bg-single

‘นิเนเวห์’ เมืองอันเป็นบัลลังก์ประทับ ของพระแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์

26.05.2025

“นิเนเวห์” (Nineveh) เป็นชื่อเก่าแก่ของเมืองโบราณที่สำคัญแห่งหนึ่ง ในวัฒนธรรมเมโสโปเตเมีย (Mesopotamia) ปัจจุบันคือบริเวณพื้นที่เมืองโมซุล (Mosul) ประเทศอิรัก

คำว่า “เมโสโปเตเมีย” ที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันนี้ มีที่มาจากภาษากรีกโบราณ โดยคำว่า “meso” แปลว่า “ตรงกลาง” ส่วนคำว่า “potamos” แปลว่า “แม่น้ำ” รวมความหมายถึงดินแดนที่ราบลุ่มรูปพระจันทร์เสี้ยวอันอุดมสมบูรณ์ (Fertile Crescent) ที่ตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างแม่น้ำ ซึ่งในที่นี้หมายถึงแม่น้ำที่สำคัญของภูมิภาคตะวันออกกลางจำนวน 2 สาย ได้แก่ แม่น้ำไทกริส (Tigris river) และแม่น้ำยูเฟรติส (Euphrates river) นั่นเอง

อย่างไรก็ตาม ชื่อเรียกแบบนี้ไม่ได้เป็นพวกกรีก ที่คิดชื่อขึ้นมาเองหรอกนะครับ แต่เป็นการแปลความหมายของชื่อเรียกดินแดนแห่งนี้ ที่ชนกลุ่มอื่นใช้เรียกมาก่อน ซึ่งก็มีหลักฐานอยู่ในภาษาของพวกอัคคาเดียน (Akkadian) และก็ยังมีคำที่มีความหมายเดียวกัน ที่ใช้สำหรับเรียกพื้นที่บริเวณเดียวกันนี้ ทั้งในภาษาอาหรับ, เปอร์เซีย และซีเรีย อยู่ด้วยอีกต่างหาก

สำหรับคำว่า “เมโสโปเตเมีย” นี้ มีหลักฐานการใช้ครั้งแรกใน พันธสัญญาเดิมฉบับภาษากรีก ที่เรียกกันว่า “เซปตัวจินต์” (Septuagint) ที่น่าจะเรียบเรียงขึ้นเมื่อราว 250 ปีก่อนคริสตกาล เลยทีเดียว

แน่นอนว่า เมืองนิเนเวห์ เองก็วางตัวอยู่บนชายฝั่งฟากทิศตะวันออก ของแม่น้ำไทกริส และเป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งที่ทำให้ดินแดนอันอุดมสมบูรณ์ ที่มีอยู่รายรอบแม่น้ำแห่งนี้ กลายเป็นดินแดนที่ให้กำเนิดของกลุ่มวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลกนั้น ก็เป็นเพราะมหานครอย่าง “นิเนเวห์” เองนี่แหละ

นิเนเวห์ ก่อร่างเป็นชุมชนมาตั้งแต่เมื่อราว 8,000 ปีมาแล้ว แต่เพิ่งเป็นเมืองใหญ่โตและสำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลกขึ้นมาจริงๆ เมื่อถูกใช้เป็นศูนย์กลางอาณาจักรของชาวอัคคาเดียน เมื่อราว 5,000 ปีที่แล้ว และถูกใช้เป็นเมืองสำคัญเรื่อยมาจนพวกอัสซีเรียน (Assyrian) ใช้เป็นศูนย์กลางของอาณาจักร ตั้งแต่อาณาจักรอัสสิเรียเก่า กลาง และใหม่ จนสิ้นสุดลงเมื่อราวๆ 2,600 ปีที่แล้วนี่เอง

ต่อมาเมื่อนักประวัติศาสตร์ชื่อดัง (ซึ่งก็ดังจนถูกยกย่องให้เป็นบิดาแห่งวิชาประวัติศาสตร์โลก) ในโลกยุคโบราณของชาวกรีกอย่าง เฮโรโดตุส (Herodotus) ที่มีชีวิตอยู่ในช่วงเฉียดๆ 2,500 ปีมาแล้ว พูดถึงเมืองนิเนเวห์ว่า กลายเป็นแค่ซากปรักหักพังที่เต็มไปด้วยความรุ่มรวยทางอารยธรรมอย่างหาที่เปรียบไม่ได้ไปเสียแล้ว เช่นเดียวกับนักประวัติศาสตร์คนอื่นๆ ในโลกของพวกกรีกยุคใกล้เคียงกันที่ต่างก็พรรณนาถึงมหานครแห่งนี้ไว้ไม่ต่างไปจากนั้น

จนกระทั่งเมื่อราว ค.ศ.600 หย่อนๆ ก็มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์ว่า นิเนเวห์กลายเป็นเขตอิทธิพลของพวกสัสสาเนียน (Sassanian) แต่แค่เพียงราวสิบปีต่อมาเท่านั้นแหละครับ พวกอาหรับก็บุกตะลุยเข้ามา และสร้างเมืองโมซุลเอาไว้ที่อีกฟากของแม่น้ำไทกริส จนในที่สุดก็กลายเป็นรัฐอิสลาม แล้วเมืองก็ค่อยๆ ขยายใหญ่จนครอบคลุมทั้งสองฟากข้างของแม่น้ำไทกริส เลยทั้งคลุมและครอบทับอาณาเขตของมหานครนิเนเวห์โบราณไปจนกระทั่งปัจจุบันนี้

ดังนั้น การที่ในปัจจุบันนี้ เมืองโมซุลมีฐานะเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของอิรัก รองลงมาจากแบกแดด ที่เป็นเมืองหลวง จึงไม่ใช่สิ่งที่น่าประหลาดใจอะไรนัก เพราะก็มีปัจจัยที่เอื้อให้เป็นอย่างนั้นอยู่เต็มไปหมด

และด้วยความเป็นเมืองขนาดใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในโลกยุคโบราณมาแต่เดิมนี่เอง ที่ทำให้ในเมืองจึงเต็มไปด้วยโบราณวัตถุ และโบราณสถานต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยนอกเหนือจากที่นิเนเวห์จะเป็นที่ตั้งของห้องสมุดอายุเกือบ 2,700 ปี ของพระเจ้าอสูรบานิปาล (Ashurbanipal) แห่งอาณาจักรอัสสิเรียใหม่ ที่เก็บแผ่นดินเหนียวจารึกอักษรคูนิฟอร์มไว้อีก 20,000 กว่าแผ่นแล้ว

มหานครแห่งนี้ยังเป็นศูนย์กลางการนับถือเทพีอิชตาร์ (Ishtar) ในดินแดนเมโสโปเตเมีย

เทพีอิชตาร์คือต้นแบบของเทพีที่ถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องเสียใหม่ จากเดิมที่มีฐานะเป็นพระแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งคาบเกี่ยวอยู่กับความเป็นพระแม่ธรณีด้วย (Mother goddess/Earth goddess) ของมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะในยุคสมัยที่รู้จักการทำเกษตรกรรมแล้ว

เราอาจทำความเข้าใจเรื่องนี้ได้จากฉากของท้องฟ้าที่มีฝนตกพรำลงบนท้องทุ่งเขียวขจี ไม่ว่าพืชผลที่อยู่ในท้องทุ่งนั้นจะเป็น ข้าวเจ้า ข้าวเหนียว ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าวบาร์เล่ย์ หรือพืชพันธุ์ธัญญาหารชนิดไหนๆ ย่อมทำให้เจ้าของท้องทุ่งยิ้มกริ่มมากกว่าจะร้องไห้ เพราะนั่นทำให้สามารถคาดหวังได้ถึงผลผลิตที่จะผลิดอกออกผลตามมา

ในสังคมที่รู้จักการเกษตรกรรมแล้ว จึงมักจะสร้างบุคลาธิษฐานของ “ท้องฟ้า” ในรูปของ “ผู้ชาย” ที่หลั่ง “ฝน” คือ “เชื้อแห่งชีวิต” ลงมายังพื้น “แผ่นดิน” ที่มักแสดงแทนด้วยรูป “ผู้หญิง” เชื้อแห่งชีวิตเมื่อตกต้องสู่พื้นดินย่อมก่อกำเนิดให้มี “ชีวิต” คือ “ผลผลิต” เหมือนการสังวาสกันของสิ่งมีชีวิตต่างๆ เครื่องเพศของทั้งชายและหญิง จึงเป็นสัญลักษณ์ของการก่อกำเนิด และความอุดมสมบูรณ์

เทพีอิชตาร์ ที่ก็คือ พระแม่แห่งความอุดมสมบูรณ์ จึงกลายมาเป็นเทพีแห่งความงาม ความรัก ความอุดมสมบูรณ์ การสงคราม และอีกสารพัดสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้ ไปในพร้อมกันนั้นด้วย

ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรนัก ที่นักวิชาการจะยกให้พระนางเป็นแม่แบบของเทพีแห่งความอุดมสมบยูรณ์ ความรัก ความงาม และอีกสารพัดอย่างในศาสนา-ความเชื่ออื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น พระแม่ลักษมี ของชาวฮินดู, เทพีบาสเตท (Bastet) ของอียิปต์โบราณ, หรือเทพีเฮรา (Hera) และอะโฟรไดท์ (Aphrodite) ของพวกกรีก ซึ่งชาวโรมเรียก ยูโน (Juno) และวีนัส (Venus) ตามลำดับ เป็นต้น

ชาวบาบิโลนเนียน (Babylonian) ซึ่งเป็นเครือญาติชิดใกล้ของพวกอัสสิเรียน มีชื่อเรียกเทพีองค์นี้ในอีกอย่างหนึ่งว่า “นีนา” (Nina) ชื่อ “นิเนเวห์” ถ้าแปลตามภาษาของชาวบาบิโลนเนียนจะหมายความว่า บัลลังก์แห่งเทพีนีนา ซึ่งก็หมายถึง “บัลลังก็ของเทพีอิชตาร์” ด้วยนั่นเอง

ไม่ต้องสงสัยเลยนะครับว่า ที่มหานครแห่งนี้จะนับถือใครเป็นพี่เบิ้ม (Big Sister)?

แต่ “บัลลังก์” ในอารยธรรมเมโสโปเตเมีย ก็ไม่ได้มีความหมายเป็นเพียงแค่ “ที่นั่ง” ของผู้สูงศักดิ์เท่านั้น

พระคัมภีร์ของพวกคริสต์ (คำว่า “ไบเบิล” แปลตรงตัวว่า “พระคัมภีร์”) ฉบับภาษาฮิบรู ในบทพระธรรมอพยพ (Exodus) ที่มีโมเสสเป็นพระเอก ฟาโรห์ตามท้องเรื่องนั้น (ส่วนจะเป็นฟาโรห์องค์ไหน ยังต้องถกเถียงกันอยู่ แต่ไม่ใช่ประเด็นในที่นี้) ประทับอยู่บนบัลลังก์ของพระองค์ ส่วนในบท 1 คิง ได้พรรณนาถึงบัลลังก์ของกษัตริย์โซโลมอนไว้ละเอียดว่าทำขึ้นจากงาช้าง ประดับไปด้วยทอง และตั้งขึ้นอยู่บนฐาน 6 ชั้น

แน่นอนว่าพวกฝรั่งมีศาสนาคริสต์เป็นรากฐานสำคัญทางวัฒนธรรม พระคัมภีร์จึงไม่ใช่เพียงหลักยึดถือปฏิบัติทางศาสนาเฉยๆ แต่เป็นพระคัมภีร์ทางวัฒนธรรมอีกด้วย ยิ่งไม่ต้องสงสัยเลยด้วยว่าศาสนาคริสต์มีถิ่นฐานดั้งเดิมอยู่ในตะวันออกใกล้ ที่มีดินแดนเมโสโปเตเมียเป็นศูนย์กลางของแหล่งอารยธรรมสำคัญแห่งนี้

คำว่า “บัลลังก์” ตามความเข้าใจอย่างไทย ตรงกับคำว่า “throne” ในภาษาอังกฤษ คำคำนี้มีรากมาจากภาษากรีกโบราณว่า “thronos” ซึ่งก็หมายความว่า “ที่นั่ง” หรือ “เก้าอี้” นั่นแหละ

แต่คำว่า “thronos” เอง ก็มีรากมาจากคำว่า “เธร” (dher-) ซึ่งแปลว่า “สนับสนุน” ในภาษาที่เก่าแก่กว่าคือกลุ่มภาษาก่อนอินโดยูโรเปียน คำคำเดียวกันนี้เองก็เองก็เป็นต้นเค้าของคำว่า “ธรรมะ” ซึ่งสามารถแปลว่า “หลัก” ก็ได้ในภาษาสันสกฤตนั่นเอง

ดังนั้น จึงไม่น่าประหลาดใจอะไรเลยที่ในภาษากรีกยุคเก่ามีคำว่า “Dios thronous” ซึ่งหมายถึง การสนับสนุนจากสวรรค์ และสามารถแปลว่าแกนของโลกก็ได้

เดิมทีบัลลังก์จึงไม่ได้เป็นเพียงเก้าอี้ธรรมดา โดยปกติบัลลังก์จึงต้องมีการยกพื้นสูง หรือประดับประดาให้สวยสง่ากว่าเก้าอี้ หรือที่นั่งทั่วไป เพื่อทั้งส่งเสริมให้เห็นซึ้งถึงยศถาบรรดาศักดิ์ และทั้งเพื่อแสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการเป็นศูนย์กลางของจักรวาลวิทยาของอะไรก็ตามแต่ที่ประดับอยู่เหนือบัลลังก์องค์นั้น

“นิเนเวห์” ซึ่งเป็น “บัลลังก์” ของเทพีอิชตาร์ก็เช่นกัน

ผมคงไม่ต้องถามย้ำอีกครั้งว่าที่นิเนเวห์ใครเป็นพี่เบิ้ม? และผมยิ่งคงไม่ต้องเอ่ยถามชี้นำอีกทีว่าพี่เบิ้มที่มหานครแห่งนี้เป็นผู้ชายหรือผู้หญิง? •

On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี
แตรฝรั่ง (3)
ตามสถิติเอเลียนน่าจะมีจริง แต่…
aespa คั้นชีวิตให้เปรี้ยวเข็ดฟันมากกว่าเดิม ด้วยอัลบั้มชุดใหม่ Lemonade
จาก ‘ทรงวิทย์’ ถึง ‘อุกฤษฎ์’ จาก ‘ศอ.ปชด.’ สู่ ‘ศบค.ชด.’ ‘อนุทิน’ ติดดาบ ‘ผบ.หยอย’ คุม ทุกชายแดน กรำศึกเขมร รอบสุดท้าย
‘โต เลิม’ เยือนไทย : เห็นอะไรในประวัติศาสตร์ และความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม
สุทธิชัย วีรกุลสุนทร ‘เฮียล้าน ลุยต่อ’ ป้องกันแชมป์ ส.ก.จอมทอง สมัย 7 ไม่หวั่นคู่แข่งเจนใหม่
‘บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ’ มองประเทศไทยที่ ‘หยุดนิ่ง’ ‘คนรุ่นหลัง’ จะ ‘ทุกข์ยาก’ กว่านี้
Prachachat Business Awards 2026 เปิดทำเนียบ 5 สุดยอดธุรกิจไทย ‘ฮั่วเซ่งเฮง’ รายได้สูงสุด ปตท.สผ.แชมป์จ่ายภาษี
Space within space
E-DUANG | การรุก การถอย การเมือง ของ TH-AI Passport