
ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ 53 ที่ผ่านมา สำนักพิมพ์มติชนได้จัดงานเสวนา ‘Friendly Talk : ภารตะสยาม มูฯ ไทย ไสยฯ อินเดีย’ ที่บูธมติชน J02
โดย ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ เจ้าของคอลัมน์ ‘On History’ ในนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ มาร่วมพูดคุยถึงบทบาทหน้าที่บรรณาธิการในหนังสือเล่มใหม่ของเพื่อนสนิทอย่าง ‘อาจารย์ตุล’ คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง นักเขียนและเจ้าของคอลัมน์ ‘ผี พราหมณ์ พุทธ’ ผู้ล่วงลับ
มี ปกรณ์เกียรติ ดีโรจนวานิช บรรณาธิการบริหารแห่งสำนักพิมพ์มติชนรับหน้าที่ชวนสนทนา
โดยมีเนื้อหาที่น่าสนใจและพอจะทำให้แฟนๆ คอลัมน์ของ ‘อาจารย์ตุล’ ได้รู้จักเขามากขึ้นจากวงสนทนานี้

: ความรู้สึกของการมาเป็นบรรณาธิการหนังสือ ‘ภารตะสยาม มูฯ ไทย ไสยฯ อินเดีย’ หนังสือเล่มสุดท้ายของ อ.ตุล คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง
ไม่อยากใช้คำว่าเป็นผลงานเลย เพราะอย่างที่แฟนคลับของอาจารย์ตุลทุกคนทราบข่าวร้ายกันดี หนังสือเล่มนี้ อาจารย์ตุลทำค้างเอาไว้ และผมรู้มาว่าในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา อาจารย์ตุลสนใจเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการมูเตลู ศาสตร์ที่เป็นไสยศาสตร์ และอะไรที่เป็นปรากฏการณ์
ไม่ได้พูดว่าอาจารย์ตุลแกเชื่อเรื่องไสยศาสตร์นะ แต่ผมหมายความว่าแกสนใจปรากฏการณ์ที่มันเกี่ยวข้องกับเรื่องของมูเตลูในสังคมไทย แล้วก็ได้รวบรวมเป็นเล่มนี้ไว้ ซึ่งจริงๆ ก็คือทราบอยู่แล้วว่าจะทำ แต่ผมไม่รู้ว่ามันคือเล่มไหน
เพราะฉะนั้น ด้วยความเป็นมิตรสหายกัน ก็เลยยินดีรับทำต่อจากอาจารย์ตุลเขา

: หลังจากที่อาจารย์ศิริพจน์ได้มาเป็นบรรณาธิการดูแลหนังสือ ‘ภารตะสยาม มูฯ ไทย ไสยฯ อินเดีย’ พบว่าแตกต่างจาก 2 เล่มแรกของอาจารย์ตุลในประเด็นไหนบ้าง
ชุดหนังสือภารตะสยามของอาจารย์ตุล มันเป็นหนังสือที่รวบรวมมาจากข้อเขียนที่อาจารย์ตุลเขียนเป็นประจำทุกสัปดาห์ในมติชนสุดสัปดาห์ในคอลัมน์ผีพราหมณ์พุทธ
ซึ่งจากชื่อคอลัมน์ก็แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่แสดงอยู่ข้างในว่ามันเกี่ยวอะไรกับเรื่องของความเชื่อต่างๆ เรื่องของศาสนาต่างๆ และอาจารย์ตุลเองก็เป็นอาจารย์สาขาวิชาปรัชญา โดยเฉพาะวิชาปรัชญาอินเดีย
ดังนั้น สิ่งที่อาจารย์ตุลเขียนลงมาอยู่ในนี้มันก็เป็นหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทำนองนี้อยู่แล้ว
จริงๆ แล้ว 2 เล่มแรกของอาจารย์ตุล ซึ่งก็คือ ‘ภารตะสยาม ผีพราหมณ์พุทธ’ ซึ่งก็ตามชื่อเลย จริงๆ แล้วอาจาย์ตุลจะเป็นที่รู้จักกันในฐานะของผู้เชี่ยวชาญด้านอินเดียศึกษา โดยเฉพาะปรัชญาอินเดียต่างๆ
เพราะฉะนั้น พอเวลามาจับความเชื่อที่มันเกี่ยวข้องกับผีพราหมณ์พุทธ หรือบางคนอาจได้ยินคำว่าพุทธพราหมณ์ผีมาก่อน ผมว่ามันเป็นชื่อที่สอดคล้องกับความเป็นอาจารย์ตุลอยู่แล้ว เพราะว่าอาจารย์ตุลสนใจอินเดีย และอาจารย์ตุลเป็นคนไทย อยู่ในวัฒนธรรมแบบไทยๆ
ดังนั้น ชื่อภารตะสยามที่เป็นชื่อชุดหนังสือ มันจึงเป็นกรอบหรือวิธีคิดหลักที่อยู่ในหนังสือชุดนี้ซึ่งก็คือ ‘ภารตะสยาม’ นั่นเอง

ส่วนเล่มแรก ‘ภารตะสยาม ผีพราหมณ์พุทธ’ มันแสดงให้เห็นถึงวิธีการตั้งชื่อ หรือวิธีการเลือกเอาข้อเขียนที่มันอยู่ในหนังสือชุดนี้ ว่ามันเกี่ยวข้องกับศาสนาที่เราเรียกกันว่าศาสนาไทย
คำว่าศาสนาไทยก็คือศาสนาของสังคมไทย แน่นอนว่ามันมีศาสนาของสังคมอื่นด้วยเช่น ศาสนาญี่ปุ่น ศาสนาจีน หรือศาสนาอะไรก็ตาม เพราะฉะนั้น ในแต่ละสังคมจะมีชุดความเชื่อในหลายๆ ศาสนาประกอบกัน หรือคุณจะเรียกมันว่าลัทธิหรืออะไรก็แล้วแต่เลย ที่มันปะปนกันอยู่ ชุดความเชื่อแบบศาสนาไทยแต่เดิมจะถูกพูดกันว่าเป็นศาสนาแบบพุทธพราหมณ์ผี คือพุทธเป็นศาสนาหลักที่สำคัญที่สุด แล้วก็มีศาสนาพราหมณ์รองลงมาเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมต่างๆ และท้ายที่สุดคือศาสนาผี ที่เชื่อกันว่าเป็นศาสนาดั้งเดิมที่ถูกเก็บซ่อนเอาไว้ใต้พรม
แต่ว่าอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ เป็นคนที่มาเสนอประเด็นนี้บอกว่าจริงๆ แล้วไม่ควรเรียกศาสนาและปรากฏการณ์ที่มันอยู่ในความเชื่อของสังคมไทยว่าเป็นพุทธพราหมณ์ผี อาจารย์นิธิน่าจะเป็นคนแรกที่เสนอออกมาตรงๆ ในคอลัมน์ของแกในมติชนสุดสัปดาห์ในชื่อบทความ ‘พุทธพราหมณ์ผีหรือผีพราหมณ์พุทธ’ ซึ่งเป็นบทความ 2 ตอนจบ
อาจารย์นิธิบอกว่า ศาสนาแบบที่คนไทยบอกว่าตนเองเป็นพุทธ จริงๆ แล้วคือศาสนาผีที่ถูกพุทธและพราหมณ์ฉาบทับเอาไว้ข้างหน้า เพราะฉะนั้น เราจึงควรที่จะเอาผีมาวางไว้ข้างต้น
อาจารย์นิธิเป็นคนแรกที่เสนออย่างนี้ และมีหลายคนที่เห็นด้วยและเชื่อตามๆ กันมากับอาจารย์นิธิ
ซึ่งการที่อาจารย์ตุลเลือกที่จะใช้ชื่อคอลัมน์ว่าผีพราหมณ์พุทธ ย่อมบอกอยู่แล้วว่าอาจารย์ตุลเห็นด้วยกับอาจารย์นิธิ เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มแรกที่เป็นรวมบทความ มันจะพูดถึงสังคมไทยในลักษณะที่เป็นองค์รวม ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคมไทย มีอะไรบ้างที่เป็นผีแต่เราไปมองว่านี่คือพุทธหรือนี่คือพราหมณ์หรืออะไรต่างๆ ก็ตาม ซึ่งอันนี้ก็คือเล่มแรก
อาจารย์ตุลเขียนคอลัมน์มาเกือบๆ 10 ปี เพราะฉะนั้น หนังสือเล่มแรกจึงเป็นการแสดงข้อเขียนที่อาจารย์ตุลมองสังคมไทยไว้อย่างกว้างๆ ซึ่งผมว่าเหมาะกับคนที่อยากรู้ว่าอะไรที่มันคือผีพราหมณ์พุทธ และทำไมมันไม่ใช่พุทธพราหมณ์ผี ทำไมแบบนี้เราเรียกว่าพุทธแท้ไม่ได้หรือ หรือแบบนี้คือพิธีกรรมพราหมณ์ไม่ใช่หรือ ทำไมอยู่ดีๆ นักวิชาการกลุ่มหนึ่งจึงบอกว่ามันเป็นผี ผมว่าหนังสือเล่มแรกของอาจารย์ตุลจะให้ภาพอะไรอย่างนี้ค่อนข้างชัด
ส่วนเล่มที่ 2 ที่ออกมาในหนังสือชุดนี้ คือเล่ม ‘ภารตะสยาม ศาสนาต้องไม่ห้ามเรื่องการเมือง’ เล่มนี้เป็นปรากฏการณ์ที่น่าสนใจ เพราะว่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มันจะมีปรากฏการณ์ที่มีม็อบ มีปรากฏการณ์ทางการเมืองที่ค่อนข้างรุนแรงและเป็นเรื่องสำคัญที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
แล้วปรากฏการณ์เหล่านี้ ถ้าเราสังเกตดูจะพบว่า กลุ่มคนที่เขาทำม็อบหรือกลุ่มคนอีกฝั่งหนึ่ง มันมีการเอาเรื่องของความเชื่อต่างๆ มาใช้ในสถานการณ์ทางการเมืองด้วย
อาจารย์ตุลได้หยิบยกเอาปรากฏการณ์เหล่านี้ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าว ที่ประท้วงการเมืองอยู่ดีๆ ก็มีการทำพิธีกรรมขึ้นมาทั้งที่สนามหลวงบ้าง ที่นั่นที่นี่บ้าง ซึ่งอาจารย์ตุลได้เขียนอธิบายไว้ในคอลัมน์ผีพราหมณ์พุทธของเขาในมติชนสุดสัปดาห์ในช่วงเวลานั้นว่าทำกันไปทำไม
ในตอนนั้นอาจารย์ตุลจึงรวบรวมเกี่ยวกับช่วงเวลาที่ผมพูดถึงและเรื่องอื่นๆ ไม่ว่าจะในสังคมไทยหรือสังคมอินเดีย แล้วก็มารวมกันกลายเป็นเล่มที่ 2
เพราะฉะนั้น 2 เล่มนี้มันต่างกันนะ คือเล่มแรกมันจะให้ภาพกว้างๆ ของความเป็นศาสนาผสมจากผีพราหมณ์พุทธที่กลายมาเป็นศาสนาไทย ส่วนอีกเล่มจะพูดถึงความเชื่อต่างๆ พิธีกรรมต่างๆ ในนามของศาสนาที่ถูกเอามาใช้ในทางการเมือง
และเล่มสุดท้ายที่มันจะแตกต่างออกไปเลยก็คือเล่มนี้ที่ทางสำนักพิมพ์มติชนให้ผมมาเป็นบรรณาธิการต่อจากอาจารย์ตุล ซึ่งก็คือเล่ม ‘ภารตะสยาม มูฯ ไทย ไสยฯ อินเดีย’ ซึ่งจะพูดถึงปรากฏการณ์ที่คนไทยอยู่ดีๆ คนกลับมาสนใจสิ่งที่เรียกว่าไสยศาสตร์ ที่ปัจจุบันเรียกว่า ‘มูเตลู’ ว่ามันกลับมาได้อย่างไร
อาจารย์ตุลเขาพยายามอธิบายตัวเหตุการณ์ตรงนี้ว่าจริงๆ แล้ว ทำไมสังคมต้องหันไปพึ่งพาการมูเตลู ผมว่านี่คือสิ่งที่อาจารย์ตุลพยายามเขียนออกมาเป็นประจำอยู่ทุกสัปดาห์และก็ถูกรวมเล่มไว้ในเล่มนี้
เพราะฉะนั้น ทั้ง 3 เล่ม ถึงแม้ว่าจะโดยพื้นฐานของหนังสือชุดนี้จะเป็นเรื่องของศาสนาไทย หรือผีพราหมณ์พุทธ ที่สัมพันธ์กันระหว่างไทยกับอินเดีย แต่ว่าแต่ละเล่มก็มีแคแร็กเตอร์ที่ต่างกันไป และผมว่าตอบโจทย์สังคมที่แตกต่างกันออกไปด้วย

: ที่มาของคำว่ามูเตลู
จริงๆ แล้วคำว่ามูเตลู มันถูกเอามาใช้จากคำที่ปรากฏอยู่ในชื่อภาพยนตร์เรื่องหนึ่งของอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นภาพยนตร์ที่เก่ามาก ประมาณ 2520 กว่าๆ ในชื่อห้อยท้ายของหนังเรื่องนี้มีคำว่ามูเตลู ผมไม่เคยได้ดูภาพยนตร์เรื่องนี้หรอกนะ แต่เท่าที่อ่านดูจากคนที่เขาพยายามอธิบายที่คอนข้างน่าเชื่อได้
ภาพยนตร์เรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้หญิงสองคนที่แย่งผู้ชายโดยทำของใส่กัน
และเวลาที่ทำของใส่กันจะต้องขึ้นบทสวดด้วยคำว่ามูเตลู แล้วมันก็กลายมาเป็นศัพท์ที่ถูกสังคมไทยเอามาใช้ ว่าเรื่องการทำของอะไรแบบนี้คือมูเตลู ซึ่งเราเอามาเรียกย่อๆ อีกทีว่ามู
สำหรับผมแล้ว คำว่ามูเตลูถูกทำให้ซอฟต์กว่าคำว่าไสยศาสตร์
มันซอฟต์กว่าที่เราจะไปพูดคำว่าศาสนาผี ผมไม่ได้กำลังจะบอกว่า คำว่ามูเตลูเท่ากับคำว่าไสยศาสตร์หรือศาสนาผีนะ เพราะเอาเข้าจริงแล้วคำว่ามูเตลูมีลักษณะเชิงพิธีกรรมมากกว่าที่จะเป็นเชิงความเชื่อศาสนา เพราะคนที่ไปมู ก็คือไปไหว้ ไม่ว่าจะไปไหว้พระไหว้เจ้าไหว้เทพไหว้ผี เราก็ใช้คำว่าไปมู
เพราะฉะนั้นเนี่ย ฟังก์ชั่นของคำว่ามูเตลูมันจะใช้แทนคำว่าอะไร ในโลกปัจจุบันถ้าเราใครสักคนว่าเราจะไปทำการไสยศาสตร์เราก็จะถูกมองว่างมงาย ไปเล่นของใส่คนนั้นคนนี้ให้รักให้หลงมันดูไม่ดี แต่พอบอกว่าไปมู เออ ความหมายมันอีกเรื่องหนึ่งเลย

: หรือว่ามูเตลูเกี่ยวกับการที่คนรุ่นใหม่ทำให้ไสยศาสตร์ง่ายขึ้น
จริงๆ แล้วการที่จะทำพิธีกรรมต่างๆ ในโลกปัจจุบันที่มันแปลกและซับซ้อนขึ้นและดูเข้าถึงยากขึ้นนั้น กลับกลายเป็นว่ามันเข้าถึงง่ายขึ้น เทพเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ดูเหมือนจะใกล้ชิดกับเรามากขึ้น อะไรบางอย่างที่เราพยายามติดต่อสื่อสารด้วยมันกลับง่ายขึ้นด้วย
และคำถามที่ว่าทำไมคนรุ่นใหม่ถึงหันกลับไปหาพิธีกรรมเชิงไสยศาสตร์หรือในปัจจุบันที่เราเรียกกันว่าไปมู มันง่ายมากเลยครับ เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่สภาวะบางอย่างมันไม่มั่นคง เช่น เราไม่มีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เราไม่มีหลักประกันทางสังคม หรือแม้แต่คนที่ไปขอความรัก แปลว่าเรามีความไม่มั่นใจในเรื่องเหล่านั้น เราถึงไปหาหลักประกันบางอย่างที่เราเชื่อว่าน่าจะให้คุณบางอย่างกับเราได้
กระแสการกลับมาทำอะไรแบบนี้ในโลกสมัยใหม่แบบนี้แปลว่าสังคมเรามันรู้สึกไม่มั่นคงไง มันไม่มีอะไรเป็นหลักยึดให้เขารู้สึกว่าเขามีความมั่นคงในชีวิตหรือทางจิตใจ •
รายงานพิเศษ | กรกฤษณ์ พรอินทร์
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
