
ตั้งชื่อเรื่องอย่างนี้อาจทำให้หลายๆ คนที่มีความเชื่อว่า ไบโอพลาสติกไม่เป็นพิษเพราะผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติอย่างข้าวโพด อ้อย มันสำปะหลังหรือมันเทศสลายตัวได้เองไม่ทิ้งสารตกค้างต่อสิ่งแวดล้อม อาจงุนงงสงสัย แต่ผลวิจัยล่าสุดพบว่า ไบโอพลาสติกอาจจะมีอันตรายพอๆ กับพลาสติกที่มาจากปิโตรเลียม
วารสารชื่อ “อเมริกันเคมิคัลโซไซตี้” หรือเอซีเอส ฝ่ายเกษตรกรรมและเคมีอาหาร นำผลวิจัยดังกล่าวมาตีพิมพ์เผยแพร่เมื่อไม่นานมานี้ระบุว่า ไบโอพลาสติที่ใช้ผลิตสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะสินค้าที่ใช้ในชีวิตประจำวันอย่างหลอดดูด ช้อนส้อม จาน กล่องใส่อาหาร รวมไปถึงเสื้อผ้า อาจส่งผลกระทบต่ออวัยวะต่างๆ ของร่างกาย ทั้งระบบย่อยอาหาร ความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ระบบเผาผลาญ โรคหัวใจ หลอดเลือด ทำลายตับและปัญหาสุขภาพอื่นๆ
“หยง เฟิงเติ้ง” หนึ่งในทีมวิจัย บอกว่าผลจากการทดลองในหนูพบ ไบโอพลาสติกเมื่อย่อยสลายเป็นชิ้นส่วนขนาดเล็กหรือที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก และให้หนูทดลองกลืนกินส่งผลกระทบกับระบบย่อยอาหารของหนูทดลองในระยะยาว
“ไบโอพลาสติกที่ใช้วัสดุธรรมชาติอย่างแป้งมัน อาจไม่ปลอดภัยอย่างที่คิดไว้” หยง เฟิงเติ้ง ระบุ และบอกว่า ไมโครพลาสติกมีขนาดยาวไม่ถึง 5 มิลลิเมตร เล็กมากจนสามารถหลุดเข้าไปในร่างกายของเราทั้งจากการดื่มหรือกินอาหารหรือสูดดมเข้าไป จะผ่านสู่ระบบไหลเวียนโลหิตและเนื้อเยื่อ
เอซีเอสบอกว่า ผู้คนบริโภคอนุภาคเหล่านี้หลายหมื่นชิ้นในแต่ละปี โดยไม่รู้ว่ามีผลกระทบด้านสุขภาพ
นักวิจัยพบว่าผู้ที่เป็นโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง หรือไอบีดี (inflammatory bowel disease) มีไมโครพลาสติกในอุจจาระมากกว่ากลุ่มควบคุมที่มีสุขภาพดี การค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าชิ้นส่วนไมโครพลาสติกอาจเกี่ยวข้องกับโรคภัยไข้เจ็บของคน
ผู้ป่วยด้วยโรคลําไส้อักเสบ รวมถึงโรคโครห์น (Crohn’s disease) และโรคลําไส้ใหญ่บวมเป็นแผลนั้นมีจำนวนเพิ่มขึ้นทุกปีโดยเฉพาะผู้ป่วยมีอาการอักเสบเรื้อรังของระบบทางเดินอาหาร ส่วนใหญ่แล้วมาจากการกินอาหารและสิ่งแวดล้อมที่เป็นพิษเช่นมลพิษทางอากาศ
ในบ้านเรา มีโรงพยาบาลขนาดใหญ่หลายแห่งเปิดแผนกรักษาโรคไอบีดีโดยเฉพาะ เพราะเห็นว่าคนไทยป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้นเช่นกัน
ปัจจุบันยังไม่สามารถสาเหตุแน่ชัดของการเกิดโรคไอบีดี แต่ตั้งข้อสันนิษฐานว่ามาจากปัจจัยพันธุกรรม คนผิวขาวเป็นโรคไอบีดีมากกว่าคนเอเชีย แต่แพทย์บางคนสันนิษฐานว่าโรคไอบีดีมาจากระบบภูมิคุ้มกันผิดปกติ
โรคไอบีดีเป็นโรคเรื้อรังไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ แพทย์จะทำได้เพียงบรรเทาอาการของโรคและป้องกันไม่ให้กลับมาเป็นซ้ำ วิธีการรักษาโรคไอบีดีมีทั้งใช้ยาและผ่าตัด
เพิ่งไม่นานมานี้มีการตั้งข้อสันนิษฐานใหม่ว่า โรคไอบีดีมาจากปัจจัยทางสิ่งแวดล้อมและไมโครพลาสติก
ไมโครพลาสติกอาจทําให้เกิดการอักเสบของลําไส้ หรือส่งผลลบกับระบบจุลินทรีย์ในลําไส้
นักวิจัยของจีนเฉลยข้อสันนิษฐานสงสัยในเรื่องนี้จึงเปรียบเทียบระดับไมโครพลาสติกในอุจจาระจากอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีและผู้ที่เป็นโรคไอบีดี
ทีมวิจัยนำตัวอย่างอุจจาระจากคนที่มีสุขภาพดี 50 คน และคนที่เป็นโรคลําไส้อักเสบ 52 คนจากหลายมณฑล
ในการวิเคราะห์ตัวอย่างแสดงให้เห็นว่าอุจจาระจากผู้ป่วยไอบีดีมีอนุภาคไมโครพลาสติกต่อกรัมมากกว่าจากอาสาสมัครที่มีสุขภาพดีประมาณ 1.5 เท่า ไมโครพลาสติกมีรูปร่างคล้ายกัน ส่วนใหญ่เป็นแผ่นและเส้นใยในทั้งสองกลุ่ม แต่อุจจาระผู้ป่วยไอบีดีมีอนุภาคขนาดเล็กกว่า 50 มิลลิเมตร
พลาสติกสองประเภทที่พบมากที่สุดในทั้งสองกลุ่มคือ polyethylene terephthalate (PET; ใช้ในขวดและภาชนะบรรจุอาหาร) และ polyamide (PA; พบในบรรจุภัณฑ์อาหารและสิ่งทอ)
ผู้ป่วยไอบีดีที่มีอาการรุนแรงกว่ามีแนวโน้มมีไมโครพลาสติกในอุจจาระระดับที่สูงขึ้น จากแบบสอบถาม นักวิจัยพบว่าผู้คนในทั้งสองกลุ่มที่ดื่มน้ำดื่มบรรจุขวด กินอาหารบรรจุในกล่องพลาสติกและมักสัมผัสกับพื้นที่ที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อนในอากาศ
ผลวิจัยดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าผู้ป่วยไอบีดีอาจสัมผัสกับไมโครพลาสติกในระบบทางเดินอาหารมากขึ้น
ไมโครพลาสติกที่มาจากปิโตรเลียมนั้น มีสารเคมีปนเปื้อนมากกว่า 16,000 ชนิด หลายชนิดพบว่ามีอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก โดยเฉพาะพลาสติกที่ใช้สารพาทาเลต (Phthalate) และบิสฟีนอล(Bisphenol) เป็นวัตถุดิบในการผลิต มีส่วนเชื่อมโยงกับการเกิดโรคมะเร็งตับและมีผลลบกับระบบฮอร์โมน
ก่อนหน้านี้มีการวิจัยเรื่องพลาสติกที่สังเคราะห์จากปิโตรเลียมกับชาวจีน 3,000 คนที่นิยมกินอาหารที่บรรจุในภาชนะพลาสติก พบว่าการกินอาหารเช่นนี้ถี่บ่อยมีนัยยะสำคัญกับความเสี่ยงเพิ่มขึ้นของภาวะหัวใจล้มเหลว
หรือพูดง่ายๆ ใครกินอาหารที่ใส่ในถุงหรือกล่องพลาสติกบ่อยมากเท่าไหร่ มีโอกาสเสี่ยงเกิดอาการหัวใจล้มเหลวมากขึ้น
นอกจากนี้แล้วในการทดลองเอาน้ำร้อนเทใส่ในกล่องใส่อาหารพลาสติกทิ้งไว้ 15 นาที ชิ้นส่วนไมโครพลาสติกมีอัตราหลุดร่อนสูงมาก เฉลี่ยราว 4.2 ไมโครพลาสติกต่อตารางเซนติเมตร
คนดื่มน้ำหรือกินอาหารที่มีไมโครพลาสติกปนเปื้อน ย่อมส่งผลกระทบต่อลำไส้ กระทบต่อองค์ประกอบของจุลินทรีย์ในลำไส้ ระบบการย่อยอาหาร ทำให้ลำไส้อักเสบ
ทั่วโลกพยายามหลีกเลี่ยงลดหรือเลิกใช้พลาสติกสังเคราะห์จากปิโตรเลียมและหันมาใช้พลาสติกที่ทำจากวัสดุชีวภาพ หรือที่เรียกว่า ไบโอพลาสติกมากขึ้น เพราะเชื่อว่าปลอดภัยกว่า
ปีที่แล้วทั่วโลกเพิ่มกำลังการผลิตไบโอพลาสติกราว 2.5 ล้านเมตริกตัน และแนวโน้มอีก 5 ปีข้างหน้า ไบโอพลาสติกจะผลิตเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่าของปริมาณในปัจจุบัน
สำหรับอุตสาหกรรมพลาสติกชีวภาพในบ้านเรานั้นเติบโตก้าวกระโดดมาก มีกำลังการผลิตเฉลี่ย 95,000 ตันต่อปี กว่า 90 เปอร์เซ็นต์ส่งออกไปต่างประเทศ รัฐบาลเชื่อว่าเป็นแนวทางเศรษฐกิจชีวภาพ
เมื่อผลวิจัยพบว่า พลาสติกทั้งจากปิโตรเลียมและพลาสติกชีวภาพ ต่างก็หลุดกระจายเป็นชิ้นเล็กๆ ที่เรียกว่า ไมโครพลาสติก เช่นเดียวกัน ไมโครพลาสติกจะไปจบที่อาหาร น้ำ หรือปนเปื้อนในอากาศ การวิจัยพัฒนาไบโอพลาสติกรุ่นใหม่ๆ ป้องกันการเกิดไมโครพลาสติกแพร่กระจายในสิ่งแวดล้อมคงต้องคิดทำอย่างรวดเร็ว
ย้อนกลับมาที่การวิจัยโดยใช้หนูเป็นตัวทดลอง ด้วยการให้อาหารหนูและน้ำที่ปนเปื้อนด้วยพลาสติกชีวภาพเป็นเวลา 3 เดือน และให้กินอาหาร 1 ใน 3 ที่ไม่มีพลาสติกชีวภาพ
จากการวิจัยพบหนูทดลองมีปัญหาสุขภาพเหมือนกันทั้งจากการสัมผัสกับพลาสติกชีวภาพเช่นเดียวกับพลาสติกสังเคราะห์จากปิโตรเลียม สารเคมีที่พบในหนูมีทั้งในเนื้อเยื่อ ในตับ รังไข่ และลําไส้
นักวิจัยยังพบความผิดปกติในตับและรังไข่ และในระดับที่สูงขึ้นในกลุ่มที่เลี้ยงอาหารและน้ำด้วยพลาสติกชีวภาพมากขึ้น ไมโครพลาสติกยังส่งผลต่อเส้นทางทางพันธุกรรมและความไม่สมดุลของจุลินทรีย์ในลําไส้
อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนงานวิจัยว่าจําเป็นต้องวิจัยเพิ่มเติม แต่การค้นพบนี้ทําให้เกิดคําถามเกี่ยวกับความปลอดภัยของพลาสติกชีวภาพ
แต่การหลีกเลี่ยงอันตรายจากไมโครพลาสติกด้วยคำแนะนำว่าให้ลดการสัมผัสกับพลาสติก เช่น เครื่องครัวหรือเสื้อผ้า ดูเหมือนเป็นเรื่องยากยิ่งกว่าเข็นครกขึ้นภูเขาเสียอีก
เพราะวัสดุทำจากพลาสติกเป็นส่วนหนึ่งในการใช้ชีวิตประจำวันของคนทั่วโลก •
สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022

