเงินแล่งหรือทองแล่งว่ามีหลายชนิด ทั้งยังตั้งข้อสังเกตถึงที่มาของผ้าตาดว่า

“อาจเป็นผ้าที่มาจากเปอร์เซีย เพราะในภาษาเปอร์เซียมีคำว่า Tash แปลว่า ผ้าทอง ราชสำนักสยามนิยมสั่งเข้ามาใช้เปนผ้าทรงสะพักฉลองพระองค์ของเจ้านายชั้นสูง”

 

คําว่า ‘สะพัก’ เป็นได้ทั้งคำกริยาและคำนาม ถ้าเป็นกริยา หมายถึง ห่มผ้า ห่มคลุม ถ้าเป็นนาม “พจนานุกรมผ้าและสิ่งทอ” อธิบายไว้โดยละเอียดว่าหมายถึง

“ผ้าห่มพาดทับบ่าซ้ายหรือผ้าห่มคลุม หากเป็นของเจ้านายเรียก ผ้าทรงสะพัก มักเป็นผ้าชั้นดี เช่น ผ้าตาดทอง ลายตาตั๊กแตน ปักเลื่อมไหมเป็นลายช่อดอกไม้ อาจตกแต่งด้วยปีกแมลงทับ การห่มผ้าทรงสะพักส่วนมากใช้ห่มในงานพิธีต่างๆ ห่มได้ 2 แบบ

– ห่มแบบห่มเฉียง มักใช้ผ้าแพรผืนสี่เหลี่ยมหน้าแคบ ยาวพอสำหรับพันรอบอกหนึ่งรอบ แล้วเฉวียงขึ้นบ่า ปล่อยชายไว้ข้างหลัง

– ห่มแบบสองบ่า ใช้สำหรับพระบรมวงศานุวงศ์ฝ่ายใน ผ้าทรงสะพักแบบนี้จะยาวกว่าแบบแรก เพราะต้องใช้พันรอบตัวหนึ่งรอบ แล้วทบเฉียงไขว้กันที่อก ปล่อยชายสองชายไขว้บ่าทิ้งไปข้างหลังยาวถึงประมาณขาพับ ส่วนมากใช้ผ้าไหมทอง ผ้าตาด หรือผ้ากรองทอง

น่าสังเกตว่าข้อความที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงกล่าวถึงนางผู้เป็นที่รักไว้ใน ‘บทเห่ชมปลา’ ว่า “เพียนทองงามดั่งทอง ไม่เหมือนน้องห่มตาดพราย” และใน ‘บทเห่ชมนก’ ว่า “ไม่เท่าเจ้าโฉมฉาย ห่มตาดพรายกรายกรมา” คงจะมีลักษณะการห่มแบบสองบ่า เนื่องจากพิจารณาถึงผ้าที่ใช้ ประกอบกับนางผู้เป็นที่รักน่าจะมียศศักดิ์ ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของเจ้าฟ้าธรรมธิเบศร จึงทรงกล่าวถึงเป็นระยะๆ ในพระนิพนธ์

 

น่าสังเกตว่า ‘ตาด’ หรือ ‘ผ้าตาด’ คงเป็นที่นิยมในราชสำนักสมัยอยุธยา นอกจากจะใช้ห่มคลุมที่เรียกกันว่า ‘ห่มตาด’ แล้ว ยังนำผ้าชนิดนี้มาขลิบริมผ้าสีชมพูให้งามเด่นแปลกตาอีกด้วย ดังที่ทรงเอ่ยชมไว้ในกาพย์ห่อโคลง “นิราศธารโศก” ว่า

“๏ ชมพู่ชมพูนาง ช่างย้อมร่ำก่ำสีใส

แปลบปลาบทราบอกใจ ติดขลิบตาดประหลาทดี ฯ

๏ ชมพูกลิ่นพ่าเจ้า ตาตรู

สดชื่นชมพูดู ยอดย้อม

แปลบปลาบทราบในอู ระเรียม ไซ้นา

คือขลิบตาดงามพร้อม เพริศหน้าสมสวย ฯ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ผ้าชมพูหอมกรุ่นสีสว่างตาที่นางใช้น่าจะเป็นชนิดเดียวกับที่บันทึกไว้ใน “คำให้การขุนหลวงวัดประดู่ทรงธรรม” เกี่ยวกับแหล่งขายผ้าชนิดนี้มีทั้งผ้าชมพูชั้นดีหรือเลวให้เลือกสรรซื้อหาตามความต้องการขึ้นอยู่กับฐานะของผู้ซื้อเป็นสำคัญ “ถนนย่านป่าชมพูมีร้านฃายผ้าชมพู คาตราตคตหนั่งไก่ย่นหนั่งไก่ไกเอ้งปักเถา ผ้าชมพูเลวผ้าตีพิมพ์เลวชื่อตลาดป่าชมพู”

แม้สาวชาวบ้านและสาวชาววังจะใช้ผ้าชมพูเหมือนกัน แต่ต่างกันที่ความงามประณีตอันเกิดจากฝีมือและความคิดสร้างสรรค์ประดิดประดอย นำผ้าตาดมาขลิบริมผ้าทั้งผืน ขับสีผ้าให้โดดเด่นเป็นประกายงดงาม ทั้งสีสัน รูปลักษณ์ และกลิ่นหอมของผ้าที่สัมผัสตา จมูก และใจนั้นกระทบอารมณ์กวีจนอดไม่ได้ที่จะถ่ายทอดความรู้สึกหวามไหวผ่านข้อความว่า

“แปลบปลาบทราบอกใจ ติดขลิบตาดประหลาทดี”

คำว่า ‘ประหลาท’ หรือ ‘ประหลาด’ ในที่นี้มีความหมายชมเชยว่าไม่เคยพบเห็นมาก่อน เป็นสิ่งแปลกใหม่งดงามไร้ที่ติ ดังข้อความว่า “คือขลิบตาดงามพร้อม เพริศหน้าสมสวย” ผ้าผืนนี้คู่ควรความงามของนางโดยแท้

บทบาทของ ‘ผ้านอก’ ในสังคมไทยสมัยอยุธยา มิใช่เป็นเพียงวัตถุ แต่ยังสะท้อนคุณค่าของผู้ใช้ และให้ความสุขแก่ผู้พบเห็น ดีต่อใจจริงๆ •

 

จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

 

 

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 4) เรื่อง ปัญหา JBC | สุรชาติ บำรุงสุข
วันหนึ่ง ณ ตึกสันติไมตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถามถึง ‘ไอ้บ๊อบ’ การเมือง ‘ทองใบ ทองเปาด์’ ทนายแม็กไซไซ
ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)