bg-single

I a Pixel, We the People ภาพเคลื่อนไหว 24 ชั่วโมงที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ส่วนตัวเข้ากับความทรงจำร่วมของสังคม

18.05.2025

I a Pixel, We the People ภาพเคลื่อนไหว 24 ชั่วโมง

ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ส่วนตัวเข้ากับความทรงจำร่วมของสังคม

 

 

กิจกรรมการฉายภาพเคลื่อนไหวในห้องมืด หรือที่คนทั่วไปรู้จักคุ้นเคยกันในชื่อว่า ภาพยนตร์ นั้น นอกจากจะเป็นสิ่งที่ทำขึ้นสร้างความบันเทิงแล้ว ในหลายครั้ง ภาพเคลื่อนไหวยังสามารถถูกนำเสนอในฐานะงานศิลปะ หรือเครื่องมือในการตีแผ่ข้อเท็จจริง หรือสะท้อนสภาวะทางสังคมการเมืองได้ด้วยเช่นกัน

ดังเช่นที่ปรากฏในผลงานของศิลปินร่วมสมัยผู้ทำงานในสื่อภาพเคลื่อนไหวชาวไทยผู้มีชื่อว่า จุฬญาณนนท์ ศิริผล

ผลงานของเขาเป็นส่วนผสมของการดัดแปลงเรื่องเล่า ตำนานพื้นบ้าน นิทานปรัมปรา วรรณกรรม เรื่องแต่ง และนิยายวิทยาศาสตร์ เข้ากับประวัติศาสตร์สังคมการเมือง

เขาหลอมรวมข้อมูลอะนาล็อกเข้ากับจิตวิญญาณแบบดิจิทัล ผสานเทคนิคภาพยนตร์เข้ากับการทำงานศิลปะร่วมสมัย เพื่อตั้งคำถามเกี่ยวกับประเด็นปัญหารอบตัว

ถึงแม้ผลงานของเขาจะมีประเด็นเกี่ยวกับความตึงเครียดของการเมืองหรือความขัดแย้งทางสังคมอันหนักหน่วง แต่เขาก็สอดแทรกอารมณ์ขันในเชิงเสียดสีอันเปี่ยมเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนทำให้ผลงานของเขาสามารถสื่อสารกับผู้ชมได้อย่างน่าสนใจเสมอมา

ในนิทรรศการครั้งล่าสุดของเขาอย่าง I a Pixel, We the People ที่นำเสนอผลงานภาพเคลื่อนไหวในรูปของงานวิดีโออาร์ต (Video art) ที่มีรากฐานจากการทำงานตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีของเขา โดยหยิบฉวยวัตถุดิบจากผลงานการทำหนังสั้นและวิดีโออาร์ตของจุฬญาณนนท์ ตั้งแต่ปี 2004 นำมาร้อยเรียงใหม่ในรูปแบบของซีรีส์วิดีโออาร์ตความยาว 24 ชั่วโมง เพื่อสร้างเรื่องเล่าเชิงสมมุติ (ผสานเหตุการณ์จริง) ที่เชื่อมโยงประวัติศาสตร์ส่วนตัวเข้ากับความทรงจำร่วมของสังคม

จุฬญาณนนท์กล่าวถึงที่มาที่ไปของนิทรรศการครั้งนี้ของเขาว่า

“ชื่อนิทรรศการ I a Pixel, We the People มีที่มาจากการที่เราอยากล้อประโยคแรกของรัฐธรรมนูญ (สหรัฐอเมริกา) ที่ว่า We the People หรือ พวกเราคือประชาชน แต่เราคิดว่าในยุคนี้ คำว่าประชาชน นั้นไม่ใช่แค่ลักษณะทางกายภาพอย่างเดียว หากแต่ร่างกายของเราถูกเปลี่ยนเป็นข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในโซเชียลมีเดีย หรือข้อมูลในโลกอินเตอร์เน็ต”

“เรามองว่านี่คือการเปลี่ยนแปลงจากร่างกายทางกายภาพมาเป็นข้อมูลดิจิทัล เราก็เลยใส่อีกประโยคข้างหน้าว่า I a Pixel ที่ไม่ใช่แค่ตัวเราเอง หากแต่เป็นตัวปัจเจกชนแต่ละคน ที่ถูกเปลี่ยนจากร่างกายที่เป็นกายภาพมาเป็นพิกเซลอันหนึ่ง แล้วพิกเซลเหล่านี้ก็มารวมตัวกันกลายเป็นบิ๊กดาต้า (Big Data) ที่แสดงให้เห็นคลื่นของพฤติกรรมมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นรสนิยม วิถีชีวิต หรืออะไรก็แล้วแต่ นี่เป็นโครงสร้างของแนวความคิดหลักทั้งหมดของนิทรรศการครั้งนี้”

“หลังจากนั้นเราก็หาวิธีการ ว่าจะนำเสนอแนวความคิดนี้อย่างไร เราก็เลยเลือกรูปแบบของงานภาพเคลื่อนไหว เพราะว่าตัวเราเองก็เป็นคนทำภาพเคลื่อนไหว ไม่ใช่แค่ภาพยนตร์อย่างเดียวเท่านั้น แต่เราทำงานในสื่อต่างๆ ที่แตกแขนงออกมาจากภาพเคลื่อนไหว ซึ่งเรามองว่าภาพเคลื่อนไหวในยุคสมัยปัจจุบันนั้นเป็นสื่อที่คล้ายๆ กับปากกากับกระดาษ ที่ทุกคนมีอยู่ในมือ และสามารถสร้างผลงานออกมาผ่านพื้นที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการไลฟ์สดใน Facebook, Instragram หรือ TikTok”

“ซึ่งจะว่าไป ภาพเคลื่อนไหวก็เป็นเหมือนภาษา เป็นเครื่องมือสร้างสรรค์ในชีวิตประจำวันของคนในยุคปัจจุบัน”

“เราคิดว่าภาพเคลื่อนไหวเหล่านี้ สร้างขึ้นง่าย และถูกสร้างขึ้นอยู่ตลอดเวลาโดยทุกคน ที่โยนข้อมูลเข้ามาผ่านสื่อต่างๆ เราก็เลยคิดถึงงานวีดีโอที่ไหลวนอยู่ตลอดเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งเวลา 24 ชั่วโมง ก็คือภาพแทนของหนึ่งวันนั่นเอง”

“ในความเป็นหนึ่งวันนี้เองก็เป็นอะไรที่ยากที่คนเราจะเสพได้ทั้งหมดในคราวเดียว เหมือนเวลาเราใช้โซเชียลมีเดีย แล้วเปิดวิดีโอไปเรื่อยๆ ก็เหมือนมีวิดีโอใหม่ขึ้นมาให้ดูอยู่ตลอดเวลา จนเราไม่สามารถที่จะโฟกัสอะไรได้ หรือมองไม่เห็นว่าภาพรวมทั้งหมดคืออะไร เพราะมีข้อมูลไหลทะลักท่วมท้นเยอะแยะมากมาย เราก็เลยเอาแนวคิดนี้มาแปรเปลี่ยนเป็นซีรีส์งานวิดีโออาร์ต ที่เล่นกับความเป็นภาพเคลื่อนไหวในมิติต่างๆ ผู้ชมอาจจะมองว่าเป็นภาพยนตร์ก็ได้ เป็นซีรีส์ก็ได้ เป็นวิดีโออาร์ตก็ได้ เพราะเราทำออกมาให้ดูมีความก้ำกึ่งกัน”

“ในวันเปิดนิทรรศการ เราจะฉายงานชุดนี้ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 24 ชั่วโมง ในจอใหญ่ แต่ในจอเล็กที่แยกไปในแต่ละห้องจะถูกแบ่งฉายเป็นตอนๆ ห้องละ 6 ชั่วโมง ไล่ไปเรื่อยๆ จนครบชั่วโมงที่ 24 ในวันเปิด แต่หลังจากวันเปิด แกลเลอรีไม่สามารถเปิดทำการ 24 ชั่วโมงได้ต่ออย่างเนื่อง เพราะจะเป็นการใช้ทรัพยากรมากเกินไป เราก็จะเปิดฉายตามเวลาทำการของแกลเลอรี คือ 5 ชั่วโมงต่อวัน เราก็เลยจะแบ่ง 24 ตอนออกเป็น 6 ซีซั่น ซีซั่นละ 4 ตอน ฉายแต่ละซีซั่นเปลี่ยนกันไปทุกสัปดาห์ ต่อเนื่องไปเรื่อยๆ เป็นเวลา 6 สัปดาห์ ก็จะครบ 24 ตอน (24 ชั่วโมง) หมายความว่า ถ้าผู้ชมอยากดูงานจบก็ต้องมาชมงานทุกสัปดาห์นั่นเอง”

“เราคิดว่านี่คือความท้าทายของศิลปิน คือมักจะมีคนถามเราว่า เมื่อไรเราจะทำหนังยาว เพราะที่ผ่านมา เราเคยทำแต่หนังสั้น เราเลยบอกว่า ไม่ต้องดูหรอกหนัง 2 ชั่วโมง เราจะทำหนัง 24 ชั่วโมงให้ดูเลย ดูเผินๆ เหมือนเป็นการประชดประชัน แต่ว่าเราคิดว่า หนึ่งคือ เราท้าทายตัวเราเอง สองคือ เราท้าทายผู้ชม ว่าเขาจะเข้าใจงานศิลปะชิ้นหนึ่งโดยที่ไม่ต้องดูให้ครบได้ไหม”

“จะว่าไปก็เหมือนเป็นการตาบอดคลำช้างนิดหนึ่ง เพราะถ้าคุณมาดูงานในช่วงเวลาหนึ่ง คุณก็จะเข้าใจงานชิ้นนี้ในแง่มุมหนึ่งเท่านั้น ซึ่งเป็นความท้าทายสำหรับผู้ชม ว่าเขาจะจัดการเวลาของตัวเองในการมาเสพงานชุดนี้อย่างไร ซึ่งในแง่หนึ่ง ก็จะทำให้สิ่งที่เรียกว่า ‘เวลา’ มีตัวตนขึ้นมาได้”

“เนื้อหาในวิดีโอ 24 ตอนนี้ เป็นการปะติดปะต่อภาพเคลื่อนไหวจากคลังข้อมูลที่มาจากหลากหลายแห่ง ทั้งฟุตเทจที่เราเก็บเอาไว้ตั้งแต่ยุคที่เป็นวิดีโอเทป VHS, ม้วนเทป Mini DV มาจนถึงไฟล์ดิจิทัล”

“ฟุตเทจอีกส่วนหนึ่งก็มาจากหอภาพยนตร์ เป็นฟุตเทจเก่าๆ ที่เปิดให้สาธารณชนใช้งานได้ อีกส่วนจะเป็นหนังสั้นกับวิดีโออาร์ตที่เราเคยทำมาในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ทั้งหมดนี้เป็นวัตถุดิบภาพเคลื่อนไหวที่เอามาร้อยเรียงให้เป็นเรื่องเล่าเดียวกัน โดยมีเรื่องเล่าของตัวละคร ‘หอยทากทอง’ ซึ่งปรากฏอยู่ในงานของเราหลายชิ้น เราเอาแคแร็กเตอร์ของเราใส่เข้าไปในตัวของหอยทากทอง รวมถึงตัวละคร ‘อาจารย์แม่’ ซึ่งพูดถึงความเป็นแม่ในมิติต่างๆ ผ่านผู้หญิงที่เข้ามาในชีวิตของเรา”

“ตัวละครอาจารย์นี้ยังเป็นตัวละครที่ปรากฏในหนังสั้น PLANETARIUM ของเราในโครงการ Ten Years Thailand (2018) ซึ่งเป็นตัวละครที่เป็นภาพแทนของความเป็นแม่ในมุมมองของชาติ ที่ลูกคือประชาชน และประชาชนที่ดี คือลูกที่ต้องเชื่อฟังพ่อแม่”

“ในขณะที่หอยทากทองที่อยู่กับแม่บังเอิญได้พบม้วนวิดีโอเก่าที่บันทึกการสอนของแม่ที่มีความเป็นเผด็จการ จึงหนีออกจากบ้านไปเข้าร่วมกับประชาชนที่ประท้วงอยู่บนท้องถนน และถูกปราบปรามจนถูกยิงเปลือกแตก แต่มีพระมาชุบชีวิตให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาใหม่ และกลายเป็นแรงงานวัฒนธรรมดิจิทัลที่รับบทบาทเป็นตัวละครต่างๆ อย่าง นพพร, กีรติ, อังศุมาลิน และ อินทรีแดง ซึ่งเชื่อมโยงกับงานเก่าๆ ที่เราเคยทำมา เพื่อเป็นการตั้งคำถามเกี่ยวกับบทบาทของศิลปินของตัวเองว่า ในความเป็นศิลปินร่วมสมัยในสภาวะทางการเมืองเช่นนี้ บทบาทของศิลปินคืออะไร ซึ่งเชื่อมโยงกับผลงาน เรารักภูมิพลังวัฒนธรรมละมุนละม่อมนุ่มนิ่ม ที่จัดแสดงในโครงการของนิทรรศการทุนสร้างสรรค์ศิลปกรรม ศิลป์ พีระศรี ครั้งที่ 23”

นอกจากผลงานวิดีโออาร์ตที่จัดฉายบนจอใหญ่กลางห้องแสดงงานแล้ว ยังมีผลงานวิดีโอที่ถูกจัดแสดงภายในพื้นที่ถูกสร้างขึ้นจากวัตถุสะสม อย่างเสื้อผ้า ข้าวของเครื่องใช้ที่เคยถูกกองไว้ในบ้านของจุฬญาณนนท์มาหลายทศวรรษ นำมาก่อร่างสร้างขึ้นเป็นถ้ำขนาดย่อมเพื่อจัดฉายผลงานวิดีโออาร์ตแต่ละจอข้างใน รวมถึงประดับประดาด้วยเหล่าบรรดาวัตถุเก็บตกจากผลงานในอดีตของเขา ผสมผสานเข้าไว้ด้วยกันอย่างแปลกตา น่าพิศวง ราวกับเป็นภูมิทัศน์ในโลกอนาคตแบบดิสโทเปียในหนังหรือนิยายวิทยาศาสตร์ก็ไม่ปาน

“นอกจากภาพเคลื่อนไหวที่สะสมเอาไว้แล้ว เรายังหยิบเอาสิ่งสะสมต่างๆ มาใช้อีกหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วัตถุสะสมที่อยู่ในบ้านของเราเองทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า ข้าวของต่างๆ ที่พ่อแม่ ตายายของเราเก็บเอาไว้ หรืองานศิลปะที่เราเคยทำ ทั้งภาพวาดลายเส้น ประติมากรรมหอยทาก ภาพถ่ายคอลลาจ และงานคอลลาจจากหนังสือพิมพ์”

“การหยิบเอาของเก่าเหล่านี้มาใช้ค่อนข้างมีความเป็นส่วนตัว เพราะจริงๆ บ้านเรารกมาก เพราะครอบครัวของเราไม่ค่อยทิ้งของ คือชอบเก็บสะสมของเป็นกองสุมเอาไว้เยอะแยะ ไม่เป็นระเบียบ จนกลายเป็นปัญหาในความสัมพันธ์ เราเลยคิดว่าอยากจะจัดการของเหล่านี้ให้ชีวิตเราดีขึ้น ด้วยการนำของสะสมที่ไม่เป็นระเบียบเหล่านี้มาเปลี่ยนให้เป็นงานศิลปะ เพื่อบ้านจะได้โล่งขึ้น”

“เรายังมองว่าเสื้อผ้าหรือข้าวของเหล่านี้คือ วัตถุทางวัฒนธรรม พอเรามองเห็นเสื้อผ้าจำนวนมาก เราก็นึกถึงความเป็นมนุษย์หรือประชาชนที่มารวมตัวกัน แบบเดียวกับฉากหนึ่งในหนังสั้น PLANETARIUM ของเรา ที่ลูกเสือชาวบ้านจับประชาชนที่ขบถและเห็นต่างได้ แล้วถอดเสื้อผ้าพวกเขามาโยนสุมไว้เป็นกองใหญ่มาก ซึ่งเป็นภาพแทนของกระบวนการบังคับบุคคลให้สูญหายไปเยอะมาก”

“ในมิติหนึ่ง เราก็อยากจะพูดถึงการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ด้วยเหมือนกัน และด้วยความที่งานของเราเป็นภาพเคลื่อนไหวแบบเดียวกับภาพยนตร์ เราก็ต้องการความมืดในการฉาย ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงผลงาน กำเนิดหอยทากทอง ของเรา ในเทศกาลศิลปะ Thailand Biennale Krabi 2018 ที่ (ไม่ได้) ฉายในถ้ำ เราก็เลยดึงเอาแนวคิดนี้มาทำให้กลายเป็นถ้ำที่สร้างขึ้นมาจากกองผ้าเก่า แนวคิดของถ้ำเองก็เหมือนกับการกลับเข้าไปในมดลูกของแม่อีกครั้ง และการชมภาพยนตร์ในถ้ำ ก็เป็นเหมือนกับการที่มนุษย์ได้เห็นแสงสว่างเป็นครั้งแรกจากการคลอดออกมาจากท้องแม่ เพื่อจะได้มีประสบการณ์ในการเห็นภาพเคลื่อนไหวครั้งแรก ในอีกแง่หนึ่งก็เป็นเหมือนการมองย้อนตัวเอง ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่ ในฐานะศิลปิน และคนทำภาพยนตร์”

นิทรรศการ I a Pixel, We the People โดย จุฬญาณนนท์ ศิริผล จัดแสดงที่ บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี ตั้งแต่วันที่ ตั้งแต่วันที่ 26 เมษายน-21 มิถุนายน 2568 เวลา 13:00-18:00 น. (ปิดวันอาทิตย์ถึงวันอังคาร และวันหยุดนักขัตฤกษ์) สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 08-6087-2725

ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก บางกอก ซิตี้ซิตี้ แกลเลอรี ภาพถ่ายโดย Soopakorn Srisakul •

อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)